- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 994 ต่อไปเรื่องต่อคิวเล่นกระดานลื่นยกให้นายจัดการนะ
บทที่ 994 ต่อไปเรื่องต่อคิวเล่นกระดานลื่นยกให้นายจัดการนะ
บทที่ 994 ต่อไปเรื่องต่อคิวเล่นกระดานลื่นยกให้นายจัดการนะ
จ้าวเถี่ยอิงกล่าว “หลานต้องรู้ไว้นะว่า เงินก้อนนี้เดิมทีก็สมควรใช้กับตัวหลานอยู่แล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ถูกหลินโส่วตงผลาญไปหมด พ่อของหลานทำงานช่างไม้ด้วยความเหนื่อยยาก ก็เพียงเพราะหวังว่าหลานจะเติบโตอย่างแข็งแรงและตั้งใจเรียนหนังสือ เขาจะได้มีกำลังใจในการทำงานไงล่ะ”
“ป้าของลูกพูดถูกแล้ว!” จ้าวเถี่ยจวินพยักหน้ารับ
จ้าวชิงเหอถึงได้ยื่นมือไปรับเงินมากำธนบัตรใบละสิบหยวนนั้นไว้ น้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาอย่างกลั้นไม่อยู่
โจวเยี่ยนถอนหายใจเงียบ ๆ ความรู้สึกไม่คู่ควรที่เกิดจากการถูกกดขี่มาเป็นเวลานานของจ้าวชิงเหอ ยังคงต้องใช้เวลาในการเยียวยาและบรรเทาลง
“น้าครับ น้ากินมื้อเย็นมาหรือยังครับ?” โจวเยี่ยนมองจ้าวเถี่ยจวินพลางเอ่ยถาม
“ยังไม่ทันได้กินเลย” จ้าวเถี่ยจวินเกาหัว รอยยิ้มแฝงไปด้วยความเก้อเขินเล็กน้อย “ไม่เป็นไรหรอก น้าไม่หิว ส่งของเสร็จแล้ว พอรู้ว่าชิงเหอสอบติดน้าก็วางใจแล้วล่ะ น้าเตรียมตัวจะกลับแล้ว”
“กลับบ้าบออะไรกันล่ะ คืนนี้นายก็นอนบนโซฟาไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปส่งชิงเหอรายงานตัวด้วยกัน รายงานตัวเสร็จนายค่อยกลับ” จ้าวเถี่ยอิงดึงเขาเอาไว้ แล้วหันไปบอกกับโจวเยี่ยน “โจวเยี่ยน ลูกไปต้มบะหมี่ให้น้าเขาหน่อยสิ น้ำราดปลาไนผัดโหระพาที่พวกหว่านชิงกินก่อนหน้านี้ ลูกเก็บไว้เตรียมคลุกบะหมี่พรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ เอามาคลุกให้เขาสักชามสิ”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนขานรับ แล้วหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องครัว
ไม่นาน โจวเยี่ยนก็ยกบะหมี่ชามโตออกมา
โจวเยี่ยนใช้น้ำราดปลาไนผัดโหระพามาทำเป็นเครื่องราดหน้า นอกจากนี้ยังทอดไข่ดาวมาให้อีกสองฟอง
จ้าวเถี่ยจวินปากก็บอกว่าไม่หิว แต่พอบะหมี่ถูกยกมา ก็นั่งลงสูดเส้นดังซู้ดซ้าดกินอย่างเอร็ดอร่อยกว่าใคร แถมยังไม่ลืมที่จะเอ่ยชม “อร่อย! โจวเยี่ยน น้ำราดปลาไนผัดโหระพาของหลานเอามาคลุกบะหมี่นี่มันเด็ดสุด ๆ ไปเลย! ไข่ดาวนี่ก็ทอดได้ดีแถมยังเป็นยางมะตูมอีกด้วย!”
“น้ำซุปที่เก็บไว้คลุกบะหมี่ได้ ย่อมต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้วล่ะครับ” โจวเยี่ยนหัวเราะ
จ้าวเถี่ยอิงปล่อยให้จ้าวชิงเหอไปเก็บข้าวของเอง รอจนเธอขึ้นไปชั้นบน ถึงได้สอบถามสถานการณ์ของหลินเยวี่ยฉินจากจ้าวเถี่ยจวิน
หลังจากสูดเส้นบะหมี่คำสุดท้ายเข้าปาก จ้าวเถี่ยจวินก็วางตะเกียบลง นั่งตัวตรงแหน่วพลางบอก “ผมเซ็นหนังสือยอมความให้หลินเยวี่ยฉินไปแล้ว ให้เธอกลับไปเก็บของที่บ้าน แล้วกลับไปอยู่บ้านแม่ของเธอแล้วล่ะ”
“อะไรนะ?!” เสียงของจ้าวเถี่ยอิงดังขึ้นมาในทันที เอ่ยด้วยความรู้สึกไม่ได้ดั่งใจ “จ้าวเถี่ยจวิน ฉันก็นึกว่านายจะเปลี่ยนนิสัยแล้วเสียอีก! ทำไมถึงยังทำตัวแบบนี้อยู่อีกล่ะ?”
“แม่จ๋า รับไปค่ะ!” โจวโม่โม่ไปหาไม้ขนไก่มาจากไหนก็ไม่รู้ ยัดใส่มือของจ้าวเถี่ยอิงเรียบร้อยแล้ว
จ้าวเถี่ยจวินรีบบอก “พี่ พี่ฟังผมพูดให้จบก่อนสิ... โอ๊ย!”
ไม้ขนไก่ฟาดลงบนขาเรียบร้อยแล้ว จ้าวเถี่ยจวินกระโดดโหยงขึ้นมาทันที แต่ปากก็ไม่กล้าหยุดพูด “เรื่องนี้หลิวฉางเฟิงเป็นคนปรึกษาและตัดสินใจร่วมกับผม เขาบอกว่าถ้าเอาผิดหลินเยวี่ยฉิน วันข้างหน้าหากเฉินเฉินกับชิงเหออยากสอบเข้ารับราชการ การตรวจสอบประวัติจะเป็นอุปสรรคสำคัญ เขาให้ผมคิดดูให้ดี
ต่อมาผมไปสอบถามที่ตำบลมา ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ผมจะไม่ได้เรื่องก็ไม่เป็นไร แต่ผมต้องนึกถึงอนาคตของเด็กสองคนด้วย เรื่องที่หลินเยวี่ยฉินเป็นแม่ของพวกเขามันเป็นความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้หรอกนะ”
ไม้ขนไก่ที่จ้าวเถี่ยอิงเงื้อขึ้นค้างเติ่ง ฟาดลงไปไม่ลง ขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม “แล้ว... แล้วทางฝั่งหลินเยวี่ยฉิน นายตัดขาดชัดเจนแล้วหรือยังล่ะ?”
จ้าวเถี่ยจวินพยักหน้ารับ “ก่อนที่ผมจะเซ็นหนังสือยอมความให้เธอ ผมให้เธอเซ็นหนังสือรับรองก่อนว่า ต่อไปห้ามเหยียบเข้ามาในเอ๋อเหมยซานอีกแม้แต่ก้าวเดียว และห้ามมารบกวนเด็กสองคนนี้ด้วย เธอโดนปล่อยตัวออกมาเก็บของ ก็ไปเฉิงตูแล้วล่ะ บ้านแม่เธอก็กลับไปไม่ได้แล้ว ต่อไปก็ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับผมอีก”
สีหน้าของจ้าวเถี่ยอิงผ่อนคลายลงเล็กน้อย วางไม้ขนไก่ลง พยักหน้ารับเบา ๆ “เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าให้มันผ่านไปก็แล้วกัน”
“ก็จริงครับ ถึงยังไงก็ต้องนึกถึงอนาคตของเด็กทั้งสองคนด้วย” โจวเยี่ยนพยักหน้ารับเบา ๆ
ผลการเรียนของชิงเหอกับเฉินเฉินล้วนดีมาก พอเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่แน่อาจจะได้รับราชการ ถึงตอนนั้นด่านตรวจสอบประวัติก็เป็นเรื่องสำคัญมาก
หลินเยวี่ยฉินถูกขังอยู่หลายวัน แถมยังโดนคนในครอบครัวฝั่งแม่หักหลัง ตอนนี้ไม่มีบ้านให้กลับ คาดว่าหัวใจคงแตกสลายไปแล้ว
การที่จ้าวเถี่ยจวินทำแบบนี้ ไม่ถือว่าอ่อนแอหรอก แต่ในที่สุดก็ทำตัวสมกับเป็นพ่อที่รู้จักคิดเผื่อลูก ๆ ขึ้นมาบ้างแล้วต่างหาก
กินบะหมี่เสร็จ ทั้งครอบครัวก็ขึ้นไปชั้นบนดูโทรทัศน์ด้วยกันสักพัก
“โอ้โห! โทรทัศน์สีจอใหญ่นี่มันดูสบายตาจังเลยนะ!” จ้าวเถี่ยจวินเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ “เดี๋ยววันหน้าน้าหาเงินก้อนโตได้เมื่อไหร่ น้าก็จะซื้อโทรทัศน์สีจอใหญ่ไปไว้ที่บ้านบ้าง”
“น้าครับ เงินก้อนนี้ ถ้าเพิ่มอีกนิด ก็ซื้อบ้านที่ไม่ได้อยู่ติดถนนในตัวเมืองเจียโจวได้แล้วนะครับ” โจวเยี่ยนบอกกับเขา “ถ้าน้าไม่ได้ปลูกชา การอยู่บนเขาก็ไม่มีความหมายอะไร หากเก็บเงินได้ พาน้อง ๆ กับคุณตาคุณยายย้ายไปอยู่ในเมืองจะดีกว่านะครับ”
“ซื้อบ้านที่เจียโจว...” จ้าวเถี่ยจวินพึมพำเสียงเบา มองดูโจวเยี่ยนพลางเอ่ยถาม “สองพันซื้อได้เหรอ?”
โจวเยี่ยนพยักหน้ารับ “บ้านที่ไม่ได้ติดถนน แถมยังมีลานเล็ก ๆ ซื้อได้ครับ”
บ้านกระเบื้องหลังโทรมของเขาซื้อมาในราคาแปดร้อย ในตรอกมีบ้านพร้อมลานเล็ก ๆ ราคาแค่สองสามพันอยู่เยอะแยะ แถมยังเป็นแบบซื้อปุ๊บก็เข้าอยู่ได้เลยด้วย
จ้าวเถี่ยจวินได้ยินดังนั้น ดวงตาก็ค่อย ๆ มีประกายแห่งความหวังขึ้นมา พยักหน้ารับ “ได้เลย ถ้างั้นน้าจะเก็บเงินเพิ่มอีกหน่อย!”
“ช่วงนี้มีงานเข้ามาเยอะไหม?” จ้าวเถี่ยอิงเอ่ยถามเขา
“ก็พอได้ครับ มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ” จ้าวเถี่ยจวินพยักหน้ารับ “เมื่อวานซืนมีผู้รับเหมาคนนึงมาหาผม เขารับเหมาไซต์งานก่อสร้างโรงเรียนในตำบล เตรียมจะเหมางานช่างไม้ข้างในให้ผมทำทั้งหมด ผมทำคนเดียวไม่ไหว ก็เลยยังไม่ได้ให้คำตอบเขาไป”
“ต้องให้น้าสำรองจ่ายก่อนไหมครับ?” โจวเยี่ยนเอ่ยถาม
จ้าวเถี่ยจวินส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก น้าแค่ลงแรง ผู้รับเหมาคนนี้น้าเคยร่วมงานกับเขามาหลายไซต์งานแล้ว นิสัยไม่เลวเลย ไม่เคยค้างค่าแรงด้วย”
“น้าครับ ถ้างั้นน้าก็ตั้งทีมขึ้นมารับงานเองเลยสิครับ” โจวเยี่ยนเอ่ยขึ้น “น้าครับ น้าทำงานคนเดียวมาตั้งกี่ปีแล้ว? งานก็ทำเยอะ ความลำบากก็เผชิญมาไม่น้อย พอสิ้นปีมาคิดบัญชี เงินที่หามาได้ก็มีแต่ค่าหยาดเหงื่อแรงงานทั้งนั้น
เถ้าแก่มาตามให้น้าไปทำ ก็แสดงว่าเขาเชื่อใจในฝีมือและชื่อเสียงของน้า น้าก็ไปหาช่างไม้ที่พึ่งพาได้มาสักสองสามคน แล้วตั้งทีมขึ้นมา แบบนี้น้าก็ไม่ได้หาเงินแค่จากค่าแรงแล้วล่ะ หากวันข้างหน้าขยายงานให้ใหญ่ขึ้น น้าก็จะได้เป็นเถ้าแก่เองไงล่ะครับ”
“รวมคนมาทำงาน น้าก็ไม่เคยทำมาก่อนเสียด้วยสิ” จ้าวเถี่ยจวินเกาหัว
“เรื่องพวกนี้มันต้องลองทำดูทั้งนั้นแหละครับ ไม่มีใครเกิดมาแล้วทำเป็นเลยหรอก เอาเงินที่เขาเสนอให้ มาลบกับค่าแรงช่างไม้คูณด้วยเวลาทำงาน ถ้าน้าคำนวณออกมาแล้วมีส่วนต่าง งานนี้ก็รับได้ครับ ไม่ต้องสำรองจ่ายก็ไม่มีความเสี่ยงอะไรมาก น้าแค่ทำงานให้เสร็จตามคุณภาพและปริมาณที่กำหนดก็พอแล้ว” โจวเยี่ยนมองเขาพลางบอก “คนเราน่ะ ล้วนต้องก้าวออกไปเป็นก้าวแรกเสมอ ตอนนี้โอกาสมาถึงมือของน้าแล้ว จะเป็นช่างไม้ไปตลอดชีวิต หรือวันข้างหน้าจะได้เป็นผู้รับเหมา น้าเลือกเอาเองก็แล้วกันครับ”
จ้าวเถี่ยจวินได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในห้วงความคิด สีหน้าดูลำบากใจเล็กน้อย
จ้าวเถี่ยอิงกล่าวขึ้น “สรุปง่าย ๆ เลยนะ ถ้าอยากหาเงิน ก็ต้องขยายกิจการให้ใหญ่และมั่นคง ไม่อย่างนั้นรายได้วันละสามหยวนห้าเหมาก็คือขีดจำกัดสูงสุดของนายแล้ว”
“ได้ กลับไปผมจะไปบอกเถ้าแก่คนนั้นว่าผมรับงานนี้” จ้าวเถี่ยจวินกัดฟันพูด “ช่างไม้ที่ไว้ใจได้ผมก็รู้จักอยู่ไม่น้อย ขอแค่จ่ายค่าแรงถึง คนก็หาได้แน่นอน”
“แบบนั้นก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ ไม่แน่วันข้างหน้าน้าอาจจะได้เป็นเถ้าแก่ใหญ่ก็ได้นะ” โจวเยี่ยนหัวเราะ
โดยปกติแล้วเขาจะไม่แนะนำให้ใครสร้างธุรกิจของตัวเอง เพราะถึงอย่างไรคนส่วนใหญ่ที่ริเริ่มทำธุรกิจก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาเงินไปทิ้งเปล่า ๆ
อย่างเช่นที่เคยเห็นในข่าว นักเขียนระดับเทพของเว็บฉีเตี่ยนสร้างธุรกิจเปิดร้านอาหารจนล้มละลายหนีหนี้แล้วก็กลับไปเขียนนิยายต่อ หรือนักเขียนนิยายออนไลน์ชื่อดังลงทุนสร้างซีรีส์เว็บจนขาดทุนย่อยยับแล้วก็ต้องกลับมาเขียนนิยายอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว ล้วนเป็นเรื่องราวที่เห็นกันได้ทั่วไป
แต่ในยุคนี้มันแตกต่างออกไป โอกาสมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ขอแค่กล้าลุยกล้าสู้ มีฝีมือติดตัว คว้าโอกาสไว้ได้สักครั้งก็พุ่งทะยานได้แล้ว
เป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต อดทนจากช่างไม้จนกลายเป็นช่างไม้อาวุโส เงินเดือนขึ้นจากร้อยเป็นหกพัน สู้ลองดูสักตั้งในตอนที่ยังหนุ่มยังแน่นยังจะดีเสียกว่า
ตอนกลางคืนเดิมทีโจวเยี่ยนตั้งใจจะให้จ้าวเถี่ยจวินมานอนเบียดกับเขา แต่ถูกจ้าวเถี่ยอิงห้ามเอาไว้ เธอหยิบผ้าห่มมาให้ผืนนึง ให้เขานอนขดตัวอยู่บนโซฟาไปก่อนคืนนึง
“ลูกไม่รู้หรอกว่าเขานอนกรนเสียงดังขนาดไหน เหมือนเสียงฟ้าร้องเลยล่ะ” จ้าวเถี่ยอิงไล่โจวเยี่ยนกลับไป
ตอนกลางคืน โจวเยี่ยนเอนตัวลงบนเตียงเพิ่งจะเตรียมตัวนอน ก็ได้ยินเสียงกรนดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าร้องเล็ดลอดเข้ามาตามช่องประตู ดังสะเทือนเลื่อนลั่นจริง ๆ รักแม่ที่สุดเลย
โจวเยี่ยนพึมพำในใจ หากเสียงฟ้าร้องนี้ดังอยู่ข้างหู เกรงว่าคืนนี้คงไม่ได้นอนทั้งคืนแน่ ๆ
ยังดีที่โจวเยี่ยนเหนื่อยมากจริง ๆ เอามือปิดหูอยู่ครู่เดียวก็หลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวหมิงพาซ่งหว่านชิงมากินมื้อเช้า หลังจากกินซาลาเปาเสร็จ จ้าวเถี่ยอิงก็ขี่รถมอเตอร์ไซค์ให้จ้าวชิงเหอซ้อนท้าย ส่วนจ้าวเถี่ยจวินก็ขี่รถจักรยานตามไป ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนมัธยมเจียโจวแห่งที่หนึ่งเพื่อรายงานตัว
วันนี้โจวโม่โม่ตื่นสายไปหน่อย รอจนพวกจ้าวเถี่ยอิงไปกันหมดแล้ว เธอถึงได้ลงมาจากชั้นบน
โจวเยี่ยนช่วยเธอล้างหน้าหวีผม ให้เธอกินซาลาเปาไปหนึ่งลูก ถึงค่อยพาเธอไปโรงเรียนอย่างไม่รีบร้อน
“เกอเกอ แน่ใจนะคะว่าที่มัดอยู่นี่คือผมทรงนาจา?” โจวโม่โม่ยื่นมือไปลูบก้อนกลม ๆ สองก้อนที่ขนาดใหญ่ก้อนเล็กก้อนบนหัวของตัวเอง ด้วยความรู้สึกไม่ค่อยเชื่อใจนัก
“วางใจเถอะ มันก็เป็นแบบนี้แหละ” โจวเยี่ยนพยักหน้ารับ ถึงแม้ขนาดจะไม่ค่อยสมมาตรกันนัก แต่ตำแหน่งก็ถูกต้องแล้ว ปัญหาไม่ใหญ่เท่าไหร่นักหรอก
“วันนี้เป็นวันที่สองที่หนูได้รับเลือกเป็นหัวหน้าห้อง เกอเกออย่าทำให้หนูต้องขายหน้าน้า” เจ้าตัวเล็กเอ่ยกำชับอย่างจริงจัง
โจวเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็นิ่งเงียบไป กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ครุ่นคิดว่าควรจะหาตัวช่วยดีไหม
“เกอเกอ พูดอะไรหน่อยสิคะ นี่เกอเกอไม่มั่นใจใช่ไหมเนี่ย?” โจวโม่โม่ที่นั่งอยู่บนคานหน้ารถหันกลับมามองเขา
รถจักรยานจอดลงที่หน้าประตูโรงเรียนอนุบาล ใกล้จะแปดโมงแล้ว เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ล้วนถูกผู้ปกครองมาส่งกันหมดแล้ว โจวโม่โม่ถือว่ามาสาย
พอลงจากรถโจวเยี่ยนก็พบกับตัวช่วยทันที เขาดึงมือโจวโม่โม่ให้เดินไปข้างหน้า ส่งยิ้มให้คุณครูอนุบาลร่างเล็กบอบบางที่ยืนอยู่ตรงประตู “ครูหยวนหยวนครับ รบกวนช่วยมัดผมให้โม่โม่บ้านเราหน่อยได้ไหมครับ เมื่อเช้าแม่ผมไปเจียโจว ผมก็เลยมัดได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ”
ฟางหยวนหยวนได้ยินดังนั้นก็มองไปที่โจวโม่โม่ พอเห็นก้อนกลมใหญ่หนึ่งก้อนเล็กหนึ่งก้อนบนหัวของเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา พยักหน้ารับพลางบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ได้เลยค่ะ มอบให้ฉันจัดการเอง เดี๋ยวฉันจะมัดให้โม่โม่ใหม่นะคะ”
“ฮึ เกอเกอ หนูก็รู้อยู่แล้วล่ะว่าพึ่งพาเกอเกอไม่ได้เลย!” โจวโม่โม่แค่นเสียงฮึดฮัด น้ำเสียงแฝงไปด้วยความระอาใจเล็กน้อย
“ครูหยวนหยวน งั้นก็ลำบากคุณครูหน่อยนะครับ” โจวเยี่ยนรีบเอ่ยขอบคุณ จากนั้นก็เผ่นหนีออกจากสนามรบอย่างรวดเร็ว
ครูหยวนหยวนคนนี้นิสัยดีทีเดียว พูดจาอ่อนโยนนุ่มนวล
ฟางหยวนหยวนมัดผมได้คล่องแคล่วมาก จับสองสามทีก็มัดผมเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ สองข้างที่สมมาตรกันให้โจวโม่โม่เสร็จสรรพ
“ไปกันเถอะโม่โม่ พวกเราเข้าไปข้างในกัน” ฟางหยวนหยวนจูงมือโจวโม่โม่เดินเข้าไปด้านใน
โจวโม่โม่เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ครูหยวนหยวนคะ ทำไมคุณครูชั้นอนุบาลหนึ่งถึงไม่สอนพวกเราอ่านหนังสือเขียนหนังสือล่ะคะ? หรือว่าทำไม่เป็นคะ?”
“หา?” ฟางหยวนหยวนได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“หนูทำเป็นนะคะ ครูหยวนหยวน ให้หนูมาเป็นคุณครูตัวน้อยดีไหมคะ? หนูเขียนหนังสือเป็น คิดเลขเป็น แล้วก็วาดรูปเป็นด้วยนะคะ” โจวโม่โม่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กใสเจื้อยแจ้ว สีหน้าบนใบหน้าเล็ก ๆ ดูไม่เหมือนกำลังล้อเล่นอยู่เลย
ฟางหยวนหยวนส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “โม่โม่ ชั้นอนุบาลหนึ่งของพวกเรายังไม่ต้องเรียนเรื่องพวกนี้หรอกนะจ๊ะ เด็ก ๆ แค่มาเล่นด้วยกันอย่างมีความสุขก็พอแล้ว แน่นอนว่าทุกวันก็ต้องเป็นเด็กดีกินข้าว นอนหลับด้วยนะจ๊ะ”
“ก็ได้ค่ะ ถ้าอย่างนั้นรอตอนที่คุณครูต้องการความช่วยเหลือ ก็เรียกหนูได้เลยนะคะ หนูทำเป็นจริง ๆ น้า” โจวโม่โม่รับคำอย่างว่าง่าย
“จ้ะ ครูจำไว้แล้วนะ” ฟางหยวนหยวนพยักหน้ารับ
โจวโม่โม่พอเดินเข้ามาในประตู หลี่เฉียงเฉียงที่นั่งอยู่ตรงประตูก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที เอ่ยกับโจวโม่โม่ด้วยความเคารพว่า “นักเรียนโจวโม่โม่ ขอโทษนะ! เมื่อวานเราพูดเสียงดังไปหน่อย หวังว่าเธอจะให้อภัยเรานะ”
“เอ๊ะ?” ฟางหยวนหยวนมองดูหลี่เฉียงเฉียงที่เมื่อวานยังร้องห่มร้องไห้บอกว่าไม่ยอมรับอยู่เลย วันนี้กลับพลิกท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้คนรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจอยู่บ้างจริง ๆ
“นักเรียนเฉียงเฉียง เรายังชอบท่าทางดื้อรั้นไม่ยอมใครของนายเมื่อวานมากกว่านะ” โจวโม่โม่มองหลี่เฉียงเฉียงพลางเอ่ยบอก
หลี่เฉียงเฉียงส่ายหน้า “เราเข้าใจถึงความห่างชั้นระหว่างตัวเองกับหัวหน้าห้องแล้วล่ะ”
โจวโม่โม่พยักหน้ารับ “แบบนั้นก็ดี ต่อไปเรื่องต่อคิวเล่นกระดานลื่นยกให้นายจัดการนะ”
“ได้เลย!” หลี่เฉียงเฉียงดีใจจนเนื้อเต้น “เราจะต้องปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จลุล่วงอย่างแน่นอน!”
“หัวหน้าห้อง แล้วเราล่ะ?” จ้วงจ้วงเอ่ยด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
“นาย...” โจวโม่โม่มองเขา “เรามีงานอื่นให้นายทำ”