- หน้าแรก
- ยอดตระกูลไร้พ่าย เบื้องหลังคือชายผู้แอบซ่อนความเทพ
- บทที่ 570 ทวีปซวนเทียนอันปั่นป่วน
บทที่ 570 ทวีปซวนเทียนอันปั่นป่วน
บทที่ 570 ทวีปซวนเทียนอันปั่นป่วน
ไม่นานนัก ก็มีคนร้องอุทานขึ้นมา "แม่หนูคนนั้นกำลังสะพายอาวุธจักรพรรดิเต๋าขั้นสุดของมหาจักรพรรดิเหมันต์ พิณเหมันต์หลิวหลีร้าว!"
"ฮ่าฮ่า ยอดเยี่ยมไปเลย! สถานศึกษาซวนเทียนของเราได้อาวุธจักรพรรดิเต๋าขั้นสุดมาเพิ่มอีกชิ้นแล้ว"
"มีข่าวลือว่าพวกเผ่ามารที่เอาแต่หดหัวซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบ เริ่มจะเคลื่อนไหวกันอีกแล้ว"
"บัดนี้สถานศึกษาซวนเทียนของเรามีอาวุธจักรพรรดิเต๋าขั้นสุดเพิ่มขึ้นมา พวกเราก็ยิ่งมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น!"
หลินอวี่หวงหารู้ไม่ว่าบรรดาตาเฒ่าที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดกำลังจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงนางอยู่
เหตุผลที่นางนำอาวุธจักรพรรดิเต๋าขั้นสุดมาสะพายไว้บนแผ่นหลังนั้น ไม่ใช่เพราะนางจงใจจะโอ้อวดแต่อย่างใด
มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แหวนมิติธรรมดาสามัญย่อมไม่อาจกักเก็บอาวุธจักรพรรดิเต๋าขั้นสุดไว้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไม่อาจควบคุมอาวุธจักรพรรดิเต๋าขั้นสุดชิ้นนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นนางจึงไม่สามารถเก็บมันไว้ในร่างกายได้
และนางก็ย่อมไม่อาจหลบเข้าไปในแดนเสินเซียว ณ สถานที่แห่งนี้ได้
ดังนั้น นางจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสะพายมันเอาไว้เช่นนี้
เมื่อหลินอวี่หวงก้าวออกมาจากแดนเร้นลับ จวินเหยาก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้านางในทันที
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา จวินเหยาคอยจับตาดูลถานการณ์ของแดนเร้นลับอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
ด้วยเหตุนี้ นางจึงรีบรุดมาที่นี่ทันทีที่หลินอวี่หวงปรากฏตัว
"ศิษย์รัก การเก็บเกี่ยวของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?" จวินเหยาเอ่ยถามด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
นางฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้กับหลินอวี่หวง
ตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา นางไม่เคยพบพานผู้ใดที่มีพรสวรรค์ทัดเทียมกับหลินอวี่หวงมาก่อนเลย
หากแม้แต่หลินอวี่หวงยังทำไม่สำเร็จ เช่นนั้นก็คงไม่มีความหวังสำหรับผู้ใดอีกแล้ว
เมื่อมองดูสายตาอันคาดหวังของจวินเหยา หลินอวี่หวงก็แย้มยิ้มบางๆ
"ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังเจ้าค่ะ ข้าได้รับมรดกสืบทอดของมหาจักรพรรดิเหมันต์มาแล้ว!"
"ศิษย์รัก เจ้าพูดจริงงั้นหรือ?" จวินเหยาโพล่งขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
แม้ว่ามันจะดูเสียกิริยาไปสักหน่อย ทว่าตอนนี้นางไม่มีกะจิตกะใจจะมาใส่ใจเรื่องนั้นอีกแล้ว
ข่าวนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าประหลาดใจสำหรับจวินเหยาเหลือเกิน
"ท่านอาจารย์ ย่อมต้องเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่แล้วเจ้าค่ะ"
"ท่านดูสิ นี่คืออาวุธจักรพรรดิเต๋าขั้นสุดของมหาจักรพรรดิเหมันต์ พิณเหมันต์หลิวหลีร้าว!"
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหลินอวี่หวง ในที่สุดจวินเหยาก็เบนสายตาไปให้ความสนใจกับพิณบนแผ่นหลังของหลินอวี่หวง
แม้ว่ากลิ่นอายของพิณเหมันต์หลิวหลีร้าวจะถูกสะกดเอาไว้ ทว่าจวินเหยาก็ยังคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจางๆ ได้อยู่ดี
"นี่น่ะหรือพิณเหมันต์หลิวหลีร้าว? ช่างเป็นกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก"
"ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินแต่เพียงตำนานของพิณเหมันต์หลิวหลีร้าว เมื่อได้มาเห็นกับตาตนเองในวันนี้ ช่างสมคำร่ำลืออย่างแท้จริง"
โดยธรรมชาติแล้ว จวินเหยาย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงของอาวุธจักรพรรดิชิ้นนี้มาก่อน
ในอดีต นางก็เคยเข้าไปในแดนเร้นลับแห่งนี้ และยังเคยหมายปองมรดกสืบทอดของมหาจักรพรรดิเหมันต์ด้วยเช่นกัน
น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดนางก็ไม่สมหวัง
สุดท้ายนางก็ได้รับเพียงมรดกสืบทอดของกึ่งจักรพรรดิมาเท่านั้น
นางไม่คาดคิดเลยว่าศิษย์ของนางจะเป็นผู้มาช่วยเติมเต็มความปรารถนาในอดีตนี้ให้กับนาง ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นการสานฝันของนางให้เป็นจริง
โชคดีที่นางเป็นถึงยอดฝีมือกึ่งจักรพรรดิ จึงสามารถสงบอารมณ์อันตื่นเต้นลงได้อย่างรวดเร็ว
"ศิษย์รัก พวกเราออกจากที่นี่กันก่อนแล้วค่อยคุยกันเถิด"
"ตกลงเจ้าค่ะ!"
ในชั่วพริบตา จวินเหยาก็พาหลินอวี่หวงอันตรธานหายไปจากจุดที่ยืนอยู่
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาปรากฏตัวอยู่ภายในถ้ำพำนัก
"ศิษย์รัก เจ้าห้ามแพร่งพรายเรื่องที่เจ้าได้รับมรดกสืบทอดของมหาจักรพรรดิออกไปเป็นอันขาดนะ"
เมื่อเห็นจวินเหยามีท่าทีระแวดระวังถึงเพียงนี้ หลินอวี่หวงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
"ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องอันใดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาหรือเจ้าคะ?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จวินเหยาก็พยักหน้าด้วยสีหน้าที่หนักอึ้งอยู่บ้าง
"ศิษย์รัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทวีปซวนเทียนต้องเผชิญกับความปั่นป่วนครั้งใหญ่"
"เผ่าพันธุ์ต่างดาวมากมายที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เริ่มเคลื่อนไหวกันแล้ว"
"ในช่วงที่เจ้าเข้าไปในแดนเร้นลับ อัจฉริยะของเผ่ามนุษย์ถูกสังหารไปแล้วหลายคน"
"เผ่าพันธุ์อื่นยังไม่เท่าไหร่ แต่เผ่ามารและเผ่าเงานั้นยากที่จะป้องกันได้จริงๆ"
"วิธีการแทรกซึมของเผ่ามารนั้นแยบยลเป็นอย่างยิ่ง ขุมกำลังหลายแห่งล้วนมีไส้ศึกจากเผ่ามารแฝงตัวอยู่"
"ส่วนเผ่าเงานั้นก็เกิดมาเพื่อเป็นนักฆ่าโดยกำเนิด"
"หากไม่มีการเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า ก็เป็นเรื่องง่ายมากที่จะถูกเผ่าเงาลอบโจมตีจนสำเร็จ"
"ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ล้วนเป็นฝีมือการยุยงปลุกปั่นจากสองเผ่าพันธุ์ต่างดาวนี้นี่แหละ!"
"และในเมื่อตอนนี้เจ้าได้รับมรดกสืบทอดของมหาจักรพรรดิเหมันต์มาแล้ว เจ้าย่อมกลายเป็นเสี้ยนหนามตำใจของเผ่าพันธุ์ต่างดาวเหล่านี้อย่างแน่นอน"
"ข้าถึงขั้นกังวลว่าภายในสถานศึกษาซวนเทียนอาจจะมีไส้ศึกของเผ่ามารแฝงตัวอยู่ด้วยซ้ำ"
"ดังนั้น เรื่องที่เจ้าได้รับมรดกสืบทอดของมหาจักรพรรดิเหมันต์ จะต้องไม่ถูกเปิดเผยออกไปเป็นอันขาด"
"รอให้เรื่องราวสงบลงก่อน แล้วค่อยว่ากันก็ยังไม่สาย!"
หลินอวี่หวงไม่คาดคิดเลยว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ปานนี้ขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่เดือนสั้นๆ
อย่างไรก็ตาม หลินอวี่หวงหาได้หวาดกลัวว่าเผ่าพันธุ์ต่างดาวเหล่านี้จะมาหาเรื่องนางไม่
หากพวกมันกล้ามาแส่หาเรื่องนางจริงๆ ก็เท่ากับเป็นการนำค่าประสบการณ์มาประเคนให้นางถึงที่เท่านั้นแหละ
ทว่าเพื่อไม่ให้จวินเหยาต้องเป็นกังวล หลินอวี่หวงย่อมไม่ปฏิเสธการจัดเตรียมของจวินเหยา
"ท่านอาจารย์ ในเมื่อโลกภายนอกกำลังปั่นป่วนถึงเพียงนี้ ข้าก็จะเก็บตัวบ่มเพาะพลังอยู่ในถ้ำพำนัก เพื่อซึมซับมรดกสืบทอดที่ได้รับมาให้แตกฉานเจ้าค่ะ"
"ดีมาก ถือเป็นเรื่องดีที่สุดแล้วที่เจ้าคิดเช่นนี้"
เมื่อเห็นว่าศิษย์ของนางทำให้เบาใจได้ถึงเพียงนี้ จวินเหยาก็รู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้น หลังจากที่ทั้งสองสนทนากันต่ออีกครู่หนึ่ง หลินอวี่หวงก็กลับไปยังถ้ำพำนักของตนเอง
และเสี้ยววิญญาณของมหาจักรพรรดิเหมันต์ก็โบยบินออกมาจากพิณเหมันต์หลิวหลีร้าว
"ข้าไม่คาดคิดเลยจริงๆ ว่าทันทีที่ออกมา ข้าก็จะได้ยินข่าวคราวของเผ่ามารเลย"
"หนำซ้ำยังมีเผ่าเงาเข้ามาพัวพันด้วยอีก"
"ดูเหมือนว่าเผ่าพันธุ์ต่างดาวเหล่านี้จะยังไม่ละทิ้งความปรารถนาที่จะทำลายล้างทวีปซวนเทียนของพวกเราเลยจริงๆ"
เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้ จิตสังหารอันแรงกล้าก็แผ่ซ่านออกมาจากดวงตาของมหาจักรพรรดิเหมันต์
สภาพของนางในปัจจุบัน ล้วนเป็นผลงานความดีความชอบของเผ่ามารทั้งสิ้น
บัดนี้ เมื่อได้ยินเรื่องราวของเผ่ามาร นางก็แทบอยากจะบดขยี้พวกมันให้แหลกละเอียดเป็นผุยผง
"ท่านอาจารย์ ไม่มีความจำเป็นต้องโกรธเคืองไปหรอกเจ้าค่ะ เศษเดนของเผ่ามารพวกนี้ก็เป็นได้แค่หนูท่อที่หลบซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบ ไม่อาจสร้างคลื่นลมลูกใหญ่ได้หรอก"
"หลังจากผ่านไประยะหนึ่ง ข้าจะออกไปท่องเที่ยวขัดเกลาตนเอง"
"เมื่อถึงเวลานั้น ตราบใดที่ข้าพบเจอเผ่ามาร ข้าจะกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากอย่างแน่นอน"
หลินอวี่หวงไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้กับเผ่ามารเลยแม้แต่น้อย
ตราบใดที่นางพบเจอพวกมัน นางจะไม่มีวันปล่อยพวกมันไปเด็ดขาด
มหาจักรพรรดิเหมันต์รู้สึกพึงพอใจกับคำตอบของหลินอวี่หวงเป็นอย่างยิ่ง
ถัดจากนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมเชย "ดีมาก สมแล้วที่เป็นศิษย์รักของข้า!"
"การจะกลายเป็นยอดฝีมือได้นั้น จะต้องมีจิตแห่งเต๋าที่กล้าหาญมุ่งไปข้างหน้า"
"ผู้ที่หวาดกลัวความตาย ท้ายที่สุดย่อมไม่มีวันประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้!"
"ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ!"
หลังจากนั้น เมื่อทั้งสองสนทนากันไปได้ครู่หนึ่ง หลินอวี่หวงก็เริ่มครุ่นคิดว่านางควรจะพามหาจักรพรรดิเหมันต์เข้าไปในแดนเสินเซียวตอนนี้เลยดีหรือไม่
หลังจากทบทวนดูแล้ว นางก็ตัดสินใจที่จะพานางเข้าไป
ในเมื่อตอนนี้มหาจักรพรรดิเหมันต์อยู่เคียงข้างนาง มันจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะเข้าไปในแดนเสินเซียวโดยที่มหาจักรพรรดิเหมันต์ไม่รู้เรื่อง
หากนางกลับออกมา นางจะอธิบายเรื่องนี้กับมหาจักรพรรดิเหมันต์ได้อย่างไร?
ครั้งหรือสองครั้งอาจจะไม่เป็นไร!
แต่หากเกิดเรื่องเช่นนี้หลายต่อหลายครั้ง มหาจักรพรรดิเหมันต์จะต้องเกิดความเคลือบแคลงสงสัยอย่างแน่นอน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็พามหาจักรพรรดิเหมันต์เข้าไปด้วยเลยก็สิ้นเรื่อง
อย่างไรเสีย หลังจากพานางเข้าไปแล้ว นางก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตัดสินใจของท่านพ่อก็พอ
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลินอวี่หวงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
"ท่านอาจารย์ ข้ากำลังจะพาท่านไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง เมื่อไปถึงแล้ว ท่านอย่าเพิ่งตกใจนะเจ้าคะ!"
เมื่อได้ยินหลินอวี่หวงจู่ๆ ก็กล่าวเช่นนี้ มหาจักรพรรดิเหมันต์ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
"ศิษย์รัก เจ้าคิดว่ายังมีสถานที่ใดที่สามารถทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจได้อีกงั้นหรือ?"
"ท่านอาจารย์ เอาไว้ไปดูกันเถิดเจ้าค่ะ เมื่อถึงตอนนั้นท่านจะต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มหาจักรพรรดิเหมันต์ก็บังเกิดความสนใจขึ้นมาทันที
"ข้าก็อยากจะเห็นนักว่าเจ้าจะพาข้าไปที่ใด" เมื่อกล่าวจบ มหาจักรพรรดิเหมันต์ก็หวนกลับเข้าไปในพิณเหมันต์หลิวหลีร้าว