- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 131 เวทมนตร์ปลดปล่อยสองมือ
บทที่ 131 เวทมนตร์ปลดปล่อยสองมือ
บทที่ 131 เวทมนตร์ปลดปล่อยสองมือ
หลังจากที่เรียนรู้เวทลอยตัวและเวทมนตร์งานบ้านทุกบทจนครบแล้ว กิจวัตรประจำวันในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนของโม่หลานก็เปลี่ยนเป็นแบบนี้:
ตื่นเช้ามา สิ่งแรกที่ทำคือคว้าไม้กายสิทธิ์ที่วางอยู่ข้างหมอน
ใช้เวทลอยตัวเสกให้ชุดคลุมนักเรียนที่จะใส่ในวันนี้ลอยออกมาจากตู้เสื้อผ้า
เธอเปลี่ยนไปใส่ชุดคลุมนักเรียน จากนั้นก็โบกไม้กายสิทธิ์ใช้เวทจัดระเบียบ หมอนและผ้าห่มที่ยุ่งเหยิงจากการนอนก็กลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนตอนก่อนนอนเมื่อคืน
ชุดนอนที่ถอดออก ลอยตกลงไปในตะกร้าใส่เสื้อผ้าใช้แล้วที่อยู่ชั้นล่าง
จากนั้นชี้ไม้กายสิทธิ์ไปทางหัวเตียง ผ้าคาดศีรษะเวทมนตร์ก็ลอยเข้ามา และเริ่มสางผมให้เธอ
พอเธอเดินลงมาจากห้องใต้หลังคา ผมของเธอก็ถูกจัดการเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นก็ใช้เวทลอยตัวยกตะกร้าใส่เสื้อผ้าใช้แล้วพร้อมกับเสื้อผ้าข้างในมาที่ริมหน้าต่าง แล้วดันหน้าต่างให้เปิดออก
เสื้อผ้าใช้แล้วลอยไปแขวนเรียงรายบนราวตากผ้าทีละตัว จากนั้นเธอก็ใช้เวททำความสะอาดใส่เสื้อผ้าใช้แล้วจากระยะไกล
เสื้อผ้าก็สะอาดเอี่ยมอ่องทั้งหมด เพียงแต่เพราะเปื้อนพลังเวทมนตร์ธาตุน้ำมา จึงทำให้ชื้นนิดหน่อย ปล่อยทิ้งไว้ข้างนอกสักพักก็แห้งแล้ว
การ์ดเครื่องซักผ้ากับการ์ดเครื่องอบผ้าของเธอ ตั้งแต่เรียนเวททำความสะอาดสำเร็จ ก็ถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานอีกเลย
ที่เขตหอพักแห่งนี้ ตอนกลางวันไม่เคยมีฝนตกเลย
ตากเสื้อผ้าเสร็จแล้ว เธอก็ปิดหน้าต่าง หันมาใช้เวททำความสะอาดกับใบหน้าและฟันของตัวเองอีกครั้ง ก็เป็นอันทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย
ไม่ต้องใช้แปรงสีฟัน ไม่ต้องใช้ยาสีฟัน ไม่ต้องใช้โฟมล้างหน้า พลังเวทมนตร์ธาตุน้ำสามารถชะล้างสิ่งสกปรกทุกอย่างที่ไม่ใช่ของร่างกายเธอออกไปได้จนหมดจด
แค่เดินไปที่ห้องน้ำ ส่องกระจกดูสักหน่อย เพื่อตรวจสอบสภาพของตัวเองในวันนี้ก็พอแล้ว
ส่องกระจกเสร็จเดินออกมา พอหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ทรงสูงข้างเคาน์เตอร์บาร์ในห้องครัว พวกหม้อไหจานชามก็เริ่มขยับเขยื้อนเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้เธอเองโดยอัตโนมัติ
มื้อเช้าวันนี้กินแพนเค้กไข่ดาวคู่กับน้ำผลขนมปัง
ถึงแม้ตอนนี้เธอยังไม่สามารถสั่งการเครื่องครัวสองชิ้นให้ทำงานพร้อมกันได้ แต่ก็สามารถแบ่งสมาธิไปทำอย่างอื่นได้บ้างแล้วในระหว่างที่กำลังร่ายเวทมนตร์ทำอาหาร
โดยเฉพาะเวลาที่ทำอาหารเมนูที่เคยทำมาหลายครั้งแล้ว เธอยังสามารถปลีกเวลามาอ่านหนังสือได้อีกด้วย
รอจนกระทั่งจานที่ใส่แพนเค้กไข่ดาวลอยมาวางตรงหน้า และเหยือกน้ำผลไม้ก็รินน้ำผลไม้ให้เธอแก้วหนึ่งเสร็จสรรพ เธอถึงค่อยวางไม้กายสิทธิ์ลง แล้วเริ่มลงมือกินมื้อเช้าอย่างตั้งใจ
กินมื้อเช้าเสร็จ ของที่สกปรกทั้งหมด ก็ไปรวมตัวกันอยู่ในอ่างล้างจาน ใช้เวททำความสะอาดล้างไปหนึ่งรอบ และปิดท้ายด้วยการใช้เวทจัดระเบียบส่งของทุกชิ้นกลับเข้าที่
โม่หลานหมุนตัวเดินออกจากเคาน์เตอร์บาร์ พอเดินไปถึงหน้าประตูหอพัก กระเป๋าสะพายที่แขวนอยู่บนตะขอหน้าประตูก็ลอยมาอยู่บนตัวเธอ
เธอหยิบ {การ์ดอุปกรณ์ทำความสะอาดพกพา} ออกมา เลือกอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ค่อนข้างเบาออกมาถือไว้ในมือหนึ่งชิ้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะให้คัมภีร์แม่มดลอยอยู่ข้างกายเธอด้วย
เดินออกจากหอพักไปพร้อมกับใช้เวทมนตร์แทรกซึมลงในอุปกรณ์ทำความสะอาดไปพลาง และอ่านเนื้อหาส่วนการปรุงยาในหนังสือ ‘พืชเวทมนตร์ที่พบบ่อยและการปรุงยาขั้นพื้นฐาน’ ไปพลาง
ตื่นนอนในเวลาเดียวกับทุกวัน แต่เวลาที่ออกจากบ้านกลับเร็วขึ้นมาก เวทมนตร์ช่วยให้คนเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจริง ๆ
ตลอดทั้งเช้านี้ ของที่เธอหยิบจับด้วยมือตัวเอง นอกจากตะเกียบตอนกินข้าว {การ์ดอุปกรณ์ทำความสะอาดพกพา} และไม้กวาดอันเล็กที่ถืออยู่ในมือตอนนี้แล้ว ก็มีแค่ไม้กายสิทธิ์เท่านั้น
เรียกได้ว่า แทบจะปลดปล่อยสองมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้เวทมนตร์แทนที่ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถแทนที่ได้
“ว้าว! ไม่ต้องลงมือทำอะไรเลย แบบนี้ก็สบายแย่เลยสิ?” วาชิด้าพอได้ฟังเรื่องราวยามเช้าอันแสนวิเศษของเธอในวันนี้ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาก็คือเรื่องนี้
สบายเหรอ?
โม่หลานส่ายหน้า “ร่างกายสบายก็จริง แต่ตรงนี้ไม่สบายเลยสักนิด”
โม่หลานชี้ไปที่หัวของตัวเอง “สองมือเป็นอิสระแล้วก็จริง แต่จิตใจของฉันกลับเหนื่อยล้ากว่าเดิมเสียอีก เพราะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อควบคุมเวทมนตร์ บางทีถ้าเวทมนตร์งานบ้านกับเวทลอยตัวมีระดับสูงขึ้นกว่านี้ สมองก็อาจจะผ่อนคลายลงได้บ้าง แต่ด้วยระดับเวทมนตร์ขั้นฝึกหัดของฉันในตอนนี้ การร่ายเวทยังจำเป็นต้องอาศัยคำสั่งที่แม่นยำมากอยู่ดี สมองก็เลยผ่อนคลายไม่ได้หรอกนะ”
ตอนเช้าวุ่นวายมาขนาดนี้ คนอื่นมองดูอาจจะรู้สึกว่าสบาย แต่โม่หลานกลับรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าตอนที่ต้องลงมือทำเองตามปกติเสียอีก
แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะได้มีโอกาสฝึกเวทมนตร์ให้มากขึ้น
การใช้เวทมนตร์ในทุกที่ที่สามารถใช้ได้ มันก็ยังดีกว่าการไปนั่งตั้งหน้าตั้งตาฝึกเอาตอนที่ว่างไม่มีอะไรทำ ซึ่งมันจะช่วยประหยัดพลังเวทไปได้เยอะเลยล่ะ
“ดูเหมือนว่าการเรียนเวทมนตร์จะไม่ใช่เรื่องง่าย และการจะเรียนให้เก่งก็ยิ่งไม่ง่ายเข้าไปใหญ่! พวกเราจอมมนตรามีพรสวรรค์ดี ความกดดันในการเรียนก็เลยต้องเยอะกว่าพวกแม่มดมากเป็นธรรมดา...” ช่วงนี้ซิลฟ์เริ่มรู้สึกถึงความกดดันในการเรียนมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ต่อให้พวกเรามีพรสวรรค์เวทมนตร์ทุกธาตุในระดับไร้ขีดจำกัด มันก็ไม่จำเป็นต้องเก่งไปซะทุกอย่าง และฝึกจนถึงขีดสุดสักหน่อยนี่นา? พวกเราก็แค่เลือกเรียนสิ่งที่ชอบและจำเป็นต้องใช้ก่อนก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ!”
สำหรับเรื่องนี้ วาชิด้าดูจะปล่อยวางได้มากกว่า
“นั่นสินะ จอมมนตราแห่งคัมภีร์ จอมมนตราแห่งดอกไม้ไฟ จอมมนตราแห่งพันธสัญญา ก็มีแค่จอมมนตราแห่งคัมภีร์คนเดียวเท่านั้นแหละที่ทำได้ทุกอย่างและรู้แจ้งไปเสียทุกเรื่อง...” ซิลฟ์ปลอบใจตัวเอง “สิ่งสำคัญที่สุดของจอมมนตรา ก็คือวัตถุแห่งพรสวรรค์ของตัวเองต่างหากล่ะ!”
โม่หลาน: “...”
ความคิดนี้น่ากลัวไปหน่อยแฮะ! พรสวรรค์เวทมนตร์ทุกธาตุในระดับไร้ขีดจำกัด ก็ถือเป็นพรสวรรค์ที่สำคัญมากของจอมมนตราเหมือนกันนะ!
แล้วเธอจะไม่รู้ได้ยังไงล่ะว่าการเก่งไปซะทุกอย่างมันยากขนาดไหน!
ในหนังสือ ‘สารบบเวทมนตร์แม่มด’ บันทึกข้อมูลของเวทมนตร์แต่ละบทไว้แค่คร่าว ๆ เท่านั้น แต่ก็ยังกินพื้นที่ไปตั้งหลายเล่มหนา ๆ
ด้วยความเร็วในการเรียนรู้ของโม่หลาน การจะเรียนให้หมดก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หรืออาจจะไม่ต้องใช้เวลามากนักด้วยซ้ำ แต่ถ้าจะให้ฝึกจนถึงระดับสูงสุดหรือสูงกว่านั้น มันต้องเป็นเรื่องที่ยากมากอย่างแน่นอน
เรี่ยวแรงของคนเราน่ะมีจำกัดนะ
แถมเวทมนตร์ในหนังสือเล่มนี้ พอผ่านไปไม่กี่ปี ก็จะมีเวทมนตร์บทใหม่ ๆ เพิ่มเข้ามาอีกไม่ใช่เหรอ?
แต่เธอก็จำเป็นต้องเรียน
คัมภีร์การ์ดไม่ได้ทำได้ทุกอย่างหรอกนะ ไม่ใช่อะไรก็สามารถสร้างขึ้นมาได้หมดสักหน่อย
โม่หลานเองก็ไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่างเหมือนกัน แต่ถ้าเธอเก่งไปซะทุกอย่าง การ์ดของเธอก็จะกลายเป็นการ์ดที่ทำได้ทุกอย่างไปด้วย
ที่จริงแล้ว กระบวนการเรียนรู้ของเธอ ก็คือกระบวนการเสริมความแข็งแกร่งให้กับคัมภีร์การ์ดนั่นเอง
แต่ว่า... ซิลฟ์กับวาชิด้าที่เป็นจอมมนตราเหมือนกัน จะมามัวทำตัวขี้เกียจไม่ได้หรอกนะ!
“พวกเธอพก {การ์ดตัวละคร} ติดตัวมาด้วยหรือเปล่า?” โม่หลานถาม
“พกมาสิ!” วาชิด้าพูด “มีอะไรเหรอ?”
ซิลฟ์ก็พูดขึ้นมาเหมือนกัน “ฉันก็พกมา”
“ฉันพัฒนาคุณสมบัติใหม่ให้ {การ์ดตัวละคร} ขึ้นมาได้แล้วล่ะ แต่ยังอยู่ในช่วงทดลอง คุณสมบัติก็เลยยังไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ พวกเธอช่วยลองใช้ให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
โม่หลานพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติเดิมของการ์ดหรอกนะ แค่เพิ่มคุณสมบัติเล็ก ๆ เข้าไปใหม่เฉย ๆ อยากให้พวกเธอช่วยดูให้หน่อยว่ามันใช้ดีหรือเปล่า ให้ลองฟรีเลยนะ!”
“แน่นอนสิ!” วาชิด้ากับซิลฟ์ตอบตกลงโดยไม่ลังเล พร้อมกับส่งการ์ดตัวละครของตัวเองให้เธอ
จากนั้น โม่หลานก็นำการ์ดของพวกเธอไปหลอมสร้างใหม่
“เสร็จแล้ว!” โม่หลานคืนการ์ดให้พวกเธอ
วาชิด้ากับซิลฟ์มองดูการ์ดของตัวเองด้วยความอยากรู้ จากนั้นก็สังเกตเห็นแถบยาวสีเทาเล็ก ๆ อยู่ในช่องเวทมนตร์บนหน้าการ์ด แถมในแต่ละแถบยังมีสีเขียวที่มีความยาวไม่เท่ากันเติมอยู่ข้างในด้วย
บนแถบยังมีตัวเลขเปอร์เซ็นต์กำกับไว้ แถมยังเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ละเอียดถึงระดับหนึ่งในหมื่นเลยทีเดียว
“นี่คืออะไรเหรอ?” พวกเธอสองคนถามด้วยความสงสัย
“แถบความคืบหน้าในการเรียนเวทมนตร์ยังไงล่ะ! ยิ่งเวทมนตร์ของพวกเธอก้าวหน้าไปมากเท่าไหร่ สีเขียวในแถบความคืบหน้านี้ก็จะค่อย ๆ ยาวขึ้น ตัวเลขก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย พอสีเขียวเติมจนเต็มแถบความคืบหน้า ตัวเลขข้างบนก็จะกลายเป็น 100% ซึ่งหมายความว่าเวทมนตร์ของพวกเธอได้รับการเลื่อนระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว!”
โม่หลานอธิบายให้ฟัง