- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 106 จอบหัวดื้อ
บทที่ 106 จอบหัวดื้อ
บทที่ 106 จอบหัวดื้อ
เมื่อทำการแทรกซึมเวทมนตร์ลงในจอบและบัวรดน้ำเสร็จแล้ว พอถึงคาบเรียนช่วงบ่ายของวันถัดมา คุณอามีช่าก็สั่งให้พวกเธอใช้จอบพลิกหน้าดิน
หลังจากสอนวิธีใช้จอบพลิกหน้าดิน วิธีการทำคันดิน และวิธีผสมยาเวทมนตร์กำจัดวัชพืชกับน้ำเพื่อนำไปฉีดพ่นกำจัดวัชพืชในแปลงเพาะปลูกแบบคร่าว ๆ แล้ว คุณอามีช่าก็กล่าวว่า
“ภายในวันจันทร์หน้า พวกเธอสามารถพลิกหน้าดินเตรียมดินได้มากแค่ไหน ก็จะได้สิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากที่ดินผืนนั้นมากแค่นั้น
จนกว่าจะถึงตอนเปิดเทอมขึ้นปีสี่ ที่ดินที่พวกเธอเบิกถางมาได้ รวมถึงผลผลิตทั้งหมดในที่ดินผืนนั้น จะตกเป็นของพวกเธอทั้งหมด
ขอแจ้งเตือนไว้ล่วงหน้าเลยนะว่า ตั้งแต่ปีสองเป็นต้นไป พวกเธอจะสามารถเบิกวัตถุดิบได้แค่ประเภทเนื้อสัตว์จากจุดรับวัตถุดิบเท่านั้น
ส่วนวัตถุดิบอื่น ๆ พวกเธอต้องพึ่งพาตัวเองในการปลูกเอาเอง!
ถ้าปลูกไม่ขึ้นก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตาย เพราะยังมีป่าต้นขนมปังผืนใหญ่รอพวกเธออยู่นะ!”
แค่ได้ยินคำว่าผลขนมปัง เหล่าแม่มดน้อยต่างก็รู้สึกเปรี้ยวฝาดขึ้นมาที่ลิ้นทันที
ถ้าตอนอยู่ปีสองนอกจากเนื้อสัตว์แล้วไม่มีอะไรอย่างอื่นให้กินเลย จนต้องแทะผลขนมปังเพื่อเสริมสารอาหารล่ะก็ แบบนั้นมันคงทรมานเกินไปแล้ว
นี่มันไม่ใช่คำพูดปลอบใจ แต่เป็นคำขู่ชัด ๆ!
‘เรื่องน่ารู้ในการเพาะปลูก: บทนำเวทมนตร์พฤกษา’ พวกเธอก็พอจะได้อ่านผ่านตากันมาบ้างแล้ว หากต้องพึ่งพาการปลูกเองทั้งหมดล่ะก็ ทั้งผัก เครื่องเทศ พืชธัญญาหาร และพืชให้น้ำมัน จะขาดไปไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
ที่ดินแปลงเล็ก ๆ ในลานหอพักมีพื้นที่พอให้ปลูกผักกับเครื่องเทศได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น พวกเธอยังต้องบุกเบิกที่ดินเพิ่มอีกเพื่อปลูกพืชธัญญาหารและพืชให้น้ำมัน
คุณอามีช่านั่งหันข้างบนไม้กวาดบิน แล้วลอยตัวขึ้นไปในอากาศสูงจากพื้นประมาณสี่ถึงห้าเมตร
เหล่าแม่มดน้อยไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย พวกเธอรีบลงมือทำงานกันทันที
พวกเธอไม่สงสัยเลยว่า หากไม่สามารถพลิกหน้าดินได้สำเร็จล่ะก็ ปีหน้าจุดรับวัตถุดิบจะไม่มีผักหรือน้ำมันให้พวกเธอได้กินเลยแม้แต่นิดเดียวจริง ๆ!
จอบน่ะผ่านการแทรกซึมเวทมนตร์เรียบร้อยแล้ว แต่การจะใช้พลังเวทมนตร์มาควบคุมจอบที่ผ่านการอาบย้อมเวทมนตร์มาแล้วนั้นกลับไม่ง่ายเลย
เหมือนกับตอนใช้เวทมนตร์ทำอาหารควบคุมเครื่องครัว หรือตอนใช้เวททำความสะอาดควบคุมอุปกรณ์ทำความสะอาดนั่นแหละ มันต้องค่อย ๆ ปรับตัวให้คุ้นชิน
พออาจารย์ใหญ่ออกคำสั่งให้พลิกหน้าดิน พวกเธอแค่จะใช้พลังเวทมนตร์ยกจอบของตัวเองขึ้นมายังทำไม่ได้เลย
สุดท้ายก็ทำได้แค่เก็บจอบเข้าการ์ดไปก่อน แล้วแยกย้ายกันไปหาพื้นที่ที่ตัวเองเตรียมจะบุกเบิก จากนั้นค่อยหยิบจอบออกมา เพื่อลองควบคุมมันให้ขุดดินดู
เหล่าแม่มดน้อยตัวสูงไม่ถึงจอบอันใหญ่ด้วยซ้ำ ช่วงแรกที่ยังควบคุมจอบได้ไม่ชำนาญก็ยังยืนห่างมากไม่ได้ จึงมักจะมีความเสี่ยงที่จะโดนจอบหล่นใส่หัวอยู่เสมอ
ในช่วงเวลานี้ อามีช่าก็จะกระดิกนิ้ว ใช้เวทลอยตัวเบี่ยงวิถีจอบออกไปนิดหน่อยให้มันตกลงกระแทกพื้น แทนที่จะหล่นใส่หัวของเหล่าแม่มดน้อย
จอมมนตราก็ไม่ได้มีข้อได้เปรียบอะไรในการควบคุมจอบอันใหญ่เลย
วาชิด้ากับซิลฟ์เองก็ถูกจอบที่ไม่ยอมเชื่อฟังของตัวเองเล่นงานจนปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นกัน
ไม่สามารถทำให้จอบสับลงตรงจุดที่ควรจะสับลงไปได้เลยสักนิด
ต่อให้โม่หลานจะมีประสบการณ์จากการฝึกเวททำความสะอาด และการควบคุมไม้กวาดอันใหญ่มาแล้ว แต่จอบอันใหญ่มหึมาตรงหน้า ก็ไม่ได้เชื่อฟังคำสั่งไปมากกว่าของคนอื่นเลย
การใช้เวทมนตร์แทรกซึมเพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับสิ่งของ จากนั้นจึงใช้พลังเวทมนตร์หรือพลังเวทในการควบคุมสิ่งของชิ้นนั้น คือพรสวรรค์ทางเผ่าพันธุ์ที่ติดตัวแม่มดมาตั้งแต่เกิด
หากใช้ทฤษฎีฝั่งจอมเวทเผ่ามนุษย์ ก็คือพลังงานของแม่มดและจอมมนตราสามารถขัดเกลาสิ่งของชิ้นหนึ่งให้กลายเป็น ‘รูปร่าง’ ของตัวเองได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
‘รูปร่าง’ ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรูปลักษณ์ภายนอก แต่หมายถึงระดับความเชื่อฟัง
แม่มดทุกคน ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ด้านอื่น ๆ เป็นอย่างไร ล้วนมีความสามารถเช่นนี้ด้วยกันทั้งสิ้น
เมื่อไม่มีการแบ่งระดับพรสวรรค์สูงต่ำ ย่อมไม่มีแม่มดน้อยคนไหนสามารถล้ำหน้าแม่มดน้อยคนอื่นไปได้แบบ ‘งง ๆ’ อย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องครัว อุปกรณ์ทำความสะอาด หรืออุปกรณ์การเกษตร ล้วนมีเพียงวิธีเดียวคือต้องค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหากัน
ยิ่งใช้เวลาปรับตัวนานเท่าไหร่ สิ่งของก็ยิ่งเชื่อฟังมากขึ้นเท่านั้น
เครื่องใช้ธรรมดาบางชิ้นที่ถูกแม่มดนำมาใช้งานเป็นแรมเดือนแรมปี จนถูกอาบย้อมไปด้วยพลังเวทมนตร์ ยังสามารถก่อเกิดจิตวิญญาณขึ้นมาได้เลย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเผ่าแม่มดเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ถึงมักจะหมกมุ่นอยู่กับการเก็บหอมรอมริบเพื่อสร้างบ้านแม่มดของตัวเอง
เพราะเมื่อมีบ้าน พวกหม้อไหจานชาม โต๊ะเก้าอี้ม้านั่ง จอบเคียว ไม้กวาดที่ตักขยะที่ผ่านการแทรกซึมเวทมนตร์มาแล้วเหล่านั้น ถึงจะมีที่พำนักพักพิงอย่างมั่นคง
ข้าวของพวกนี้ในบ้านของเผ่าพันธุ์อื่น อาจเป็นเพียงเศษซากปรักหักพังที่ไร้ประโยชน์
แต่ข้าวของเหล่านี้ในบ้านของแม่มด ล้วนเป็นอาวุธที่สามารถพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกันได้ เป็นข้ารับใช้ที่สามารถดูแลเจ้านายได้โดยอัตโนมัติ
แม่มดน้อยรุ่นนี้มีการ์ดอุปกรณ์สารพัดชนิดที่สามารถพกพาติดตัวได้ ต่อไปการบ่มเพาะอุปกรณ์ของตัวเองก็ย่อมง่ายดายยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยระยะเวลาอันยาวนาน
ส่วนแม่มดน้อยในตอนนี้ ยังคงต้องปวดหัวกับจอบหัวดื้อของตัวเองกันอยู่เลย
คำว่าจอบหัวดื้อนั้น มาจากโม่หลานที่กำลังจะเสียสติ:
“ฉันรู้สึกจริง ๆ นะ ว่าจอบอันใหญ่มันควบคุมยากกว่าไม้กวาดอันใหญ่เสียอีก! มันเหมือนจะคอยต่อต้านฉันอยู่ตลอดเวลา! ราวกับวัวหัวดื้อที่ดึงเอาไว้ไม่อยู่เลย!”
“นั่นน่ะสิ!” วาชิด้าที่อยู่ห่างออกไปหนึ่งแปลงเพิ่งจะพูดจบ จอบที่เมื่อกี้ยังลอยอยู่อย่างมั่นคงก็จู่ ๆ ก็หันกลับมา พุ่งตรงเข้าใส่หน้าผากของเธอ
จากนั้นมันก็ถูกเวทมนตร์ของคุณอามีช่าปัดกระเด็นไปตกที่พื้นข้าง ๆ ทำเอาหญ้าเม่นบริเวณนั้นถูกจอบสับขาดครึ่งไปแถบหนึ่ง:
“ฉันรู้สึกว่าจอบของฉัน มันสนใจหน้าผากฉันเป็นพิเศษเลยนะ! พุ่งเป้ามาที่หัวฉันทุกทีเลย!”
“จอบจ๋าจอบ เชื่อฟังกันหน่อยได้ไหม? นิ่ง ๆ หน่อย อย่าดิ้นสิ! ฉันอยากจะถางที่เพิ่มเอาไว้ปลูกของเยอะ ๆ นะ!”
ซิลฟ์กอดจอบเอาไว้ พลางกำชับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
จอบของเธอไม่ได้ดื้อด้านพุ่งเข้าใส่หน้าผากก็จริง แต่มันก็เดี๋ยวโคลงเคลงไปมา เดี๋ยวก็กระโดดโลดเต้น ควบคุมไม่ได้เลยสักนิด
“ซิลฟ์ จอบนี่เพิ่งจะทำการแทรกซึมเวทมนตร์มาได้แป๊บเดียวเองนะ กว่ามันจะก่อเกิดจิตวิญญาณขึ้นมาได้ยังอีกนานเลยนะ! เธอไปพูดกับมันแล้วมันจะฟังรู้เรื่องเหรอ?” วาชิด้าตะโกนถามซิลฟ์ที่อยู่แปลงข้าง ๆ อย่างไม่เข้าใจ
“ก็เผื่อมันจะฟังรู้เรื่องไงล่ะ!” ซิลฟ์ตอบกลับ
เรียนจบไปหนึ่งคาบ ก็ยังไม่มีใครสามารถขุดดินได้แม้แต่ตารางเมตรเดียว
คุณอามีช่ากล่าวเลิกเรียนปุ๊บก็จากไปปั๊บ แต่เหล่าแม่มดน้อยกลับไม่สามารถเดินตัวปลิวกลับไปได้อย่างสบายใจ
“ไม่ใช่ว่าพวกเราควบคุมจอบหัวดื้อนี่ไม่ได้ไปจนถึงวันจันทร์หน้า จนทำให้พอขึ้นปีสองแล้วไม่มีที่ปลูกผักกินหรอกนะ!” ไอส์เอ่ยด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความกลุ้มใจ
“อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีลานหอพักอยู่นะ!” อัลบากล่าว
“จอบไม่ฟังคำสั่ง แถมคุณอามีช่าก็ไม่ได้อยู่ด้วย การขุดดินหลังเลิกเรียนมันค่อนข้างเสี่ยง แต่การแทรกซึมเวทมนตร์น่ะปลอดภัย หลังเลิกเรียนพวกเราก็หมั่นใช้เวทมนตร์แทรกซึมลงในจอบกันให้เยอะ ๆ เถอะ! พอทำบ่อย ๆ เข้า เดี๋ยวมันก็ค่อย ๆ เชื่อฟังเองแหละ” โม่หลานกล่าว
เธอเองก็ใช้วิธีนี้ในการควบคุมไม้กวาดอันใหญ่เหมือนกัน
ไอส์พยักหน้า “จอบอันใหญ่ขนาดนี้ แค่จะยกก็ยังยกไม่ไหวเลย ขืนทำระหว่างทางกลับคงไม่รอดหรอก ทำได้แค่ต้องกลับไปที่หอพักแล้วค่อยทำนั่นแหละ”
“ฉันแบกไปได้นะ ฮี่ฮี่!”
วาชิด้าดึงพลังเวทกลับ จอบก็สงบนิ่งวางอยู่บนพื้นอย่างว่าง่ายทันที เธอจัดการดึงมันขึ้นมาพาดไว้บนบ่า “สบายมาก!”
“วาชิด้า พละกำลังของเธอเพิ่มขึ้นอีกแล้วเหรอ?” โม่หลานถามด้วยความประหลาดใจ
“อื้ม!” วาชิด้ายิ้มแย้มพลางทำการแทรกซึมเวทมนตร์ลงในจอบอันใหญ่ “สงสัยเพราะกินเยอะ ร่างกายก็เลยเจริญเติบโตได้ดีล่ะมั้ง!”
“นี่มันต้องเกี่ยวพันกับพรสวรรค์จอมมนตราของเธอแน่ ๆ!” โม่หลานกล่าว “แม่มดน้อยทั่วไปกินเยอะไปก็มีแต่จะรู้สึกจุก หรือไม่ก็อ้วนขึ้น ไม่มีทางหรอกที่หุ่นจะสมส่วนแถมยังมีพละกำลังเพิ่มขึ้นแบบนี้น่ะ!”