- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 2081 ค้นวิญญาณปอกรังไหม (3)
บทที่ 2081 ค้นวิญญาณปอกรังไหม (3)
บทที่ 2081 ค้นวิญญาณปอกรังไหม (3)
ในระหว่างการหารือของทั้งสองฝ่าย บรรพชนรองก็ได้รับรู้ถึงสรรพคุณโดยสังเขปของวิชาลับนี้เช่นกัน การสะท้อนกลับยามใช้วิชานั้นนับว่ารุนแรงมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อดวงจิตของผู้ใช้วิชาเอง
หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียว ดวงจิตอาจจมดิ่งหลงทางจนไม่อาจตื่นขึ้นมาได้อีก เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับสิ่งที่ “เผ่าบดบังตะวัน” เรียกร้อง เขาก็พอจะเข้าใจเรื่องราวบางอย่างขึ้นมาแล้ว
นอกจากอีกฝ่ายจะเรียกร้องหินวิญญาณแล้ว ยังต้องการสมบัติล้ำค่าจากฟ้าดินที่หาได้ยากอีกสี่ต้น ซึ่งสมบัติล้ำค่าจากฟ้าดินเหล่านั้น แท้จริงแล้วมีสรรพคุณในการหล่อเลี้ยงและปกป้องดวงจิตนั่นเอง
คาดว่าอีกฝ่ายคงต้องการปรุงยาเซียนชนิดพิเศษขึ้นมา หากไม่นำไปหล่อเลี้ยงดวงจิตในภายหลัง ก็คงนำมาปกป้องดวงจิตในระหว่างกระบวนการใช้วิชา
เมื่อนำเงื่อนไขเหล่านี้มารวมกัน ก็ถือว่าสอดคล้องกับความต้องการสำหรับวิชาลับของ “เผ่าบดบังตะวัน” เป็นอย่างดี
บรรพชนรองยังรู้ด้วยว่าหากต้องการใช้วิชานี้ให้สำเร็จ ยังจำเป็นต้องใช้ของติดตัวบางประการของผู้บำเพ็ญเพียรเป้าหมายที่อาจตายไปแล้ว อย่างเช่นเสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นประจำหรือเครื่องประดับ เป็นต้น
หลังจากนั้นถึงจะสามารถใช้ของเหล่านั้นเป็นสื่อกลาง เพื่อสัมผัสถึงความเชื่อมโยงอันเลือนรางในความมืดมิด แล้วพยายามตามหาอีกฝ่ายให้พบ
ทว่าโอกาสสำเร็จนั้นมีไม่เกินสองส่วน อีกทั้งปัจจัยสำคัญยังต้องขึ้นอยู่กับว่าของชิ้นนั้น มีความผูกพันกับเจ้าของตอนที่ยังมีชีวิตอยู่มากน้อยเพียงใด
ยกตัวอย่างเช่นสมบัติวิเศษสำรองที่อีกฝ่ายเคยหลอมสร้างมาก่อน นั่นต่างหากถึงจะเป็นสื่อกลางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในการตามหาดวงจิตของเป้าหมาย
และด้วยคำอธิบายเช่นนี้ของ “เผ่าบดบังตะวัน” นี่เอง จึงทำให้บรรพชนรองเริ่มคลายความกังวลลง เขาเพียงรู้ถึงความหมายอันลึกซึ้งบางประการของดวงจิตภายใต้หลักเกณฑ์แห่งมรรคาสวรรค์เท่านั้น
ภายหลังในระหว่างที่บรรพชนรองหารือกับอีกฝ่าย เขาระบุว่าการมอบหินวิญญาณให้แก่ “เผ่าบดบังตะวัน” ไม่ได้มีปัญหาอันใดมากนัก ทว่าสมบัติล้ำค่าจากฟ้าดินที่อีกฝ่ายต้องการ ในมือของเขากลับมีเพียงสองชนิดจากสี่ชนิดเท่านั้น
หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเริ่มปรึกษาหารือกันหลายต่อหลายครั้ง นี่จึงเป็นที่มาของหยกจารึกบางส่วนที่พวกผู้อาวุโสห่าวเห็นในถ้ำแห่งนั้น
ทว่าสถานการณ์ที่ปรากฏขึ้นในภายหลัง กลับเป็นสิ่งที่ผู้อาวุโสห่าวคาดเดาออกมา โดยอ้างอิงจากการค้นวิญญาณ ผนวกรวมเข้ากับเบาะแสที่ตนสืบพบ
ทว่า “เผ่าบดบังตะวัน” กลับจงใจประวิงเวลาในเรื่องนี้เอาไว้ จุดประสงค์ก็เพื่อให้บรรพชนรองทวีความร้อนรนขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเผยจุดอ่อนออกมามากขึ้น
เพราะกระทั่งผู้บำเพ็ญเพียรระดับธรรมดาก็รู้ดีว่า ทันทีที่ดวงจิตเข้าสู่ยมโลก ย่อมอาจก้าวเข้าสู่วัฏสงสารได้ทุกเมื่อ และนับแต่นั้นก็จะตัดขาดสายใยกรรมโดยตรงทั้งหมด
เป็นดังคาด ภายหลังจากที่บรรพชนรองคลายความสงสัยในตอนแรก ภายใต้การชักนำของอีกฝ่าย เขาก็เริ่มเลือกที่จะเชื่อใจ!
ทันทีที่เขาตัดสินใจให้ “เผ่าบดบังตะวัน” ช่วยลงมือ ย่อมหมายความว่ายิ่งเร็วยิ่งดี เพื่อไขว่คว้าโอกาสที่อาจหลุดลอยไปเอาไว้
ไม่เช่นนั้นการที่ตนใช้ทรัพยากรล้ำค่าไปมากมายปานนั้น ทว่าสุดท้ายกลับไม่ได้อันใดเลย ผลลัพธ์เช่นนี้จะไม่ทำให้คับแค้นใจได้อย่างไร
ฝ่าย “เผ่าบดบังตะวัน” พอเห็นว่าสบโอกาสเหมาะ ในท้ายที่สุดหลังจาก “ฝืนใจ” ยอมรับเงื่อนไขของบรรพชนรองแล้ว ก็ได้ส่งหยกจารึกตอบตกลงออกมา
หลังจากนั้นพวกเขาก็ส่งยอดฝีมือสองคนมาเยือนถึงที่ พร้อมระบุอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ทั้งสองใช้วิชาพร้อมกัน ถึงจะรัดกุมกว่าเดิม
ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไม่ยอมลงมือ ขณะเดียวกันภายในถุงเก็บวิญญาณบนตัวของพวกเขา ก็ได้ซุกซ่อนผู้บำเพ็ญเพียรระดับแนวหน้าของ “เผ่าบดบังตะวัน” เอาไว้มากมาย
“เผ่าบดบังตะวัน” ไม่ใช่ไม่อยากส่งยอดฝีมือมาให้มากกว่านี้ ทว่าทั้งสองฝ่ายต่างรู้ตื้นลึกหนาบางของกันและกันดี บรรพชนรองย่อมรู้ว่า “เผ่าบดบังตะวัน” ก็มียอดฝีมือรวมสามคนเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงคอยจับตาดูยอดฝีมือของอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา สถานที่แห่งนี้คือภายใน “เผ่าคุกวิญญาณ” เขามีค่ายกลใหญ่คอยคุ้มครอง จึงยังมีความมั่นใจอยู่ไม่น้อยว่าจะสามารถรับรองความปลอดภัยของตนเองได้
หากอีกฝ่ายมาเพียงคนเดียว เขาย่อมไม่ใส่ใจ หากมาสองคน เขาจะระแวดระวังตัวอย่างหนัก และหากอีกฝ่ายมาพร้อมกันสามคน เขาก็จะไม่ยอมรับการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้
หลังจากยอดฝีมือ “เผ่าบดบังตะวัน” ทั้งสองมาถึง ก็ได้ให้บรรพชนรองนำของที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับบรรพชนใหญ่มากที่สุดออกมาหนึ่งชิ้น จากนั้นก็เตรียมการไปใช้วิชาบนลานกว้างแห่งนั้น
สำหรับเรื่องนี้บรรพชนรองย่อมไม่สงสัยอันใดมากนัก อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนเรียกอีกฝ่ายมาเอง ความเชื่อใจขั้นพื้นฐานเช่นนี้จึงยังคงต้องมี
แต่ในขณะที่กำลังเตรียมใช้วิชาอยู่ที่นั่น ยอดฝีมือของ “เผ่าบดบังตะวัน” ทั้งสองกลับโป้ปดว่าต้องการวางค่ายกลเพื่อเชื่อมต่อกับมรรคาสวรรค์
แท้จริงแล้วพวกเขากำลังฉวยโอกาสวางค่ายกลสังหารเอาไว้บนลานกว้าง ทว่ากลับคาดไม่ถึงเลยว่า มรรคาค่ายกลของบรรพชนรองจะบรรลุถึงระดับที่ยากจะจินตนาการได้
แม้บรรพชนรองจะเชื่อใจอีกฝ่าย แต่เขาก็ยังคงสังเกตค่ายกลของอีกฝ่ายอยู่ตลอด และในตอนที่ค่ายกลกำลังจะประสานปิดล้อม เขาก็พบความผิดปกติขึ้นมากะทันหัน
เขารู้ตัวทันทีว่านี่อาจเป็นหลุมพรางของอีกฝ่าย จึงรีบลงมือขัดขวางไม่ให้ค่ายกลประสานกันทันควัน หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็เปิดฉากต่อสู้อย่างดุเดือด
“เผ่าบดบังตะวัน” มีเป้าหมายเพื่อจับกุมบรรพชนรอง ดังนั้นตั้งแต่ตอนที่เข้ามาใน “เผ่าคุกวิญญาณ” จึงใช้ข้ออ้างเรื่องความลับของวิชา ไม่อนุญาตให้เขาทิ้งผู้อื่นไว้รอบบริเวณลานกว้าง
แน่นอนว่าบรรพชนรองจำเป็นต้องรั้งอยู่ที่นั่น เพื่อป้องกันว่าหลังจากพวกเขาหาดวงจิตของบรรพชนใหญ่พบแล้ว จะไม่สามารถสื่อสารกับเป้าหมายได้ทันท่วงที
แต่บรรพชนรองผู้กุมชะตาชีวิตของเผ่าพันธุ์เอาไว้ ย่อมไม่มีทางเชื่อใจผู้อื่นอย่างสนิทใจ ลานกว้างแห่งนั้นเชื่อมต่อกับคุกใหญ่แห่งหนึ่ง เขาจึงได้ทิ้งผู้บำเพ็ญเพียรบางส่วนเอาไว้ที่นั่นเช่นกัน
เขาสมกับเป็นอัจฉริยะด้านมรรคาค่ายกล ทุกสรรพสิ่งสามารถนำมาพลิกแพลงเป็นค่ายกลได้ เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมองออกว่าเตรียมแผนสำรองเอาไว้ ทางออกของคุกใต้ดินแห่งนั้นจึงถูกเขาผนึกไว้
ในเวลาเดียวกัน เขาก็สร้างทางเข้าจากจุดอื่น เพื่อให้ผู้บำเพ็ญเพียรของ “เผ่าคุกวิญญาณ” ลอบเข้ามาเงียบ ๆ อีกทั้งเขายังไม่อยากให้คนอื่นมารบกวนการใช้วิชา
จึงปิดผนึกลานกว้างทั้งหมดเอาไว้ เพื่อไม่ให้กองหนุนของผู้บำเพ็ญเพียร “เผ่าคุกวิญญาณ” สามารถมองเห็นเหตุการณ์บนลานกว้างได้
ดังนั้นต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีจิตใจซื่อตรงเพียงใด หากสามารถฝึกฝนจนมาถึงระดับนั้นได้ พวกเขาย่อมไม่มีทางโง่เขลาอย่างแน่นอน
เพียงแต่เมื่อนำมาเทียบกับแผนการที่ “เผ่าบดบังตะวัน” ตั้งใจจะเล่นงานเขา บรรพชนรองก็ยังคงตกเป็นรองอยู่ดี
ทว่าการลอบจัดเตรียมในครั้งนี้ของบรรพชนรอง กลับทำให้แผนการอันสมบูรณ์แบบที่ “เผ่าบดบังตะวัน” วางเอาไว้ เกิดข้อผิดพลาดครั้งใหญ่เช่นกัน
ยอดฝีมือทั้งสองเดิมทีคิดจะใช้ค่ายกลกักขังบรรพชนรองเอาไว้ จากนั้นให้คนหนึ่งคอยควบคุมค่ายกลเพื่อใช้รับมือกับเขา
ถึงตอนนั้นก็จะสามารถปลีกตัวอีกคนไปได้ เพื่อนำพากำลังคนพุ่งทะยานออกจากลานกว้าง แล้วเข้าควบคุม “เผ่าคุกวิญญาณ” ทั้งหมด
ทว่าความแตกฉานด้านมรรคาค่ายกลของบรรพชนรอง กลับอยู่นอกเหนือความคาดหมายของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการที่บรรพชนรองมักจะเก็บตัวเงียบและไม่ทำตัวโดดเด่นในยามปกติ
บุคคลที่มีอุปนิสัยค่อนข้างสุดโต่งเช่นเขา ไม่ชอบพูดคุยเสวนากับผู้คน ต่อให้ “เผ่าบดบังตะวัน” จะรู้ว่าบรรพชนรองเชี่ยวชาญมรรคาค่ายกลก็ตาม
แต่ในการพบปะหารือของทั้งสองฝ่ายหลายต่อหลายครั้ง ส่วนใหญ่มักเป็นบรรพชนใหญ่และบรรพชนที่สามที่คอยออกหน้า บรรพชนรองไม่เต็มใจที่จะประมือกับผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย
ภายหลังจากบรรพชนรองมองออกว่าค่ายกลมีความผิดปกติ เขาจึงชิงลงมือขัดขวาง ค่ายกลใหญ่จึงไม่อาจปิดตายลงได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกันเขาก็พยายามจะทำลายค่ายกลออกไป
ไม่เช่นนั้นหากค่ายกลใหญ่ประสานเข้าด้วยกัน ในเมื่อสถานที่แห่งนี้คือภายใน “เผ่าคุกวิญญาณ” หากอีกฝ่ายอาศัยค่ายกลเป็นรากฐาน แล้วทะลวงทำลายจากจุดศูนย์กลาง ผลลัพธ์ที่จะตามมาย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก
ยอดฝีมือทั้งสองของ “เผ่าบดบังตะวัน” หยิบยืมพลังจากค่ายกลใหญ่เข้าเปิดฉากการต่อสู้ พวกเขามีค่ายกลใหญ่คอยเกื้อหนุน อีกทั้งความแข็งแกร่งของทั้งสองก็เพียงแค่อ่อนด้อยกว่าบรรพชนรองเล็กน้อยเท่านั้น
เพียงแต่พวกเขาต้องการจับกุมบรรพชนรอง การสังหารคือวิธีการสุดท้าย ดังนั้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจอันสั้น บรรพชนรองที่กำลังบ้าคลั่งราวพยัคฆ์ร้าย จึงกลับกลายเป็นฝ่ายได้เปรียบอยู่บ้าง
ขณะเดียวกัน บรรพชนรองก็อาศัยจังหวะที่ค่ายกลไม่อาจประสานกัน ใช้จิตสำนึกเปิดทางออกของคุกใต้ดินมุมหนึ่งบนลานกว้าง พร้อมสั่งการให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่ซุ่มซ่อนอยู่ รีบร่วมมือกันโจมตีศัตรูจากด้านนอกทันที
แม้ขุมกำลังเหล่านั้นจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของยอดฝีมือ “เผ่าบดบังตะวัน” ทว่าพวกเขากก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิญญาณ ภายใต้การกระหน่ำโจมตีด้วยวิชาจิตวิญญาณอย่างมืดฟ้ามัวดิน ย่อมสามารถประวิงเวลาให้เขาได้บ้าง
ขอเพียงอีกฝ่ายไม่สามารถทุ่มเทสมาธิควบคุมค่ายกลใหญ่ได้ เขาก็จะสามารถฉวยโอกาสทะลวงค่ายกลออกไปได้
พอยอดฝีมือทั้งสองของ “เผ่าบดบังตะวัน” เห็นเช่นนั้น ก็ตระหนักว่าอีกฝ่ายไม่ได้เชื่อใจพวกตนอย่างสนิทใจ สถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดว่ามีการวางกองกำลังซุ่มโจมตีเอาไว้ เตรียมพร้อมจู่โจมได้ทุกเมื่อ
แม้จะลอบตื่นตระหนก ทว่าพวกเขาก็เตรียมการเอาไว้แล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงรีบเรียกผู้บำเพ็ญเพียร “เผ่าบดบังตะวัน” ที่อยู่ภายในถุงเก็บวิญญาณออกมาทันที
อีกทั้งจำนวนคนของพวกเขายังมีมากกว่ากองกำลังซุ่มโจมตีที่บรรพชนรองเตรียมไว้เสียอีก อย่างไรเสียลึก ๆ แล้วบรรพชนรองก็ยังคงเชื่อใจอีกฝ่าย สิ่งที่เตรียมการไว้เป็นเพียงแผนสำรองเท่านั้น
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเข้ามาใช้วิชาถึงถิ่น ดังนั้นแม้จะเตรียมผู้บำเพ็ญเพียรในเผ่าให้คอยรับคำสั่ง ทว่ากำลังคนที่ “เผ่าบดบังตะวัน” เตรียมการไว้กลับพรั่งพร้อมกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากขัดขวางกองกำลังซุ่มโจมตีของบรรพชนรองได้แล้ว ยอดฝีมือทั้งสองของ “เผ่าบดบังตะวัน” ก็ยิ่งทุ่มเทกำลังอย่างสุดความสามารถ เพื่อปิดผนึกมิติที่บรรพชนรองอยู่เอาไว้อย่างแน่นหนา
พวกเขาไม่ยอมให้บรรพชนรองเปิดเขตผนึกค่ายกลใหญ่รอบลานกว้างได้อีก ภายใต้สถานการณ์วิกฤต เขตผนึกค่ายกลใหญ่ที่นี่ไม่เพียงแต่สามารถใช้โจมตีได้ แต่ยังอาจปลดข้อจำกัดได้ทุกเมื่อ
ถึงตอนนั้นย่อมต้องมีคนของ “เผ่าคุกวิญญาณ” จำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดินแน่นอน หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ภายหลังจากที่พวกเขาถูกบรรพชนรองดึงรั้งเอาไว้ ตัวพวกเขาเองก็อาจต้องตกตายอยู่ที่นี่
การปรากฏขึ้นของสถานการณ์เช่นนี้ ก็ทำให้บรรพชนรองเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า วิชาลับที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง แท้จริงแล้วเป็นเพียงหลุมพราง
ในขณะที่เขาตวาดด่าอีกฝ่ายด้วยความโกรธเกรี้ยว สายตาก็มองเห็นศิษย์ในเผ่าที่พุ่งทะยานออกมาจากคุกใต้ดิน หากไม่ตกตายไปพร้อมศัตรู ก็ถูกศัตรูหลายคนรุมล้อมอยู่ฝ่ายเดียว เมื่อต้านทานไม่ไหว ไม่นานก็ต้องสิ้นใจตายคาที่
ทว่าจิตสำนึกและพลังวิญญาณของเขา กลับไม่อาจทะลวงมิติโดยรอบไปเปิดค่ายกลใหญ่บริเวณรอบนอกลานกว้างได้อย่างรวดเร็ว ในเวลานั้นเขาโกรธแค้นจนแทบจะเบิกตาฉีกขาดอยู่แล้ว
เขาจึงตัดสินใจยอมเสี่ยงชีวิต ทุ่มเทสุดกำลัง ไม่ตายตก ก็ยอมถูกขับไล่ออกจากทวีปแห่งนี้ เข้าสู่ความอันตรายของมิติโกลาหลที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ เขาตั้งใจจะใช้วิชาลับขั้นสุดยอดของตนออกมา
ชั่วขณะนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนพลันแปรเปลี่ยนสี พอยอดฝีมือทั้งสองของ “เผ่าบดบังตะวัน” เห็นเช่นนี้ ภายในใจก็ตื่นตะลึงขึ้นมาทันที อีกฝ่ายถึงกับระเบิดระดับการบำเพ็ญเพียรขอบเขตผสานสรรพสิ่งออกมาได้
นี่อีกฝ่ายคิดจะดึงพวกตนทั้งสอง รวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมดบนลานกว้างแห่งนี้ ให้เข้าไปตายในมิติโกลาหลด้วยกัน
อีกทั้งบรรพชนรองยังดูดซับพลังปราณรอบด้านอย่างบ้าคลั่ง ขณะเดียวกันพลังวิญญาณในร่างก็ผันผวนอย่างรุนแรง นี่เห็นได้ชัดว่าคิดจะซัดการโจมตีสะท้านฟ้าออกมาก่อนที่จะถูกมิติกลืนกินจากไป
พวกเขาทั้งสองเพียงพิจารณาจากความผันผวนของพลังวิญญาณอันแข็งแกร่งไร้เปรียบของอีกฝ่าย ก็สามารถคาดเดาอานุภาพของการโจมตีครั้งนี้ได้แล้วว่า มันจะต้องสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างแน่นอน
แม้แต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่อาจรับเอาไว้ได้ ดังนั้นยอดฝีมือของ “เผ่าบดบังตะวัน” ทั้งสอง ภายใต้ความตื่นตระหนกตกใจ จึงทำได้เพียงพยายามกดทับระดับการบำเพ็ญเพียรที่ระเบิดออกมาของอีกฝ่ายอย่างสุดชีวิต
ขณะเดียวกันก็ไม่สนใจสิ่งใด เร่งปิดผนึกมิติแห่งนี้ เพื่อชะลอพลังขับไล่ของหลักเกณฑ์แห่งมรรคาสวรรค์ที่กำลังจะฟาดฟันลงมา
ท่ามกลางเสียงดังกึกก้อง “ครืน” ในตอนที่วิชาของบรรพชนรองใกล้จะสำแดงผล ท้ายที่สุดก็ถูกคนฝืนขัดจังหวะเอาไว้อย่างเฉียดฉิว
ในเวลานั้นบนท้องฟ้าได้ปรากฏวังวนขนาดใหญ่ขึ้นมาจนแทบจะก่อตัวเป็นรูปร่าง ทว่าลมปราณบนร่างบรรพชนรองก็ถูกกดทับเอาไว้ชั่วคราวในเวลาเดียวกัน
เพียงแต่การขัดจังหวะเช่นนี้ ก็ยังคงก่อให้เกิดคลื่นกระแทกที่น่าตระหนกถึงขีดสุด ไม่เพียงค่ายกลที่กักขังบรรพชนรองจะแตกสลายเท่านั้น แต่ยังทำให้การร่วมมือกันกดทับเขาของคนทั้งสอง ถูกสั่นสะเทือนจนแทบจะพังทลายลงไปอีกด้วย