- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 2071 การค้นพบที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้
บทที่ 2071 การค้นพบที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้
บทที่ 2071 การค้นพบที่ไม่อาจทำความเข้าใจได้
ลานกว้างขนาดใหญ่ดูพังยับเยิน พื้นหินยักษ์อันแข็งแกร่งปรากฏรอยแตกร้าวขนาดใหญ่หลายสาย หลายแห่งถึงกับถูกขุดจนกลายเป็นร่องลึก
ที่นี่มีเศษซากสมบัติวิเศษมากกว่าเดิม ขณะเดียวกันเรื่องที่ทำให้กลุ่มคนรู้สึกบีบคั้นหัวใจก็คือ บริเวณนี้ปรากฏซากศพจำนวนมากนอนเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายไปทั่วลานกว้าง
ซากศพเหล่านี้ผ่านกาลเวลามานาน จึงสูญเสียเลือดเนื้อไปหมดแล้ว เหลือเพียงโครงกระดูกบางส่วนที่คอยค้ำยันเสื้อผ้าด้านนอกเอาไว้เท่านั้น
ทว่าโครงกระดูกเหล่านั้นก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ส่วนที่สมบูรณ์มีเพียงไม่กี่โครง ต้องอาศัยการมองจากเสื้อผ้าที่แผ่ออกมาถึงจะพอมองออกได้เลือนรางว่าเป็นรูปร่างคนเท่านั้น
เสื้อผ้าบนร่างของคนเหล่านี้ การแต่งกายของคนส่วนใหญ่มองดูคล้ายคลึงกัน น่าจะเป็นคนฝ่ายเดียวกัน
ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าคนที่มีเสื้อผ้าแตกต่างกันจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรของอีกฝ่าย อย่างไรเสียในสำนักเดียวกันก็ยังมีศิษย์ที่ไม่ชอบสวมใส่ชุดของสำนักอยู่เช่นกัน
ผู้อาวุโสห่าวก้าวเท้าออกไปกลางอากาศเพียงก้าวเดียวก็ไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีก้อนหินยักษ์หลายก้อนถูกวิชาอันทรงพลังซัดจนปลิวขึ้นมา และที่ด้านหน้าก้อนหินยักษ์ก้อนหนึ่งก็มีโครงกระดูกอยู่โครงหนึ่ง
โครงกระดูกโครงนี้ถือว่าอยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ขาทั้งสองข้างเหยียดตรงไปด้านหน้าในท่านั่ง หัวกะโหลกและแขนทั้งสองข้างหายไปจนหมด ส่วนแผ่นหลังพิงอยู่กับก้อนหินยักษ์
หลังจากผู้อาวุโสห่าวมาถึงก็เริ่มกวาดสายตาสำรวจร่างของคนผู้นี้อย่างละเอียด
ส่วนหลี่เหยียนและปรมาจารย์หลานยังคงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทว่าขณะที่พวกเขาสำรวจรอบด้าน ก็กำลังมองไปยังซากศพบางส่วนทีละร่างเช่นกัน
“เสื้อผ้าสีดำเหล่านี้มีตัวอักษร ‘วิญญาณ’ ปักไว้ที่หน้าอกขวา นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าคุกวิญญาณ ประเด็นนี้ในข้อมูลที่บรรพชนที่สามทิ้งไว้มีคำอธิบายอยู่อย่างละเอียด”
เสียงของผู้อาวุโสห่าวดังแว่วมาอย่างราบเรียบ เขาเงยหน้าขึ้นมองไปรอบด้านอีกครั้ง
บนลานกว้างอันกว้างใหญ่ไร้เปรียบแห่งนี้ มีคนที่สวมใส่เสื้อผ้าเช่นนี้อยู่ถึงสามสี่ร้อยคน และซากศพที่ยังคงหลงเหลืออยู่มีประมาณห้าร้อยกว่าร่าง
นอกจากนี้การแต่งกายของคนอีกร้อยกว่าคนที่เหลือไม่ใช่ชุดผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าคุกวิญญาณ อีกทั้งคนจำนวนไม่น้อยเหลือเพียงกองเสื้อผ้าบนพื้น กระทั่งโครงกระดูกก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
ผู้อาวุโสห่าวจึงบินไปยังซากศพอื่น หลังจากหลี่เหยียนและปรมาจารย์หลานสบตากันก็เข้าใจความหมายในคำพูดของอีกฝ่าย จึงบินไปยังซากศพบางส่วนเช่นกัน
พวกเขาทั้งสามคนกำลังตรวจสอบซากศพที่สวมใส่ชุดเผ่าคุกวิญญาณ หลังจากทำการตรวจสอบก็จะสามารถประเมินสาเหตุการตายของคนเหล่านั้นได้
เวลาผ่านไปไม่นาน ทั้งสามคนก็ไปยืนอยู่ข้างซากศพสองร่างที่อยู่ห่างกันไม่ไกลนัก
“ในบรรดาคนที่ข้าตรวจสอบ บนกระดูกไม่มีบาดแผลฉกรรจ์เลย น่าจะตายเพราะได้รับบาดเจ็บภายในจนถึงแก่ชีวิต!”
หลังจากหลี่เหยียนตรวจสอบคนนับสิบติดต่อกัน เขาก็เอ่ยเสียงเบา ขณะเดียวกันแววตาของเขาก็กะพริบวาบอย่างรวดเร็วหลายครา
“คนที่ข้าตรวจสอบก็มีสภาพเช่นนี้เหมือนกัน ไม่มีบาดแผลของมีคมที่ทำให้ถึงตายโดยตรง บางที... อาจจะตายเพราะถูกวิชาจิตวิญญาณโจมตี!”
ปรมาจารย์หลานชี้ไปยังซากศพที่อยู่แทบเท้า เมื่อครู่นางดึงเสื้อผ้าบนร่างโครงกระดูกบางส่วนออกโดยตรง เพียงแต่ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ ในดวงตาก็ปรากฏแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อออกมา
เรื่องนี้ก็เป็นจุดที่หลี่เหยียนรู้สึกสงสัยเช่นเดียวกัน หลังจากตรวจสอบคนบางส่วน เขาก็คาดเดาได้ว่าบาดแผลฉกรรจ์ของพวกเขาคืออะไร
ทว่าเขาไม่ได้เอ่ยออกมาโดยตรง และพอปรมาจารย์หลานกล่าวเช่นนี้ คิ้วของผู้อาวุโสห่าวก็ขมวดแน่นขึ้นไปอีก ตอนที่เขาอยู่ในห้องขังใต้ดินก่อนหน้านี้ก็มีการคาดเดาถึงเรื่องนี้แล้ว
เศษซากสมบัติวิเศษที่ปรากฏขึ้นที่นั่นเป็นของผู้บำเพ็ญเพียรวิญญาณทั้งสิ้น และบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าคุกวิญญาณที่ถูกสังหารซึ่งพบเห็นอีกครั้งในขณะนี้ สาเหตุการตายก็ดูคล้ายกับถูกวิชาจิตวิญญาณสังหารเป็นอย่างมาก
หลังจากหลี่เหยียนและปรมาจารย์หลานต่างพูดจบก็รีบเดินไปยังกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรที่สวมเสื้อผ้าแตกต่างกันอีกครั้ง ในเมื่อสามารถยืนยันสาเหตุการตายโดยประมาณของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าคุกวิญญาณได้แล้ว
ขั้นต่อไปก็สามารถตรวจสอบคนที่เหลือได้แล้ว การทำเช่นนี้จะช่วยให้เปรียบเทียบอ้างอิงได้ดีกว่า อีกฝ่ายแปดเก้าส่วนก็น่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรวิญญาณเช่นกัน
เพียงแต่ผลการตรวจสอบเบื้องต้นก็ทำให้ภายในใจของผู้อาวุโสห่าวบังเกิดความรู้สึกเลวร้ายอย่างรุนแรงขึ้นมา ความคิดที่ไม่อยากจะเชื่อสายหนึ่งสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด
“หรือว่าเผ่าคุกวิญญาณจะเกิดการต่อสู้กันเองภายใน ทว่านี่คือเผ่าเดียวกันแท้ๆ...”
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้อาวุโสห่าวนึกถึงเรื่องราวของเขตปฐพีแท้ในปีนั้นขึ้นมาทันที ที่นั่นเกิดการต่อสู้ระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรวิญญาณมากกว่าหนึ่งครั้ง
กระทั่งภายในตำหนักสะกดวิญญาณก็เกิดปัญหาใหญ่เช่นกัน ทว่าความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นที่นั่นเป็นเพราะทรัพยากรการฝึกฝนและการตามหาทางออกสู่ภายนอก
สำหรับชนเผ่าที่สามารถเข้าออกโลกภายนอกได้ตามปกติแล้ว ทรัพยากรการฝึกฝนของพวกเขาไม่น่าจะตึงเครียดจนเกินไป การฝึกฝนเพื่อเลื่อนระดับก็ไม่มีมรรคาสวรรค์คอยกดทับ จึงไม่น่าจะมีปัญหาที่รุนแรงเช่นนั้นเกิดขึ้น
ทว่าด้วยเหตุที่ผู้บำเพ็ญเพียรโลกภายนอกหมายตาผู้บำเพ็ญเพียรวิญญาณ หลังจาก ‘เผ่าคุกวิญญาณ’ ทราบเรื่องก็ยิ่งตระหนักว่าจำเป็นต้องรวมพลังกันเพื่อความอยู่รอด แล้วเหตุใดถึงยังต้องเข่นฆ่ากันเองอีก?
ไม่นานเขาก็นึกถึงความเป็นไปได้รูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นความเป็นไปได้ที่เขาไม่อยากจะเชื่อ และรู้สึกว่าหากบรรพชนที่สามอยู่ด้วยก็ต้องรู้สึกว่ามันไร้สาระเป็นแน่
“...ตอนที่บรรพชนที่สามจากเผ่าไปในอดีต เคยบอกว่าที่นี่ยังเหลือสายเลือดของบรรพชนใหญ่และบรรพชนที่สาม หรือว่าระหว่างสองสายเลือดนี้จะเกิดปัญหาขึ้น?”
ชั่วขณะหนึ่งภายในใจของผู้อาวุโสห่าวก็ผุดความคิดประหลาดขึ้นมา
เขารู้สึกว่าหากเป็นเช่นนี้จริง สาเหตุที่เป็นไปได้มากที่สุดซึ่งส่งผลให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น คงหนีไม่พ้นเรื่องที่บรรพชนใหญ่หายตัวไปหรือตกตายไป
ไม่รู้ว่าภายหลังบรรพชนรองจัดการเรื่องนี้อย่างไร? บางทีอาจก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่สายเลือดของบรรพชนใหญ่ จนนำไปสู่การต่อสู้ครั้งใหญ่
“ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่น่าถึงขั้นทำให้คนเผ่าเดียวกันทั้งสองฝ่ายสูญหายไปกระมัง? อีกทั้งสถานการณ์ภายในเผ่าเวลานั้น ยังมีใครสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของบรรพชนรองได้ กระทั่งท้ายที่สุดตัวเขาเองก็ไม่อาจควบคุมสถานการณ์อันเลวร้ายเอาไว้ได้...”
เพียงเวลาอันสั้น ก็มีความคิดหลากหลายผุดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย ทว่าผู้อาวุโสห่าวก็ไม่อาจแน่ใจต่อข้อสันนิษฐานสุดท้ายของตนเองได้เช่นกัน
ทว่าจากคำบอกเล่าของบรรพชนที่สาม บรรพชนรองมีความผูกพันฉันพี่น้องต่อบรรพชนใหญ่ลึกซึ้ง ดังนั้นหากเขาถูกคนที่ไว้ใจลอบสังหารก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เรื่องเดียวที่ไม่อาจหาคำอธิบายได้ก็คือทุกคน ณ ที่แห่งนี้หายตัวไปจนหมด เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตายตกตามกันไปทั้งหมด
“...น่าจะเป็นเพราะหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเหลือฝ่ายใด คนเหล่านั้นต่างรู้สึกว่าที่นี่ไม่เหมาะสมที่จะรั้งอยู่อีกต่อไป
จึงเลือกที่จะจากไปอย่างถาวร นี่ถึงจะเป็นคำอธิบายเพียงหนึ่งเดียว ทว่าเหตุใดซากศพเหล่านี้ถึงถูกทิ้งไว้ที่นี่เล่า...”
ภายในช่วงเวลาอันแสนสั้น ผู้อาวุโสห่าวก็ครุ่นคิดเรื่องราวมากมายขึ้นมาได้
“นี่คือ... ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ?”
ขณะที่ผู้อาวุโสห่าวกำลังครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว อีกด้านก็มีเสียงอุทานของปรมาจารย์หลานดังขึ้นกะทันหัน เป็นน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ
…………
…………
ปรมาจารย์หลานยืนอยู่หน้ากองเสื้อผ้า สิ่งของที่หลงเหลืออยู่มีไม่มากนัก เสื้อผ้ายังคงถูกบางสิ่งค้ำยันเอาไว้
เมื่อครู่ปรมาจารย์หลานเดินมาตรวจสอบ พบว่าการตายของคนผู้นี้ไม่เหมือนผลจากการโจมตีของผู้บำเพ็ญเพียรวิญญาณ แต่กลับเหมือนถูกซัดจนร่างกายพังทลาย ท้ายที่สุดจึงเหลือเพียงเศษกระดูกชิ้นเล็กชิ้นน้อย
นางเพียงสะบัดมือแผ่วเบา เสื้อผ้ากองเล็กนั้นก็ลอยขึ้นมา จากนั้นภายในกองเสื้อผ้าก็มีของชิ้นเล็กท่อนหนึ่งร่วงหล่นลงมา
ของชิ้นนี้มีความยาวเพียงหนึ่งฉื่อกว่า ขนาดความหนาเท่าแขนทารก ทั่วทั้งชิ้นมีสีเทาหม่นหมอง ให้ความรู้สึกผุพังขั้นสุด ราวกับกำลังจะกลายเป็นผุยผง
ระหว่างที่ร่วงหล่นลงมาก็ไม่ได้กลายเป็นผุยผงปลิวหายไป ทว่ากลับหล่นกระแทกพื้นจนหักเป็นหลายท่อน
ปรมาจารย์หลานกวาดตามองปราดหนึ่งก็พบว่าของชิ้นนี้คล้ายกระดูกสันหลังมนุษย์ ทว่านางกลับรู้สึกคุ้นตาอยู่หลายส่วน
“กระดูกสันหลังของคนไม่น่าจะหนาใหญ่ปานนี้ นี่คือกระดูกของสัตว์อสูรชนิดใดที่ยังไม่รู้จักงั้นหรือ?”
ปรมาจารย์หลานอดไม่ได้ที่จะใจสั่นไหว นางเคยพบเห็นวัตถุดิบปรุงยาและหลอมอาวุธมามากมาย กระดูกสัตว์อสูรบางชนิดก็นับว่าแปลกประหลาดพิสดาร
นางตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งที่ต่อกรกับเผ่าคุกวิญญาณจะเป็นสัตว์อสูรชนิดใดที่รู้จักโจมตีจิตวิญญาณหรือไม่?
เมื่อปรมาจารย์หลานคิดได้เช่นนี้ ภายในใจก็บังเกิดความตื่นตะลึง สัตว์อสูรที่รู้จักโจมตีจิตวิญญาณบนโลกใบนี้ย่อมมีอยู่ ทว่านับเป็นสิ่งที่หาได้ยากแสนเข็ญ และยังเป็นสัตว์ประหลาดที่มีตัวตนอยู่แต่ในตำนาน
ดังนั้นบนฝ่ามือของนางจึงห่อหุ้มพลังปราณเอาไว้ ก่อนกวักมือเรียกแผ่วเบา กระดูกที่หักเป็นหลายท่อนก็ยังคงรักษาสภาพเดิมบนพื้น ลอยมาอยู่เบื้องหน้านาง
ปรมาจารย์หลานรั้งพลังปราณกลับมาทันที แล้วนำกระดูกหลายท่อนนั้นมาเชื่อมต่อกันใหม่ เพียงแต่เมื่อกวาดตามองอีกครา นางก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ
เพราะ “กระดูก” ท่อนนี้ แท้จริงแล้วคือ “ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ” ที่มีเพียงใน ‘เขตปฐพีแท้’ เท่านั้น!
นางมั่นใจว่าตนไม่มีทางจำสิ่งของที่อยู่ตรงหน้านี้ผิดแน่ ตลอดกาลเวลาอันเนิ่นนาน สิ่งนี้คอยอยู่เป็นเพื่อนนางในการฝึกฝนเติบโตมาโดยตลอด
นอกจากใน “เขตปฐพีแท้” แล้ว ปรมาจารย์หลานก็ออกไปหาประสบการณ์ภายนอกอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นนางยังมักจะปรากฏตัวตามตลาดหลายแห่ง จุดประสงค์หลักก็เพื่อทำความรู้จักกับวัตถุดิบอันหลากหลาย
นางไม่เคยพบเห็น “ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ” ในโลกภายนอกมาก่อนเลย ถึงขั้นเคยจำแลงรูปลักษณ์แล้วนำของสิ่งนี้ไปตามร้านค้าในตลาดเพื่อให้หลงจู๊ช่วยตรวจสอบ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดจดจำได้เลยว่ามันคือสิ่งใด?
ทว่าความผันผวนของพลังวิญญาณที่แผ่ออกมาจาก “ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ” กลับทำให้พ่อค้าเหล่านั้นรู้ว่านี่คือสมบัติล้ำค่าปริศนาที่พบเห็นได้ยาก จึงพากันแย่งชิงอยากจะรับซื้อไว้...
ภายหลังปรมาจารย์หลานจึงยืนยันได้ว่า “ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ” น่าจะมีแค่ใน “เขตปฐพีแท้” เท่านั้น ทว่าวันนี้กลับค้นพบ “ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ” ณ สถานที่แห่งนี้...
เสียงของนางดึงดูดความสนใจของทั้งสองคนทันที ผู้อาวุโสห่าวขยับร่างวูบเดียวก็มาถึงแล้ว!
ส่วนหลี่เหยียนที่อยู่อีกด้าน หลังจากเลิกเสื้อผ้าชิ้นหนึ่งออกก็กำลังจ้องมองกระดูกท่อนนั้นบนพื้น เขารู้สึกว่ากระดูกท่อนนี้ถูกกาลเวลากัดกร่อนอย่างสาหัส
หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงของปรมาจารย์หลาน สีหน้าของเขาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบมองไปยัง “กระดูก” ท่อนนั้นที่อยู่ในเสื้อผ้าบนพื้นทันที
จากนั้นสีหน้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ทว่าร่างของเขากลับสั่นไหววูบเดียวไปปรากฏอยู่ข้างกายปรมาจารย์หลานเช่นกัน
เวลานี้ผู้อาวุโสห่าวกำลังจ้องมองไปกลางอากาศ ที่นั่นมีกระดูกสีเทาหม่นหมองท่อนหนึ่งลอยเคว้งอยู่ เขาใช้จิตสำนึกกวาดผ่านเป็นอันดับแรก จากนั้นพลังวิญญาณอีกสายก็แผ่ปกคลุมไปในชั่วพริบตา...
ผ่านไปเพียงครึ่งลมหายใจ ผู้อาวุโสห่าวก็ส่งเสียงอุทานแผ่วเบาออกมา
“เอ๊ะ? นี่คือ ‘ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ’ จริงด้วย ด้านในยังมีร่องรอยของพลังวิญญาณหลงเหลืออยู่ ทว่าเหตุใดถึงมี ‘ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ’ ที่หนาใหญ่ถึงเพียงนี้?
นี่... ต้องใช้เวลาเติบโตยาวนานเท่าใดกัน ถึงจะใหญ่โตได้ถึงระดับนี้?”
สีหน้าของผู้อาวุโสห่าวก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงในทันที
เขายืนยันได้ว่า “กระดูก” ท่อนนี้ ย่อมเป็น “ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ” อย่างแน่นอน ทว่ากระทั่งตัวเขาเองก็ไม่เคยเห็น “ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ” ท่อนใหญ่โตเช่นนี้มาก่อนเลย
อีกทั้งเขาก็เหมือนกับปรมาจารย์หลาน เขารู้ว่าของสิ่งนี้มีอยู่แค่ใน “เขตปฐพีแท้” เท่านั้น ในโลกเซียนวิญญาณก็ไม่เคยพบเห็นเช่นเดียวกัน ทว่ามันมาปรากฏในโลกมนุษย์ได้อย่างไร?
“หรือว่าคนของ ‘เผ่าคุกวิญญาณ’ เคยได้รับเมล็ดพันธุ์ของ ‘ต้นอ่อนผลึกวิญญาณ’ มา เนื่องจากพบว่าด้านในมีพลังวิญญาณหล่อเลี้ยง ภายหลังจึงนำมาปลูกไว้ภายในเผ่าด้วย?”
ผู้อาวุโสห่าวและปรมาจารย์หลานสบตากันอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็รีบเอ่ยปากขึ้นมา