- หน้าแรก
- ฉันมีที่ดินหมื่นล้าน แต่กลับเอามาใช้ปลูกผัก
- บทที่ 745 คู่ปรับทางแคบแท้ๆ
บทที่ 745 คู่ปรับทางแคบแท้ๆ
บทที่ 745 คู่ปรับทางแคบแท้ๆ
ความทรงจำอันยาวนานที่เคยถูกฝังลึกอยู่ในสมอง ค่อยๆ พรั่งพรูย้อนกลับมาอย่างช้าๆ
เสิ่นชิวหย่าในตอนนั้นก็ดูสวยสะพรั่ง ใสซื่อบริสุทธิ์และจิตใจดีงาม
ส่วนเสิ่นชิวหย่าในวัยยี่สิบกว่าๆ ตอนนี้ ยิ่งดูสูงโปร่ง มีเสน่ห์สมวัย สง่างามและเรียบร้อยยิ่งขึ้น
แม้ว่าที่หางตาจะมีความเป็นผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังคงแฝงไว้ด้วยความอ่อนเยาว์อยู่ไม่น้อย
ซูหมิงคิดย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น
ซูหมิงในตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งค่อนข้างตัวเล็ก
บรรยากาศในห้องเรียนของเขาถือว่าดีมาก ไม่มีใครหัวเราะเยาะเขา แต่พวกเด็กห้องข้างๆ มักจะชอบมารังแกและล้อเลียนซูหมิงอยู่เสมอ
และเป็นเสิ่นชิวหย่าในตอนนั้นนี่แหละที่มักจะคอยออกตัวปกป้องและช่วยเหลือซูหมิงอยู่ตลอด
คิดไม่ถึงเลยว่าหลังจากผ่านไปหลายปี วันนี้พวกเขาจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
มุมปากของซูหมิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ
ความจริงแล้วความสามารถของเสิ่นชิวหย่าถือว่าไม่เลวเลย อย่างไรเสียเธอก็จบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับ 985 และ 211
ระดับการศึกษาไม่ต่ำเลย แถมเธอยังเป็นคนจิตใจดีงาม เหมาะกับบรรยากาศของบริษัทเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่ซูหมิงกำลังจะเอ่ยปากพูด
"เสิ่นชิวหย่า?"
ในตอนนั้นเอง ก็มีน้ำเสียงหยาบคายและห้าวหาญดังขึ้นจากด้านข้าง
จากนั้น ร่างที่สูงใหญ่และดูบึกบึนกำยำก็ก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เอ๋?
ซูหมิงชะงักไปเล็กน้อยแล้วหันไปมอง เมื่อพินิจพิจารณาใบหน้านั้นอย่างละเอียดก็รู้สึกคุ้นตาเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
บ้าจริง!
ซูหมิงพลันนึกออกในทันที นี่ไม่ใช่เฉินฮ่าว เด็กห้องข้างๆ ที่ชอบรังแกเขาตอนมัธยมต้นหรอดเหรอ?
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ วันนี้โลกมันจะกลมขนาดนี้
คนที่คุ้นหน้าคุ้นตาโผล่มาไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากเฉินฮ่าวเห็นซูหมิง เขาก็ชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะกวาดสายตามองซูหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับนึกถึงช่วงเวลาในสมัยมัธยมต้นที่เขาเคยรังแกซูหมิงได้ เขาจึงแสยะยิ้มเย็นชา ดวงตาที่หยีเล็กฉายแววดูถูกเหยียดหยามอย่างเข้มข้น: "โอ้โห นึกว่าใคร ที่แท้ก็เพื่อนเก่าห้องข้างๆ นี่เอง พวกเราไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คิดถึงชะมัด โอ้ พูดไปแล้วฉันก็คิดถึงนายจริงๆ นั่นแหละ ตลอดหลายปีมานี้ฉันไม่เคยเจอใครที่รังแกสนุกมือเท่านายมาก่อนเลย"
"จริงสิ ฉันได้ยินเพื่อนร่วมชั้นบอกว่าตอนนี้คุณตกอับจนต้องไปทำไร่ทำนาแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ รีบกลับบ้านไปทำนาไป๊"
เฉินฮ่าวหัวเราะเยาะเย้ย คำพูดคำจาเต็มไปด้วยหนามทิ่มแทง
เฉินฮ่าวคนนี้ในสมัยมัธยมต้น ฐานะทางบ้านดีกว่าซูหมิงมาก
ที่บ้านเปิดบริษัทและรวยมาก
ในยุคที่เรียนมัธยมต้นเมื่อสิบปีก่อน ครอบครัวของเขาก็มีบ้านตั้งหลายหลัง และขับรถราคาหลายแสนหรือหลายล้านหยวนแล้ว
กระทั่งพ่อแม่ของเขายังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโรงเรียนด้วยซ้ำ ดังนั้นเฉินฮ่าวจึงวางอำนาจบาตรใหญ่ในโรงเรียนได้อย่างไม่มีใครเกิน
ในตอนเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ซูหมิงตัวเล็กผอมแห้งและมีนิสัยอ่อนแอขาดความมั่นใจ ส่วนเฉินฮ่าวที่ได้รับสารอาหารครบถ้วนตั้งแต่เด็กจึงตัวสูงใหญ่และทำตัวเป็นอันธพาล ในโรงเรียนไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขา เขารวบรวมกลุ่มเพื่อนพ้องอันธพาลคอยรังแกคนนั้นทีคนนี้ทีในโรงเรียนอยู่ทุกวัน
ต่อมามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ซูหมิงบังเอิญไปเหยียบเท้าของเฉินฮ่าวเข้า และพยายามขอโทษด้วยท่าทางหวาดกลัว แต่เฉินฮ่าวไม่เพียงแต่ไม่ยอมปล่อยซูหมิงไป ทว่ายังคิดจะรุมซ้อมซูหมิงอีกด้วย
โชคดีที่ตอนนั้นเสิ่นชิวหย่าปรากฏตัวขึ้นมาห้ามไว้ แต่หลังจากนั้นเฉินฮ่าวก็ผูกใจเจ็บซูหมิงทันที เพราะเสิ่นชิวหย่าคือหญิงสาวในดวงใจของเฉินฮ่าวเช่นกัน แต่ไอ้คนตัวเตี้ยที่เป็นเพียงลูกพลับนิ่มที่เขาไม่เคยเห็นหัว กลับได้รับความช่วยเหลือจากหญิงสาวในดวงใจของเขาเนี่ยนะ?
ทว่าพอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง ร่างกายของซูหมิงก็เริ่มเจริญเติบโต จากเด็กตัวเล็กสูงแค่ร้อยหกสิบกว่าเซนติเมตรก็พุ่งพรวดขึ้นมาเป็นร้อยแปดสิบกว่าเซนติเมตร และร่างกายก็บึกบึนแข็งแรงขึ้นมาก
และด้วยร่างกายที่สูงใหญ่ขึ้นนี้เอง ทำให้ซูหมิงไม่ขี้ขลาดเหมือนแต่ก่อน เมื่อเฉินฮ่าวคิดจะรังแกซูหมิงอีกครั้ง ซูหมิงจึงตอบโต้อยู่หมัด ทั้งสองคนลงไม้ลงมือชกต่อยกันอย่างรุนแรง
ต้องรู้ก่อนว่า ซูหมิงเติบโตมาในชนบทและต้องช่วยทำงานเกษตรมาตั้งแต่เด็ก พละกำลังของเขาจึงมหาศาลมาก แม้เฉินฮ่าวจะตัวสูงใหญ่ แต่พอถึงช่วงมัธยมศึกษาปีที่สอง ร่างกายของเขาก็ไม่ได้ต่างจากซูหมิงเท่าไรนัก แม้ภายนอกจะดูสูสีกัน แต่พละกำลังนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่นานนักเฉินฮ่าวก็โดนซูหมิงกดลงกับพื้นแล้วประเคนหมัดใส่จนอ่วม
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เฉินฮ่าวก็ลดความซ่าลงไปมาก แต่เขาก็มักจะคอยลอบแทงข้างหลังอยู่บ่อยๆ และเป็นเพราะการชกต่อยในครั้งนั้นด้วยที่ทำให้ซูหมิงเกือบจะถูกโรงเรียนไล่ออก
จนกระทั่งเรียนจบแยกย้ายกันไปและไม่ได้พบกันอีก การเขม่นกันจึงได้ยุติลง ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
"นายนี่เอง"
ซูหมิงยิ้มบางๆ ในใจไม่ได้รู้สึกยินดีหรือโกรธเคืองแต่อย่างใด หากเป็นตอนเรียนมัธยมต้น
ถ้าเขาได้ยินคำพูดแบบนี้ย่อมต้องโกรธจนตัวสั่นอย่างแน่นอน แต่ในตอนนี้ สภาพจิตใจและระดับตัวตนของซูหมิงได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เมื่อเห็นว่าซูหมิงไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ
เฉินฮ่าวก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
แม้ว่าหมอนี่จะทำตัววางอำนาจ แต่เขาก็เป็นคนค่อนข้างฉลาด ท้ายที่สุดแล้วพ่อแม่ของเขาก็ทำธุรกิจและค้าขายมานานหลายปี ผ่านประสบการณ์ในตลาดมาสารพัดอย่าง ทำให้เขามีทักษะการมองคนและอ่านสถานการณ์ที่เหนือกว่าคนในวัยเดียวกันอยู่มาก
เมื่อเห็นซูหมิงแสดงท่าทีราบเรียบผ่อนคลายและไม่ได้สนใจอดีตคู่ปรับอย่างเขาเลยแม้แต่น้อย นั่นก็หมายความว่าซูหมิงอาจจะมีหลักประกันบางอย่างในใจ
หรือว่าซูหมิงจะเป็นพนักงานของบริษัทนี้เหมือนกัน?
ใจของเฉินฮ่าวเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้นจริงก็คงจะยุ่งยากแล้ว เพราะเฉินฮ่าวเองก็อยากจะเข้ามาทำงานในบริษัทนี้เช่นกัน
แม้ว่าพ่อแม่ของเฉินฮ่าวจะเคยรวยมากและเคยคุมบริษัทใหญ่ๆ มาก่อน ทว่าตอนนี้พวกเขาเริ่มมีอายุมากแล้ว และค่อยๆ ถูกลดบทบาทความสำคัญในบริษัทลงไปเรื่อยๆ
ตำแหน่งหน้าที่เริ่มห่างไกลจากจุดศูนย์กลางอำนาจเข้าไปทุกที
แม้ว่าพวกเขาจะสามารถฝากฝังลูกชายให้เข้าไปทำงานในบริษัทเดิมได้
แต่พูดกันตามตรง
เนื่องจากพ่อแม่ของเขาไม่มีบารมีเหมือนเก่าแล้ว ท่าทีที่เขาได้รับในบริษัทจึงไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินเดือนอันน้อยนิดที่เขาได้รับในแต่ละเดือน
แต่เขายังต้องโดนเพื่อนร่วมงานกีดกันและกดดันอยู่เสมออีกด้วย
ดังนั้นเขาจึงคิดอยากจะย้ายค่ายมาโดยตลอด
ในช่วงแรกเขายังหางานที่เหมาะสมไม่ได้ เพราะถึงแม้พ่อแม่ของเขาจะตกอับในบริษัทเดิม แต่ขนาดของบริษัทก็ยังถือว่าใหญ่และพ่อแม่ก็ยังเป็นถึงระดับหัวหน้างาน ซึ่งยังดีกว่าคนทั่วไปมาก และเป็นตำแหน่งที่หลายคนพยายามวิ่งเต้นหาทางเข้าแต่ก็เข้าไม่ได้
แต่ถ้าต้องย้ายไปอยู่บริษัทใหม่ บรรยากาศรอบตัวก็ย่อมแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางสภาพตลาดในปัจจุบันนี้ มีบริษัทไม่กี่แห่งหรอกที่มีสวัสดิการดีๆ
ต่อมาเขาบังเอิญไปเห็นประกาศรับสมัครงานของซูซื่อกรุ๊ปบนอินเทอร์เน็ต ความคิดแรกของเขาก็คือคิดว่าเป็นพวกต้มตุ๋น
ล้อเล่นหรือเปล่า สวัสดิการของบริษัทไหนจะดีเลิศขนาดนั้นได้ แต่เมื่อเขาลองตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และเดินทางมาดูสถานที่จริงรวมถึงสอบถามคนในพื้นที่ดู
เขาก็พบว่ามันเป็นเรื่องจริง!
ทันทีที่เห็นว่ามีการรับสมัครพ่อครัว เขาก็รีบกลับบ้านไปฝึกทำอาหารสองสามอย่างเพื่อเตรียมตัวมาสมัครงานทันที ล้อเล่นน่า
แม้ว่าอาชีพพ่อครัวจะไม่ใช่อาชีพที่ดูต่ำต้อยอะไร แต่ในประเทศนี้ สถานะทางสังคมของพ่อครัวก็ยังถือว่าค่อนข้างต่ำอยู่ดี
ต่างจากในต่างประเทศที่อาชีพเชฟถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและมีระดับ เพราะสำหรับต่างประเทศแล้ว การทำอาหารนั้นถือเป็นศาสตร์และศิลปะแขนงหนึ่ง
อย่างไรเสีย ปากท้องก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ใครบ้างจะไม่กินอาหารจริงไหม?
แต่ในประเทศนี้ อาชีพพ่อครัวนั้นขึ้นตรงกับการจัดการของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกิจกรรมในเชิงพาณิชย์เพื่อมุ่งเน้นการแสวงหากำไร
แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้อาชีพนี้จะถูกมองว่าต่ำต้อยกว่าพวกพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่รายได้กลับสูงลิ่วและสวัสดิการก็ดีเยี่ยมเป็นบ้า
จะมีบริษัทสักกี่แห่งที่สามารถให้ผลประโยชน์สู้บริษัทนี้ได้กันล่ะ?