- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 1274 ขับเจตจำนง พิสูจน์ร่างพาหนะ
บทที่ 1274 ขับเจตจำนง พิสูจน์ร่างพาหนะ
บทที่ 1274 ขับเจตจำนง พิสูจน์ร่างพาหนะ
กระดูกมือของหุ่นคนรบฟื้นฟูสภาพกลับมาได้ในพริบตา แต่เขาตระหนักได้ว่าคนด้านล่างนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณที่ควบแน่นในระดับสูงบนก้อนหินนั่น รวมถึงพลังที่แฝงอยู่ภายใน นี่มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นปรมาจารย์นักสู้ระดับทิพย์ญาณอายุวัฒนะ
สมาชิกทีมที่เฝ้ายามมีความเชื่อใจในตัวหุ่นคนรบอย่างหาที่สุดไม่ได้ จึงเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
ชายหนุ่มรูปงามจ้องมองแผ่นหลังของเขาที่เดินห่างออกไป บนใบหน้าเผยให้เห็นถึงความดุร้ายบางอย่าง ทว่าในร่างกายดูเหมือนจะมีพลังอีกขุมหนึ่งดำรงอยู่ ซึ่งฝืนสะกดอารมณ์อันโหดร้ายนี้ของเขาเอาไว้ รอยจ้ำสีแดงที่ผุดขึ้นบนลำคอและใบหน้าจึงค่อยๆ จางหายไป
เขาส่งสัญญาณให้คนด้านหลังรออยู่กับที่ ส่วนตัวเองเดินตรงไปข้างหน้าเพียงลำพัง เมื่อเข้าไปใกล้จนถึงระยะหนึ่ง ก็เงยหน้าขึ้นมองหุ่นคนรบที่ยืนอยู่ด้านบน "แกคือไม้เท้าเลือดสินะ?"
หุ่นคนรบไม่มีเจตนาจะตอบคำถาม
ชายหนุ่มรูปงามแสยะยิ้ม พลางเอ่ยว่า "น่าจะเป็นแก ไม่ผิดแน่ ที่ฉันมาในครั้งนี้ ก็เพื่อจะมาเชิญแก..."
หุ่นคนรบเอ่ยออกไปโดยไม่เสียเวลาคิด "ฉันขอปฏิเสธ"
"ใช่ ใช่ ต้องแบบนี้สิ"
แววตาของชายหนุ่มรูปงามยิ่งทอประกายเจิดจ้ามากขึ้นไปอีก ต้องเป็นแบบนี้แหละ ท่าทางที่ไม่แยแสสิ่งใด ฉันไม่สนว่าแกจะเป็นใคร ไม่สนว่าแกจะเป็นคนแบบไหน หรือมีจุดประสงค์อะไร เป็นการดูถูกเหยียดหยามอย่างสมบูรณ์แบบ
ช่างเป็นความเย่อหยิ่งจองหองอะไรเช่นนี้?
นี่แหละคือร่างพาหนะที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เขาต้องการ!
เขาเผยรอยยิ้มล้ำลึก "เรื่องนี้แกคงตัดสินใจเองไม่ได้หรอก"
สมาชิกทีมที่รับหน้าที่เฝ้ายามวิ่งกลับไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เพื่อแจ้งให้สมาชิกคนอื่นๆ ทราบว่ามีศัตรูโผล่มาแล้ว
สมาชิกของกลุ่มทหารรับจ้างมีคุณภาพสูงมาก เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบกระจายกำลังไปรอบๆ เพื่อเริ่มจัดเตรียมค่ายกลทันที พร้อมกับนำอาวุธที่เตรียมไว้ออกมาทั้งหมด
ในครั้งนี้พวกเขายังตั้งใจนำปืนครกมาด้วยสองกระบอก ภายในบรรจุระเบิดที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ นั่นก็เพื่อใช้รับมือกับพวกที่รับมือได้ยากโดยเฉพาะ
ตอนนี้พวกเขาค้นหาตำแหน่งที่สูงที่สุดพบแล้ว จึงจัดการตั้งปืนใหญ่ขึ้นมา แม้จะตระหนักได้ว่าศัตรูในครั้งนี้ไม่ธรรมดา ทว่าพวกเขากลับไม่ได้รู้สึกประหม่าแต่อย่างใด เป็นเพราะทุกครั้งหุ่นคนรบก็สามารถจัดการกับศัตรูที่แข็งแกร่งได้เสมอ
พี่เซวียนมองดูชายชราที่กำลังมุ่งมั่นตั้งใจเก็บตัวอย่างอยู่ตรงนั้น จึงหันกลับไปเอ่ยว่า "ตาเฒ่า แกไม่ไปหลบหน่อยเหรอ?"
ชายชราเอ่ยโดยไม่หันหน้ากลับมามองว่า "ถ้าพวกแกต้านทานเอาไว้ไม่ได้ แล้วฉันจะไปหลบที่ไหนได้ล่ะ? ฉันขอเชื่อใจคุณไม้เท้าเลือดก็แล้วกัน"
พี่เซวียนส่งสัญญาณให้สมาชิกทีมคนหนึ่ง อีกฝ่ายเข้าใจเจตนา จึงเดินไปด้านหลังของชายชรา แล้วสับสันมือลงบนต้นคอของเขา ชายชราสลบเหมือดไปโดยไม่ส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ จากนั้นก็ถูกลากไปไว้ในที่ซ่อนตัว
พี่เซวียนหัวเราะหึๆ "แกพักผ่อนไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะโดนลูกหลงเข้าให้ ชีวิตน้อยๆ ของแกน่ะเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าแกตายไป พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะไปทวงเงินจากใครน่ะสิ"
ชายชราไม่ได้โต้แย้ง พลังของฝ่ามือนั้นไม่เบาเลย ส่วนการที่สมาชิกทีมลงมือในครั้งนี้จะแฝงความแค้นส่วนตัวเอาไว้ด้วยหรือไม่ นั่นก็ไม่อาจพูดได้ชัดเจนในตอนนี้
ทางด้านหน้า ชายหนุ่มรูปงามเพิ่งจะเอ่ยจบคำ ร่างของเขาก็หายวับไปจากด้านล่างของเนินเขา จากนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของหุ่นคนรบอย่างกะทันหัน ในระยะห่างแทบจะไม่ถึงหนึ่งเมตร
หลังจากที่หุ่นคนรบตระหนักได้ ก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มรูปงามจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เมื่อเห็นแววตาที่สงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น มุมปากก็ค่อยๆ แสยะกว้างขึ้น
แววตาประเภทที่แม้จะรู้ดีว่าระหว่างทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างของความแข็งแกร่งอยู่ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังคงรักษาความเยือกเย็นและเมินเฉยเอาไว้ได้ นี่แหละคือความเย่อหยิ่งที่ฝังลึกเข้าไปในกระดูกดำ
เพียงแต่เขารู้สึกเสียดายอยู่บ้าง การจะครอบงำและหลอมรวมพลังจิตนั้น ทางที่ดีที่สุดคือการที่อีกฝ่ายยินยอมพร้อมใจ เพื่อให้ศักยภาพที่ตนมีอยู่แต่เดิมสามารถปลดปล่อยออกมาได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นหลังจากที่ค้นพบร่างพาหนะแล้ว โดยปกติเขาจำเป็นจะต้องถักทอสิ่งที่อีกฝ่ายไล่ตามและปรารถนา วาดฝันให้สวยหรู ก็จะสามารถทำให้ผู้คนยินยอมพร้อมใจที่จะฝากฝังจิตวิญญาณของเขาเอาไว้ได้
ทว่าสิ่งเหล่านี้หากนำไปใช้กับร่างพาหนะคนอื่นก็คงจะพอพูดกันได้ แต่สำหรับร่างพาหนะที่เย่อหยิ่งจองหองเช่นนี้ อันที่จริงมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมายนัก เพราะยิ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่เขาคาดหวังเอาไว้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะไม่สนใจในสิ่งที่เขาพูดมากเท่านั้น
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น สู้เขาควบคุมตัวคนเอาไว้ก่อน จากนั้นก็ใช้ลักษณ์เทพในการช่วงชิง แล้วค่อยใช้เวลาสักระยะหนึ่งค่อยๆ บั่นทอนและหลอมรวมจิตวิญญาณของอีกฝ่าย เพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นร่างแยกภายนอกอย่างสมบูรณ์จะดีกว่า
ทว่าร่างพาหนะคือรากฐานของทุกสิ่ง ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่อาจทำลายมันให้แหลกสลายไปได้ง่ายๆ
เขามองดูเงาร่างฝั่งตรงข้ามที่ถอยห่างออกไป ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ขยับเขยื้อนอะไรมากนัก แต่กลับมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหุ่นคนรบอีกครั้งหนึ่งแล้ว
นี่คือการกดดันฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง เขาอยากจะดูว่า ภายใต้แรงกดดันอย่างถึงที่สุด อีกฝ่ายยังจะสามารถรักษาสภาพอารมณ์ที่เย่อหยิ่งเช่นนี้เอาไว้ได้อีกหรือไม่
หุ่นคนรบถอยหลังไปอีกครั้ง สีหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่นัก ทว่าปากกลับเอ่ยขึ้นมาว่า "กลิ่นบนตัวแกเหม็นสาบมาก ถอยออกไปให้ห่างจากฉันหน่อย"
ชายหนุ่มรูปงามมีสีหน้าขบขันและราวกับกุมทุกอย่างเอาไว้ในกำมือ ทว่าเมื่อได้ยินประโยคนี้ ท่าทีก็กลับกลายเป็นดุร้ายขึ้นมาอย่างกะทันหัน บนร่างกายแผ่ซ่านความโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างถึงที่สุดออกมา
อารมณ์ความรู้สึกขุมนี้แผ่ขยายออกไปพร้อมกับพลังจิตและสนามพลัง แม้แต่สมาชิกนิกายบรรพกาลสองสามคนนั้น หรือแม้แต่คนที่อยู่ด้านหลัง ต่างก็พากันถอยร่นออกไป เพราะเมื่อเข้าสู่สภาวะนี้แล้ว เขาก็จะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
แม้เขาจะยังต้องการร่างกายนี้อยู่ แต่ความโกรธเกรี้ยวของเขาก็ไม่อาจสะกดกลั้นเอาไว้ได้อีกต่อไป เปลวแสงสีแดงแสบตาสาดประกายเจิดจ้าลุกโชนอยู่รอบกาย พวยพุ่งขึ้นสู่กลางอากาศ หมัดที่ส่องประกายเปลวแสงขนาดมหึมาพุ่งทะยานเข้าใส่หุ่นคนรบ
เดิมทีหุ่นคนรบคิดจะยกไม้เท้าขึ้นมา ทว่ากลับพบว่า ในตอนที่ตนเกิดความคิดนี้ขึ้นมา หมัดของอีกฝ่ายก็พุ่งเข้ามาถึงวงในแล้ว ไม่มีแม้แต่ช่องว่างให้ตั้งรับเลยด้วยซ้ำ
ทว่าในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เนื้อเยื่อกลายพันธุ์ทั่วร่างกลับสัมผัสได้ถึงอันตรายก่อนก้าวหนึ่ง ท่อนแขนข้างหนึ่งของเขาถูกยกขึ้นมาก่อน เพื่อบดบังด้านหน้าของใบหน้าและศีรษะ ในขณะเดียวกันเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณบนร่างกายก็หลั่งไหลไปรวมกันที่นั่น
แต่เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณกลับถูกทำลายลงในพริบตา จากนั้นก็ได้ยินเสียงแตกหักอย่างชัดเจน ท่อนแขนหักสะบั้นลงทันที อีกทั้งยังมีพลังแฝงขุมหนึ่งแทรกซึมเข้าไปในหน้าอกของเขา พลังแฝงขุมนี้เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง หลังจากเข้าสู่ร่างกายแล้ว ไม่ว่ามันจะลุกลามไปถึงจุดใด กระดูกและอวัยวะภายในล้วนถูกบดขยี้แหลกเหลวในชั่วพริบตา
ส่วนเขาก็ถอยร่นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่เพียงแค่เพื่อหลบหลีกฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่กำลังคิดหาวิธีอาศัยแรงถอยหลังเพื่อสลัดพลังแฝงขุมนั้นออกไป มิฉะนั้นเขารู้สึกได้เลยว่าร่างกายของตนจะถูกพลังขุมนี้ระเบิดจนแหลกเป็นจุล
หลังจากชายหนุ่มรูปงามชกออกไปหมัดหนึ่ง ก็ยังคิดจะพุ่งเข้าไปโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทว่าเจตจำนงขุมนั้นในร่างกายของเขากลับปรากฏขึ้นมาอีกครั้งในเวลานี้ พร้อมทั้งสะกดกลั้นอารมณ์ของเขาเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็เอ่ยขึ้นมาว่า "ระวังหน่อย อย่าตีจนพังเสียล่ะ"
กลิ่นอายความดุร้ายบนร่างกายของเขาค่อยๆ ลดระดับลง ผ่านการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แสงสว่างที่แผ่ซ่านออกมาภายนอกนั้นก็ค่อยๆ ถูกสะกดให้สงบลง
หุ่นคนรบถอยไปยืนหยัดอยู่แต่ไกล ท่อนแขนที่แหลกละเอียดและส่วนหน้าอกที่เละเทะฟื้นฟูสภาพกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ความเร็วในการฟื้นตัวของเขานั้นรวดเร็วกว่าปรมาจารย์นักสู้ทั่วไปมากนัก
ทว่าเพิ่งจะปรับตัวเสร็จ ชายหนุ่มรูปงามฝั่งตรงข้ามก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าของเขาอีกครั้งอย่างไร้ลางบอกเหตุใดๆ พร้อมกับเตะสวนขึ้นมา
การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจนแทบจะเกินกว่าความเร็วในการตอบสนองของเขา ทำให้เขาไม่อาจหลบเลี่ยงได้เลย เพียงแค่ใช้ข้อศอกตั้งรับอย่างเร่งรีบ ร่างของเขาก็กระเด็นลอยออกไป
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะร่วงลงสู่พื้นอย่างสมบูรณ์ เปลวไฟแห่งจิตวิญญาณบนร่างกายก็แผ่ซ่านออกมา ควบคุมแรงปะทะนั้นเอาไว้กลางอากาศ ในขณะเดียวกันท่อนแขนที่บิดเบี้ยวก็ยืดตรงและสมานตัวอย่างรวดเร็ว
เบื้องหน้ามีแสงสว่างวาบขึ้นมากะทันหัน ชายหนุ่มรูปงามพุ่งเข้ามาถึงตรงหน้า เมื่อมองดูเปลวแสงสีแดงที่แทบจะบดบังร่างกายของตนมิด หุ่นคนรบภายใต้การขับเคลื่อนของเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณก็หมุนตัวหลบไปด้านข้าง หลีกเลี่ยงการปะทะตรงๆ ทว่าระหว่างที่เปลวแสงของฝ่ายตรงข้ามสาดซัดเข้ามา มันกลับแทบจะบดขยี้พลังจิตวิญญาณทางด้านข้างของเขาให้ดับมอดลงไป จะเห็นได้ว่ามันมีอานุภาพที่แข็งแกร่งเพียงใด
ชายหนุ่มรูปงามอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ เดิมทีเขาคิดว่าการโจมตีในครั้งนี้ก็น่าจะทำให้หุ่นคนรบสูญเสียพลังในการต่อต้าน และสามารถจบการต่อสู้ลงได้แล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะสามารถหลบหลีกออกไปได้
เนื้อเยื่อกลายพันธุ์ของหุ่นคนรบ ในครั้งก่อนที่ถูกกระตุ้นพลังของไอสีม่วงออกมา ก็ได้ครอบครองเทคนิคที่สามารถระเบิดพลังออกมาในระยะเวลาสั้นๆ ได้
เนื้อเยื่อกลายพันธุ์ที่ปกติภายในร่างกายของเขานั้นไม่ต่างจากปรมาจารย์นักสู้คนอื่นๆ มากนัก ทว่าเนื้อเยื่อกลายพันธุ์สีม่วงกลับเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์นักสู้ระดับทิพย์ญาณอายุวัฒนะเท่านั้นถึงจะสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างแท้จริง แม้ว่ามันจะยังอ่อนแรงมาก แต่ก็สามารถทำให้เขาระเบิดความแข็งแกร่งที่มากพอจะทัดเทียมกับระดับทิพย์ญาณอายุวัฒนะออกมาได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
ทว่านี่ก็มีขีดจำกัดเช่นกัน เพราะไอสีม่วงเองก็จะอ่อนล้าลง เมื่อเข้าสู่สภาวะนั้น ไอสีม่วงก็จะสลายหายไป และการที่เขามีความสามารถในการดูดซับพลังงานจากนอกพิภพได้นั้น ส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งพาไอสีม่วง
เมื่อใช้พลังจนหมดสิ้น พลังการต่อสู้ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะลดฮวบลงเป็นเส้นตรง ดังนั้นจึงสามารถใช้ได้ในชั่วขณะที่สำคัญที่สุดเท่านั้น
ชายหนุ่มรูปงามปล่อยหมัดออกไปหลายครั้ง แต่ก็ถูกเขาหลบหลีกไปได้ทีละครั้ง ดูจากท่วงท่าแล้วช่างพลิ้วไหวและปราดเปรียว ในตอนแรกเขายังจงใจควบคุมจังหวะเอาไว้บ้าง ทว่าเมื่อตระหนักถึงจุดนี้ได้ เขาก็เริ่มจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย
และเมื่อเขายกระดับพลังขึ้นมา มันก็ก้าวข้ามขีดจำกัดในการรับมือของหุ่นคนรบทันที ท่ามกลางวงแหวนของอากาศและเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณที่ระเบิดออก ร่างของเขาก็ลอยละลิ่วออกไปราวกับดาวตก พุ่งผ่านร่างของบรรดาสมาชิกทีมไป ส่งเสียงดังกึกก้อง กระแทกเข้าไปในเนินเขาด้านหลังอย่างแรง กระดูกทั่วทั้งร่างแทบจะแตกหักไปกว่าครึ่ง
ในตอนนี้บรรดาสมาชิกทีมยังไม่ทันได้ตอบสนองว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็เพิ่งจะได้ยินเสียงสั่นสะเทือนดังสนั่นหวั่นไหวอยู่ข้างหู อาการวิงเวียนศีรษะพลันโจมตีเข้ามาทันที จนพากันเกือบจะยืนไม่อยู่
ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาถึงได้ดึงสติกลับมา พี่เซวียนเป็นคนแรกที่ฟื้นตัว เขาหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ "ลูกพี่!"
ในตอนนี้หุ่นคนรบเดินออกมาจากหลุมลึกแห่งนั้น เขาหมุนไม้เท้าในมือ เปลวแสงสีทองบนร่างกายสาดประกายพริ้วไหว เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะเป็นฝ่ายพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มรูปงามคนนั้น เงาร่างวูบไหวเพียงครั้งเดียวก็มาถึงระยะประชิด จากนั้นก็ฟาดไม้เท้าใส่ศีรษะและใบหน้าของอีกฝ่ายทันที!
"โอ้? ฟื้นตัวเร็วขนาดนี้เชียว?"
ชายหนุ่มรูปงามยกมือขึ้นมาตั้งรับด้วยท่าทีสบายๆ ทว่าไม้เท้าที่พุ่งมาถึงกลางคัน กลับเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน ฟาดเข้าที่เอวของเขา
เทคนิคแบบนี้หากใช้กับศัตรูทั่วไปก็ยังพอว่า ทว่าเมื่อนำมาใช้รับมือกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตนมาก มันกลับยากที่จะได้ผล เพราะในเวลานี้เป็นการอาศัยแรงพุ่งทะยานเข้ามา การโจมตีจึงควรทำอย่างรวดเร็วในคราวเดียว ทว่าการเปลี่ยนกระบวนท่ากลางคันเช่นนี้ โดยปกติมักจะทำให้ความเร็วในการโจมตีของตนลดลง และการโจมตีก็จะไม่ต่อเนื่อง
แต่อันที่จริงการโจมตีในครั้งนี้ถือว่าแยบยลเป็นอย่างมาก ภายในได้ประยุกต์ใช้พลังแฝงที่เป็นเอกลักษณ์บางอย่าง แม้ดูเหมือนว่าจะต้องสละความเร็วไป แต่ก็เป็นการยกระดับพลังโดยรวมขึ้นมา หากอีกฝ่ายไม่หลบหลีก ก็จะสามารถปลดปล่อยพลังลงบนร่างกายของอีกฝ่ายได้โดยตรง ทว่าหากอีกฝ่ายหลบหลีก ภายใต้การกวัดแกว่งอย่างต่อเนื่องของเขา ก็ยังสามารถซ้อนทับพลังต่อไปได้ และสุดท้ายก็จะระเบิดการโจมตีที่มีพลังทำลายล้างอย่างถึงที่สุดออกมา
"กลยุทธ์ยอดเยี่ยม"
ชายหนุ่มรูปงามเอ่ยชมเชยออกมาประโยคหนึ่ง ร่างพาหนะที่เขาเลือก นอกจากจะมีข้อกำหนดเรื่องร่างกายแล้ว ยังจำเป็นจะต้องมีจิตสำนึกในการต่อสู้ในระดับหนึ่งด้วย ตอนนี้ทั้งสองอย่างนี้ล้วนครบถ้วนบริบูรณ์ เขาก็ยิ่งรู้สึกชื่นชมมากขึ้น เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความชื่นชมนี้ เขายินดีที่จะให้ความร่วมมือสักหน่อย
ดังนั้นเขาจึงจงใจหลบเลี่ยงอยู่หลายครั้ง ปล่อยให้พลังของฝ่ายตรงข้ามซ้อนทับจนถึงจุดสูงสุด ก่อนจะยื่นมือออกไปกดลง ฝ่ามือปะทะเข้ากับหัวไม้เท้าโดยตรง!