เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 ความสุขใจที่ได้ช่วยคน

บทที่ 31 ความสุขใจที่ได้ช่วยคน

บทที่ 31 ความสุขใจที่ได้ช่วยคน


สาวร่างสูงหารู้ไม่ว่า ถังอี้เป็นพวกโกงเกมที่มีระบบคอยช่วยอยู่

คนปกติที่ไหนจะยอมควักเงินก้อนโตมาช่วยให้คนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกสมหวังแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยกันล่ะ

ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นสาวสวยก็เถอะ

แล้วยังไงล่ะ?

คิดว่าเขาเป็นตะเกียงวิเศษของอะลาดินหรือไง

บนโลกนี้มีสาวสวยตั้งมากมาย เกี่ยวอะไรกับเขาด้วย!

สำหรับพวกคนติดดินอย่างเขาแล้ว สาวสวยจะไปหอมสู้เงินสดได้ยังไงล่ะ

แน่นอนว่าคำพูดบางคำถังอี้ก็ทำได้แค่เก็บไว้ในใจ ไม่มีทางปริปากบอกใครเด็ดขาด

“เอ่อ...ความจริงแล้วเธอไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องนั้นมากนักหรอก งานอดิเรกที่ฉันชอบที่สุดก็คือการช่วยเหลือคนอื่น แถมยังชอบเลี้ยงข้าวคนอื่นด้วย โดยเฉพาะสาวสวยน่ะ”

ก็แค่ข้าวหนึ่งมื้อ เขาจะเก็บเอามาใส่ใจทำไมกัน

อีกอย่าง สิ่งที่เขาได้รับกลับมามันเป็นสิ่งที่อีกฝ่ายคาดไม่ถึงเลยล่ะ

เมื่อเห็นว่าเธอเหมือนจะเก็บเรื่องนี้มาใส่ใจจริงๆ ถังอี้ก็เลยต้องหาเรื่องโกหกส่งๆ ไป

“มีงานอดิเรกแบบนี้ด้วยเหรอ? งานอดิเรกของนายนี่แปลกดีนะ”

สาวร่างสูงปรายตามองเขา เธอไม่ได้โง่ซะหน่อย

“คนเราก็ต้องมีงานอดิเรกที่แปลกประหลาดกันบ้างแหละน่า ก็ถือซะว่าฉันเงินเหลือใช้จนไม่รู้จะเอาไปทำอะไรก็แล้วกัน ฮ่าๆ เธอจะพาฉันไปร้านหนังสือไม่ใช่เหรอ?”

ถังอี้หัวเราะแห้งๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

เรื่องเมื่อวานไม่ใช่ครั้งแรก และก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน

ต่อจากนี้ไป เขาจะต้องเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางแห่งความสุขใจที่ได้ช่วยคนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

สาวร่างสูงแค่ส่งสายตาให้เขาไปคิดเอาเอง แล้วก็เหยียบคันเร่งมุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือซินหัวที่อยู่ใกล้ๆ

ระหว่างทางเธอก็ขับรถไป พลางช่วยถังอี้สอบถามเรื่องอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมมารยาทการเข้าสังคมระดับสูงไปด้วย

รถติดขยับๆ หยุดๆ อยู่บนถนนกว่าชั่วโมง จนเกือบๆ เก้าโมงครึ่ง กว่าจะมาถึงร้านหนังสือ

ระหว่างทางสาวร่างสูงโทรศัพท์ไปเป็นสิบๆ สาย กว่าจะติดต่ออาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมมารยาทการเข้าสังคมระดับสูงที่มีประสบการณ์ได้คนหนึ่ง

“เพื่อนฉันบอกว่าเดี๋ยวจะส่งคอนแทกต์ของทางนั้นมาให้ ได้มาแล้วเดี๋ยวฉันส่งต่อให้นายอีกที นายเข้าไปเลือกหนังสือเองก่อนก็แล้วกัน ฉันขอโทรหารุ่นพี่ที่เป็นบรรณาธิการนิตยสารแฟชั่นแป๊บหนึ่ง”

พอเข้ามาในร้านหนังสือ สาวร่างสูงก็ทิ้งตัวลงนั่งบนที่นั่งของร้านหนังสือ สั่งน้ำมะนาวมาแก้วหนึ่งแล้วดื่มรวดเดียวไปตั้งสองในสาม

มัวแต่โทรศัพท์มาตลอดทาง เล่นเอาเธอคอแห้งไปหมดแล้ว

“ร้านหนังสือออกจะใหญ่โตขนาดนี้ ขืนให้ฉันไปหาเอง ไม่รู้ว่าจะหาเจอเมื่อไหร่”

ถังอี้ยิ้มให้สาวร่างสูงด้วยความขอบคุณ แล้วหันไปเรียกพนักงานร้านหนังสือมา

“สวัสดีครับ รบกวนช่วยหาหนังสือตามลิสต์นี้ให้หน่อยนะครับ ผมเหมาหมดเลย”

ถังอี้เตรียมตัวมาอย่างดี โดยเขียนลิสต์หนังสือแยกไว้ล่วงหน้าแล้ว

“หนังสือเยอะขนาดนี้เลยเหรอครับ?”

พนักงานมองดูรายชื่อหนังสือเป็นตั้งๆ ตั้งแต่จิตวิทยา ปรัชญา ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงศิลปะ ก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน

หนังสือไม่ใช่ผักกาดขาวนะเว้ย ที่จะซื้อทีเป็นเข่งๆ น่ะ

ลิสต์หนังสือแผ่นนี้มีหนังสือรวมๆ แล้วกว่า 30 เล่ม กว่าจะอ่านจบก็คงปาเข้าไปชาติหน้าล่ะมั้ง

“รบกวนด้วยนะครับ ขอบคุณมาก ช่วยเร่งให้หน่อยนะครับ พอดีผมรีบ”

ถังอี้ดึงแบงก์ร้อยหยวนออกมาหลายใบ แล้วแอบยัดใส่มือเขาอย่างแนบเนียน

“ได้ครับ กรุณารอครู่เดียวนะครับ เดี๋ยวจัดการให้ครับ”

พนักงานดีใจจนเนื้อเต้น รีบถือลิสต์หนังสือไปจัดการให้ทันที

ในฐานะพนักงานร้านหนังสือ พวกเขาก็มีหน้าที่ช่วยลูกค้าหาหนังสืออยู่แล้ว

ถึงแม้ถังอี้จะสั่งหนังสือเยอะไปหน่อย แต่สำหรับพนักงานร้านหนังสือที่คุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดี เอาเข้าจริงๆ ก็ใช้เวลาอย่างมากแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นแหละ

เวลาแค่ครึ่งชั่วโมง แต่ได้เงินตั้งเท่ากับค่าจ้างสองสามวัน เรื่องดีๆ แบบนี้ใครเจอใครก็ชอบทั้งนั้นแหละ

“คนขี้เกียจเอ๊ย”

สาวร่างสูงค้อนขวับให้เขา แล้วก็ปลีกตัวไปคุยโทรศัพท์ที่มุมห้อง

“เอ่อ...”

ถังอี้รู้สึกอึ้งไปเล็กน้อย เขาก็เพิ่งจะรู้ตัวเหมือนกันว่าช่วงนี้เขาชักจะชอบชี้นิ้วสั่งคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆ ซะแล้วสิ

‘เฮ้อ อำนาจของเงินนี่มันทรงพลังจริงๆ แฮะ แค่นี้ก็พอมองออกแล้วว่าในหลายๆ สถานการณ์ เงินมันบันดาลได้ทุกสิ่งจริงๆ’

เขาแอบถอนหายใจในใจ นั่งลงบนเก้าอี้พลางสั่งชามะนาวเย็นมาดื่ม นั่งเล่นโทรศัพท์รอให้ไอ้หนุ่มพนักงานคนเมื่อกี้เอาหนังสือมาส่ง

ถังอี้เลื่อนดูเว็บ อ่านข่าวไปพลางๆ จู่ๆ วีแชตก็มีข้อความเด้งขึ้นมา

พอกดเข้าไปดูก็พบว่าเป็นหลี่เฟยที่ส่งรูปเซลฟีมาให้

วันนี้เธอก็ยังมัดผมทรงดังโงะอยู่เหมือนเดิม เผยให้เห็นหน้าผากและลำคอเรียวยาวขาวผ่อง บนใบหน้าแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบาอย่างประณีต

เธอสวมชุดกี่เพ้ากระโปรงยาวรัดรูปปักลาย ขับเน้นทรวดทรงและเสน่ห์ของเธอออกมาได้อย่างหมดจด

ความสวยของหลี่เฟยอาจจะไม่ได้สวยหยาดเยิ้มจนตะลึง แต่ในตัวเธอมันมีเสน่ห์ดึงดูดอะไรบางอย่างที่บอกไม่ถูก

รูปถ่ายใบนี้ของเธอ ทำให้ภาพของซ่งอี้ตอนใส่ชุดกี่เพ้าแวบเข้ามาในหัวของถังอี้โดยสัญชาตญาณ

รูปเซลฟีใบนี้ของหลี่เฟยถ่ายตอนนั่งอยู่ในรถ ถ่ายติดทั้งการตกแต่งภายในรถและพวงมาลัย โลโก้บนพวงมาลัยถังอี้ก็รู้จัก มันคือรถยนต์อินฟินิตี้นั่นเอง

หลังจากนั้นเธอก็ส่งข้อความตามมาถามว่า : “สวยไหมคะ (อิโมจิเขิน)”

ถังอี้ : รถดูดีเลยล่ะ สวยใช้ได้เลย

หลี่เฟย : แล้วฉันล่ะคะ?

ถังอี้ : ก็สวยเหมือนกันแหละ รถสวยคนงามไง

หลี่เฟย : ปากหวานจัง วันหลังพาฉันไปขับรถกินลมชมวิวหน่อยสิคะ

ถังอี้ : ผมมือใหม่ ฝีมือขับรถยังไม่ค่อยแข็งน่ะ

หลี่เฟย : (อิโมจิปิดปากแอบขำ) งั้นเดี๋ยวฉันพาคุณไปเองค่ะ

ถังอี้ : ตกลง เดี๋ยวคุณส่งเลขที่บัญชีของศูนย์บริการรถยนต์ 4S มาให้ผมก็แล้วกัน

หลี่เฟย : อื้มๆ (อิโมจิเขิน)

หลังจากนั้น ถังอี้ก็ส่งรูปบัตรประจำตัวประชาชนของตัวเองไปให้

ส่วนความหมายคืออะไร ด้วยความฉลาดของหลี่เฟย ไม่มีทางที่จะเดาไม่ออกหรอก

ตั้งแต่ต้นจนจบ หลี่เฟยไม่เคยเอ่ยปากขอให้ถังอี้ซื้อรถให้เลยสักคำ บทสนทนาระหว่างพวกเขาเป็นไปอย่างผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติมาก

ในฐานะผู้หญิงที่ฉลาด ย่อมรู้ดีว่าการให้รถเป็นของขวัญตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันมันมีอยู่แค่ในนิยายเท่านั้น การที่เขายอมซื้อรถให้เธอเอาไปขับได้ ก็ถือว่าสุดๆ ของความจริงแล้ว

อีกอย่าง ถึงแม้ถังอี้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่หลี่เฟยก็รู้ดีว่า หากเขามีธุระต้องใช้รถ เธอจะต้องรับหน้าที่เป็นคนขับ หรือไม่ก็ต้องรีบเอารถไปให้เขาทันที

“เป็นผู้หญิงที่ฉลาดจริงๆ แฮะ หึๆ”

ถังอี้ยิ้มพลางพึมพำกับตัวเอง ถึงแม้หลี่เฟยจะหน้าเงิน แต่เขากลับไม่รู้สึกรังเกียจเธอเลย

ไม่ใช่เพราะว่าเธอสวยหรอกนะ แต่เป็นเพราะความฉลาดและอีคิวของเธอต่างหาก

“ผู้หญิงฉลาดอะไรเหรอ?”

สาวร่างสูงคุยโทรศัพท์เสร็จเดินกลับมาได้ยินเข้าพอดี

“ไม่มีอะไรหรอก”

ถังอี้ตอบปัดๆ ไป

การที่หลี่เฟยกระตือรือร้นไปดูรถและเลือกรถเอง ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของเธอ

ถึงแม้เธอจะหน้าเงิน แต่เธอก็รู้จักกะเกณฑ์ความเหมาะสมได้เป็นอย่างดี

เธอไม่ได้เลือกรถหรูระดับราคาเหยียบล้านอย่างพวกปอร์เช่หรือมาเซราติ และไม่ได้เลือกรถสปอร์ตที่ดูสะดุดตาจนเกินไป

แต่เธอเลือกรถยนต์อินฟินิตี้ที่ดูมีระดับขึ้นมาหน่อย และราคาไม่ได้แพงหูฉี่จนเกินไป

เพราะเธอรู้ดีว่า รถคันนี้ไม่ได้มีไว้ให้เธอใช้แค่คนเดียว แต่ถังอี้เองก็คงต้องหยิบยืมไปใช้บ้างในบางครั้ง

อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เขาก็อาจจะต้องใช้มันแน่ๆ

ผ่านไปไม่กี่นาที หลี่เฟยก็ส่งใบเสนอราคามาให้ ตรงตามที่ถังอี้คาดไว้ไม่มีผิด เธอไม่ได้เลือกรถรุ่นที่แพงที่สุดของอินฟินิตี้ แต่กลับเลือกรถยนต์อินฟินิตี้ รุ่น Q60 สปอร์ตคูเป้หลังคาแข็งราคา 300,000 กว่าหยวน แม้แต่สีรถก็ยังเลือกสีขาวพื้นๆ อีกต่างหาก

รถสปอร์ตคูเป้คันนี้ราคาตัวรถเปล่าหักส่วนลดแล้วเหลือ 350,000 หยวน รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเบ็ดเสร็จก็ตกอยู่ที่ 400,000 กว่าหยวน

ดูเหมือนว่าตอนเลือกรถ หลี่เฟยจะผ่านการไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ถังอี้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง จัดการโอนเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดเข้าบัญชีของศูนย์บริการรถยนต์ 4S ที่แนบมาท้ายใบเสนอราคาทันที

โอนเงินเสร็จ แคปหน้าจอส่งไปให้หลี่เฟย เขาก็ยัดโทรศัพท์เก็บใส่กระเป๋าและไม่สนใจมันอีกเลย

ขั้นต่อไป ก็ได้เวลาเตรียมต้อนรับคนขับรถสาวสวยและการ์ดอธิษฐานพิเศษแล้วล่ะ

..........

จบบทที่ บทที่ 31 ความสุขใจที่ได้ช่วยคน

คัดลอกลิงก์แล้ว