เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 391 ถ้าไม่รู้จักกันก็คงดี

บทที่ 391 ถ้าไม่รู้จักกันก็คงดี

บทที่ 391 ถ้าไม่รู้จักกันก็คงดี


"พี่หง ขอหมูต้มหมาล่าเพิ่มชาเพิ่มเผ็ดด้วยครับ"

สั่งอาหารเสร็จ หวังเสี่ยวเลี่ยงก็ตะโกนสั่งเข้าไปในครัวอีกรอบ ผักดองกับถั่วลิสงถูกยกมาเสิร์ฟก่อน พร้อมกับเหล้าหนึ่งขวด เป็นเหล้าที่หวงเสวียหลี่เอามาด้วย ซึ่งก็คือเหล้าที่หวังเสี่ยวเลี่ยงซื้อให้ตอนช่วงปีใหม่นั่นแหละ

หวังเสี่ยวเลี่ยงบิดฝาขวด รินเหล้าใส่แก้วสองใบ เลื่อนแก้วใบหนึ่งไปให้ แล้วยกแก้วของตัวเองขึ้นเตรียมจะกระดก

"มาครับพี่ ไม่ได้ดื่มด้วยกันตั้งนาน"

หวงเสวียหลี่เอื้อมมือมากดแก้วของเขาลง

"วางลงเลย กับข้าวไม่มา ข้าวไม่ได้กิน ห้ามดื่มแม้แต่อึกเดียว"

"ทำไมล่ะครับ พี่เป็นเจ้ามือ กฎเยอะจังเลยนะ"

"ไม่มีทำไม ก็เพราะฉันเป็นพี่นายไง ถ้านายไม่เห็นฉันเป็นพี่ จะดื่มก็ดื่มไป เดี๋ยวฉันจะกลับเลย"

หวังเสี่ยวเลี่ยงอึ้งไปนิดนึง ยอมวางแก้วลงแต่โดยดี

"โอเคๆ ฟังพี่ก็ได้ครับ ใครใช้ให้พี่เป็นพี่ผมล่ะ"

หวงเสวียหลี่ใช้ตะเกียบคีบถั่วลิสงเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ แล้วพูดเนิบๆ

"กินเหล้ามันไม่ได้กินกันแบบนี้หรอกนะ กินเหล้าย้อมใจน่ะได้ แต่ต้องมีลิมิต พอกินจนเริ่มตึงๆ สมองยังแล่นอยู่ ก็ให้หยุด แล้วใช้จังหวะนั้นคิดทบทวนดู ว่าจะคุยกับจื่อจินให้เคลียร์ยังไง ไม่ใช่เอะอะก็กระดกเอาๆ จนเมาปลิ้นเป็นหมา สุดท้ายก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ แถมยังทรมานทั้งกายทั้งใจอีกต่างหาก"

หวังเสี่ยวเลี่ยงเงียบ รู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา

"พี่รู้ได้ไงว่าผมทะเลาะกับจื่อจิน"

หวงเสวียหลี่มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า

"ต้องเดาด้วยเหรอ หน้าไม่ล้าง หนวดไม่โกน เสื้อเชิ้ตขาวก็มีแต่ฝุ่นเขรอะ ปกติถ้านายไม่ใส่ของแบรนด์เนม จื่อจินคงไม่ยอมให้ออกจากบ้านหรอกมั้ง!"

"สภาพนายวันนี้ ถ้าเดินออกไปตอนมืดๆ มีหวังคนได้วิ่งหนีป่าราบแน่"

หวังเสี่ยวเลี่ยงก้มมองเสื้อเชิ้ตของตัวเอง เออ มันก็สกปรกจริงๆ นั่นแหละ

"สมกับเป็นพี่ผมจริงๆ"

เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา แล้วก็วางลง

"พวกเราแยกทางกันแล้วครับ เธอบอกว่าให้ต่างคนต่างไปสงบสติอารมณ์ ถ้ายังรู้สึกผูกพันอยู่ ก็ค่อยกลับมาคืนดีกัน"

เขาเว้นจังหวะไปนิด

"แต่ผมว่าคงหมดหวังแล้วล่ะ"

"หมดหวังบ้าอะไรล่ะ นายคิดไปเองทั้งนั้นแหละ จื่อจินน่ะเหรอจะทิ้งนายไปได้ ฉันไม่เชื่อหรอก"

"จื่อจินแค่ยังไม่รู้ใจตัวเองเท่านั้นแหละ เดี๋ยวพอทนคิดถึงไม่ไหว สักสองสามวันก็กลับมาเอง หรือไม่นายก็หน้าด้านตามตื้อเธอไปเลย"

"เธอปักใจเชื่อว่าผมนอกใจเธอไปแล้วครับ"

หวังเสี่ยวเลี่ยงยกมือขึ้นลูบหน้า

"พี่ก็รู้นิสัยเธอดี ถ้าปักใจเชื่ออะไรไปแล้ว ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็รั้งไม่อยู่ ตอนที่เธอตกลงปลงใจกับผมก็เป็นแบบนี้ ตอนนี้ที่เธอเชื่อว่าผมนอกใจ เธอก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน"

หวงเสวียหลี่ขมวดคิ้ว

"นายไปนอกใจกับใครฮะ"

"เถียนเจียอี๋"

ตะเกียบในมือของหวงเสวียหลี่ชะงักกึก

"นายรู้จักเถียนเจียอี๋ด้วยเหรอ เถียนเจียอี๋มหาวิทยาลัยเราเนี่ยนะ"

"รู้จักสิครับ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามหาวิทยาลัยเรามีเถียนเจียอี๋กี่คน แต่ผมรู้จักอยู่คนเดียว ถ้าไม่รู้จักกันก็คงดี"

"ไปรู้จักกันได้ไงเนี่ย แล้วทำไมจื่อจินถึงไปสงสัยพวกนายสองคนได้ล่ะ"

ประตูห้องเปิดออก ทั้งสองคนหยุดคุย แล้วหันไปมองพี่หง

กับข้าวสี่อย่างถูกยกเข้ามาเสิร์ฟ พี่หงจัดวางอย่างรวดเร็ว แล้วหันหลังเดินออกไป

หวังเสี่ยวเลี่ยงคีบข้าวเข้าปากสองคำ ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องตั้งแต่ต้น ว่ารู้จักกันได้ยังไง ไปดูหนังด้วยกันได้ยังไง จับพลัดจับผลูไปนั่งที่นั่งสวีตได้ยังไง แล้วก็เรื่องที่เขาลุกออกมาก่อน เล่าละเอียดยิบ ไม่ตกหล่นเลยสักนิด

"พี่ ลองวิเคราะห์ดูสิ ผมทำผิดตรงไหน"

หวงเสวียหลี่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับถามกลับไปว่า

"นายรู้ไหมว่าเถียนเจียอี๋เป็นใครมาจากไหน"

"ได้ยินอาจารย์เจิ้งบอกว่าพ่อเธอเป็นข้าราชการระดับสูงน่ะครับ แล้วไงล่ะครับ มันสำคัญด้วยเหรอ"

"ลูกสาวรองผู้ว่ามณฑลเถียนเชียวนะ"

หวังเสี่ยวเลี่ยงร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง เอาตะเกียบจิ้มข้าวในชามเล่น

"แล้วยังไงล่ะครับ สุดท้ายก็ช่วยซูเปอร์มาร์เก็ตของเราไม่ได้อยู่ดี"

หวงเสวียหลี่อึ้งไปวิหนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา

"นี่นายไปขอร้องให้เขาช่วยมาเหรอ"

"ขอแล้วครับ แต่เขาไม่ช่วย แถมยังโดนสวดยับอีก ฝากเถียนเจียอี๋มาบอกผมว่า ความอดทนต่อความอยุติธรรม คือบทเรียนที่ลูกผู้ชายต้องเผชิญ"

หวงเสวียหลี่หัวเราะจนตัวงอ ตบโต๊ะฉาดใหญ่

"ไอ้น้อง นายแม่งโคตรห้าวเลยว่ะ ระดับผู้ใหญ่ขนาดนั้น นายคิดว่าเขาจะยอมออกหน้าให้เรื่องพรรค์นี้เหรอ"

"ก็เห็นปากบอกว่าบุญคุณช่วยชีวิต ต้องทดแทนให้ถึงที่สุด แต่พอเอาเข้าจริง กลับช่วยไม่ได้ซะงั้น"

หวังเสี่ยวเลี่ยงไม่ขำ คีบหมูเข้าปาก ชิ้นนี้แม่งโคตรเผ็ดเลย

"พี่ก็รู้จักเถียนเจียอี๋เหรอ"

หวงเสวียหลี่ส่ายหน้า

"เธอเป็นดาวมหาวิทยาลัยรุ่นนั้นน่ะ อาจารย์ฝ่ายปกครองเป็นคนเล่าให้ฉันฟัง"

"พวกอาจารย์นี่ก็เอาแต่พูดเรื่องดาวมหาวิทยาลัยกันเนอะ ไม่ต่างอะไรกับพวกนักเรียนเลย ขี้เมาท์เหมือนกันเป๊ะ"

"อาจารย์ก็คนนะเว้ย จะให้ต่างจากนักเรียนสักแค่ไหนกันเชียว งานก็น่าเบื่อ ชีวิตก็จำเจ ถ้าไม่หาเรื่องสนุกๆ ทำบ้าง จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม"

หวังเสี่ยวเลี่ยงซัดข้าวในชามจนเกลี้ยง แล้วผลักชามออกไป

"กินข้าวเสร็จแล้ว ดื่มได้แล้วสินะ"

หวงเสวียหลี่ยกแก้วขึ้นมา

"แก้วแรกนี้ ฉันขอดื่มให้ตัวเองก่อน"

เขายกแก้วขึ้น สีหน้าจริงจัง

"ฉลองสละโสดให้ฉันหน่อย"

แก้วของหวังเสี่ยวเลี่ยงที่ยกขึ้นมาครึ่งทาง ชะงักค้างอยู่แบบนั้น

"พี่แต่งงานแล้วเหรอ ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย"

"ช่วงปีใหม่น่ะ"

"พี่แต่งงานแล้วทำไมไม่ชวนผมเลยล่ะ เห็นผมเป็นคนนอกเหรอ ไม่เห็นผมเป็นน้องเป็นนุ่งแล้วใช่ไหม!"

"ไม่ได้จัดงานน่ะ แค่ไปจดทะเบียน แล้วก็กินข้าวกันสองครอบครัว ถือว่าแต่งแล้ว"

หวังเสี่ยวเลี่ยงวางแก้วลง จ้องหน้าเขาเขม็ง

"ไปรู้จักกันตอนไหน แล้วพี่สะใภ้ทำงานอะไร"

"แม่ฉันจัดการนัดดูตัวให้น่ะ เจอหน้ากันก็รู้สึกว่าโอเคทั้งคู่ เป็นเพื่อนร่วมงานของแม่ ทำงานอยู่สหพันธ์สตรี"

"แต่งกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ มันจะไม่รวบรัดไปหน่อยเหรอพี่"

หวงเสวียหลี่แกว่งแก้วเหล้าไปมา ยังไม่ยอมดื่ม

"ไม่ใช่รวบรัดหรอก แต่มันจำใจต่างหาก"

เขาหยุดไปนิดนึง

"มันคือโชคชะตา และก็ถือเป็นการยอมแพ้ด้วย"

หวังเสี่ยวเลี่ยงต่อบทสนทนาไม่ติด เขามองออกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของหวงเสวียหลี่ มีบางอย่างซ่อนอยู่เบื้องหลัง

หวงเสวียหลี่ไม่ได้พูดเรื่องตัวเองต่อ แต่ดึงบทสนทนากลับมา

"นายรู้ไหมว่าทำไมจื่อจินถึงมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนั้น"

"ทำไมล่ะครับ"

เขาอยากรู้เหตุผลจริงๆ

"เพราะเธอเจอคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อไงล่ะ เธอเลยเริ่มไม่มั่นใจ ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง"

หวงเสวียหลี่ยกนิ้วขึ้นมานับทีละข้อ

"เถียนเจียอี๋ สวย หุ่นดี ชาติตระกูลไม่ต้องพูดถึง ภูมิหลังครอบครัวก็ไม่ต้องเดา และที่สำคัญที่สุด... ผู้หญิงคนนั้นชอบนาย ข้อพวกนี้รวมกันแล้ว ใครเจอก็ต้องหวั่นไหวทั้งนั้นแหละ"

"พี่รู้ได้ไงว่าเธอชอบผม"

หวงเสวียหลี่จิบเหล้าไปอึกหนึ่ง

"ถ้าไม่ชอบนาย เธอคงไม่ไปนั่งที่นั่งสวีตกับนายหรอก ถ้าไม่ชอบนาย เธอคงไม่ยอมไปขอร้องพ่อให้ช่วยนายหรอก ถ้าไม่ชอบนาย คนที่ไม่เคยโพสต์วีแชตเลยอย่างเธอ คงไม่ยอมโพสต์สเตตัสเศร้าๆ หรอก แล้วเหตุผลที่เธอเศร้า ก็เป็นเพราะนายนั่นแหละ ลองคิดดูจากมุมนี้ จื่อจินก็ไม่ได้ทำอะไรผิดหรอกนะ เธอแค่ยังไม่รู้ว่านายไม่ได้คิดอะไรกับเถียนเจียอี๋เลยสักนิด"

"นายเชื่อไหม ถ้าวันนั้นคนที่นั่งข้างนายไม่ใช่เถียนเจียอี๋ เปลี่ยนเป็นใครก็ได้ ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทของเธอ แล้วนายก็ลุกออกมาก่อน จื่อจินไม่เพียงแต่จะไม่โกรธนะ เผลอๆ กลับบ้านมายังจะชมเปาะนายด้วยซ้ำ"

หวังเสี่ยวเลี่ยงเงียบ

"แต่ความจริงแล้ว จื่อจินไม่เข้าใจอยู่อย่างนึง" หวงเสวียหลี่วางแก้วลง "นายกับเถียนเจียอี๋น่ะ เป็นไปไม่ได้หรอก ยกเว้นแต่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะยอมตัดขาดกับที่บ้าน เพื่อจะแต่งงานกับนายให้ได้ ไม่อย่างนั้น ภูมิหลังครอบครัวระดับนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ถึงแม้พ่อของเธอจะชื่นชมนายก็เถอะ"

"มันไม่เกี่ยวกับเถียนเจียอี๋หรอก" หวังเสี่ยวเลี่ยงพูดแทรก "เรื่องของผมกับจื่อจิน มันพอจะมีทางแก้ไหม"

หวงเสวียหลี่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"เรื่องของความรู้สึก ยิ่งพยายามบังคับ มันก็ยิ่งแย่ วิธีที่ดีที่สุดก็คือคำว่าคำเดียว รอ"

"เอาจริงๆ นะ ฉันเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้หรอก ฉันเองยังจัดการเรื่องของตัวเองได้ไม่ดีเลย เรื่องความรักมันเอาตรรกะและเหตุผลมาใช้ตัดสินไม่ได้หรอกนะ ตัวแปรมันเยอะเกินไป บางครั้งมันก็เกิดขึ้นจากอารมณ์ชั่ววูบล้วนๆ"

รอ

หวังเสี่ยวเลี่ยงยกแก้วเหล้าขึ้นมากระดกรวดเดียวหมด ความร้อนผ่าวไหลบาดคอ ความอึดอัดที่จุกอยู่ที่อกคลายลงไปบ้าง เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ

คำสอนในตำราชะตาวนเวียนอยู่ในหัวอีกครั้ง

เมื่อพบเจอเรื่องที่ไม่อาจแก้ไข การหลีกเลี่ยงและเฝ้ารอ อาจเป็นยอดกุศโลบาย ฝืนกระทำสิ่งใด มักจะนำภัยมาสู่ตัว

สิ่งที่ต้าหวงพูด ก็ตรงกับสิ่งที่เขียนไว้ในตำราไม่มีผิดเพี้ยน

จบบทที่ บทที่ 391 ถ้าไม่รู้จักกันก็คงดี

คัดลอกลิงก์แล้ว