- หน้าแรก
- ระบบนายจ้างปั้นเทพ : เปลี่ยนเงินเดือนลูกน้องเป็นพลังเซียน
- ตอนที่ 2 นายตาบอดตั้งแต่เมื่อไหร่
ตอนที่ 2 นายตาบอดตั้งแต่เมื่อไหร่
ตอนที่ 2 นายตาบอดตั้งแต่เมื่อไหร่
ตอนที่ 2 นายตาบอดตั้งแต่เมื่อไหร่
[ระบบเพลิงสืบสานบรรลุเทพ]
[โฮสต์: เฉินเหยียนเซิน]
[ร่างกาย: 1.16](ค่าเฉลี่ยมวลมนุษย์บนโลกคือ 1, ค่าสูงสุดคือ 3, รวมพละกำลัง, ความว่องไว, ความทนทาน เป็นต้น)
[จิตวิญญาณ: 1.32](ค่าเฉลี่ยมวลมนุษย์บนโลกคือ 1, ค่าสูงสุดคือ 3, รวมสติปัญญา, ความจำ, ความเข้าใจ เป็นต้น)
[ทักษะ: ขับรถยนต์ (ระดับชำนาญสองดาว 37/100), เล่นกีตาร์ (ระดับเริ่มต้นหนึ่งดาว 83/100), เคล็ดวิชาแปดวัชระ (ระดับเริ่มต้นหนึ่งดาว 41/100)]
[พรสวรรค์: ไม่มี]
[เพลิงสืบสานมนุษย์: 0]
[คู่มือการใช้งานสำหรับผู้ใช้ใหม่: โปรดคลิกเพื่ออ่าน]
เฉินเหยียนเซินศึกษาระบบอย่างละเอียดลึกซึ้ง ความรู้สึกที่ใช้ชีวิตมาสามสิบกว่าปีในชาติที่แล้ว กลับมีทักษะน่าสงสารแค่สามอย่างเนี่ยนะ
วอทเดอะฟัค!
ทักษะการบริหารเวลากับทักษะการขับรถของฉัน เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าอยู่ในระดับปรมาจารย์แล้วนะเว้ย!
หลังจากพยายามสื่อสารกับระบบแล้วไม่ได้ผล เฉินเหยียนเซินจึงทำได้เพียงเปิดดูคู่มือสำหรับผู้ใช้ใหม่ต่อไป
“สืบสาน: หมายถึงเงินเดือน, ค่าตอบแทน”
“เพลิง: เป็นสัญลักษณ์ของเพลิงสืบสานมนุษย์”
“โฮสต์สามารถสร้างความสัมพันธ์แบบนายจ้างลูกจ้างกับผู้อื่นได้ โดยผ่านรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทน เพื่อรับเพลิงสืบสานมนุษย์”
“เพลิงสืบสานมนุษย์ 1 สาย = 10,000 หยวน”
“เพลิงสืบสานมนุษย์ 1 สาย สามารถเพิ่ม ‘จิตวิญญาณ’ หรือร่างกายได้ 0.01 จุด หรือเพิ่มค่าประสบการณ์ทักษะได้ 1 จุด...”
พอเห็นตรงนี้ เฉินเหยียนเซินก็อดไม่ได้ที่จะแอบด่าในใจ ระบบหมานี่ต้องแซ่หม่าแน่ ๆ
นี่มันระบบเทพเซียนสายเปย์ชัด ๆ!
ยิ่งพนักงานเยอะ เงินเดือนยิ่งสูง เพลิงสืบสานก็จะยิ่งสะสมไว ความแข็งแกร่งก็จะยิ่งเพิ่มพูน!
หากในอนาคตเขามีพนักงานหลายสิบล้านคน เพลิงสืบสานหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย ต่อให้โฮมแลนเดอร์ (จากเรื่อง The Boys) มาหา ก็ต้องคุกเข่าเลียรองเท้าให้เขาแน่
“สุดหล่อ ลองดูความยาวหน่อย โอเคไหม?”
ช่างตัดผมที่อยู่ด้านหลัง เอ่ยปากขัดจังหวะความคิดของเขา
เฉินเหยียนเซินดึงสติกลับมา ลุกขึ้นยืนตรงหน้ากระจก
กลิ่นอายความหลุดโลกแบบเดิม ๆ สลายหายไปจนหมดสิ้น
เครื่องหน้าคมคาย สันจมูกโด่งรั้น มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มยียวน ปลอยผมปรกระหน้าผากอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่อาจปกปิดสายตากวนโอ๊ยของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
“เท่าไหร่ครับ?”
เฉินเหยียนเซินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เตรียมจะสแกนคิวอาร์โค้ดจ่ายเงิน จนกระทั่งล้วงเอาโทรศัพท์โนยาเกีย N78 ออกมา เขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้
แม่งเอ๊ย ปี 2010 จะไปมีคิวอาร์โค้ดรับเงินได้ยังไง?
“ทั้งหมดสิบหยวนครับ”
ช่างตัดผมตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
เฉินเหยียนเซินก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ล้วงเงินจ่ายบิลอย่างไม่อิดออด
จากนั้นก็หันไปมองข้างนอก หวังจื่อฮ่าวนั่งยอง ๆ อยู่หน้าประตู กำลังโทรศัพท์คุยกับใครบางคน
เขาผลักประตูออกไป แล้วเตะก้นหวังจื่อฮ่าวเบา ๆ ไปหนึ่งที
“เชี่ย... เชี่ยเอ๊ย! นายคือเฉินเหยียนเซินเหรอ?”
หวังจื่อฮ่าวประคองโทรศัพท์ เบิกตากว้าง จ้องมองเพื่อนสนิทเขม็ง ตกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเขา
“แค่เปลี่ยนทรงผมเอง นายไม่ต้องเว่อร์ขนาดนี้ก็ได้มั้ง?”
เฉินเหยียนเซินเลิกคิ้ว แค่นเสียงเบา ๆ
“ฮี่ ๆ พรุ่งนี้ฉันก็จะมาตัดทรงเดียวกันนี่แหละ เมื่อกี้เจ๊ใหญ่บอกว่าพวกเขากินกันอิ่มแล้ว ให้พวกเราตามไปที่ร้านคาราโอเกะได้เลย”
หวังจื่อฮ่าวปัดฝุ่นที่ก้น แล้วลุกขึ้นยืนพูด
“พวกนั้นน่ะกินอิ่มแล้ว แต่ฉันยังไม่ได้กินเลย ไม่ต้องรีบหรอก ไปหาซุปเนื้อกินรองท้องก่อนดีกว่า”
เฉินเหยียนเซินตบพุง พูดอย่างไม่ใส่ใจ
ความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่า งานเลี้ยงหลังสอบเข้ามหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะเป็นครั้งสุดท้ายที่หลาย ๆ คนจะได้พบหน้ากัน
ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นเลย ที่จะต้องยอมทนลำบากตัวเองเพื่อเพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายไม่กี่คนที่จะไม่ได้เจอกันอีกเลยในชาติหน้า
“เอาเถอะ ๆ”
หวังจื่อฮ่าวฝืนยิ้ม ก้าวตามไปอย่างจำยอม
เมื่อทั้งสองคนไปถึงร้านคาราโอเกะ ก็เป็นเวลาสามทุ่มครึ่งแล้ว บนโซฟาสองตัวในห้องมีหนุ่มสาวสิบกว่าคนนั่งกระจายกันอยู่
อายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์
“เฉินเหยียนเซิน หวังจื่อฮ่าว พวกนายมัวทำอะไรอยู่เนี่ย ทำไมถึงมาเอาป่านนี้?”
“รีบนั่งลงเลย ทำโทษตัวเองก่อนสามแก้วรวด!”
“เฉินเหยียนเซินนั่งตรงนี้นะ หยวนหยวนเว้นที่ว่างไว้ให้นายแล้ว”
“ไอ้หนู นายถนัดร้องเพลงอะไรล่ะ เดี๋ยวฉันช่วยกดเลือกให้!”
เฉินเหยียนเซินกวาดสายตามองใบหน้าของทุกคนทีละคน เขาแทบจะไม่มีความทรงจำอะไรหลงเหลืออยู่เลย แม้กระทั่งชื่อก็เรียกไม่ออก
ส่วนโจวเข่อหยวนน่ะเหรอ?
เขาจำหล่อนได้ตั้งแต่แรกเห็นเลยล่ะ
หล่อนนั่งอยู่ตรงมุมห้องอย่างเงียบหงิม แต่งตัวสไตล์ดอกไม้ขาวบริสุทธิ์ คิ้วเรียวตาเมล็ดซิ่ง พวงแก้มมีสีระเรื่อ ริมฝีปากฉ่ำวาวราวกับทาลิปกลอสสีชมพูอ่อน สวมชุดเดรสยาวลายดอกไม้กรอมข้อเท้า เผยให้เห็นผิวพรรณขาวเนียน
มิน่าล่ะ ตอนนั้นเขาถึงได้หลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
แต่สำหรับเฉินเหยียนเซินในตอนนี้ หน้าตาและรูปร่างระดับนี้ แค่จะเป็นพนักงานต้อนรับที่บริษัทเขายังไม่ผ่านเกณฑ์เลยด้วยซ้ำ
“นั่งตรงไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ”
เฉินเหยียนเซินหัวเราะร่วน เดินผ่านหน้าโจวเข่อหยวนไปนั่งลงบนโซฟาอีกฝั่ง
ระยะห่างระหว่างทั้งสองคน ห่างกันตั้งสามสี่เมตร
บรรยากาศภายในห้องชะงักงันลงในทันที!
ทุกคนพากันเบนสายตาไปที่โจวเข่อหยวน เพื่อรอดูว่าหล่อนจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
“เขาอยากนั่งตรงไหนก็เรื่องของเขา สัมพันธ์อะไรกับฉันล่ะ”
โจวเข่อหยวนขมวดคิ้วเรียวสวย เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“มา! หวังว่าทุกคนจะหวงแหนช่วงเวลาสุดท้ายที่ได้อยู่ร่วมกันนะ มาดื่มด้วยกันสักแก้วเถอะ!”
เจ๊ใหญ่เห็นบรรยากาศเริ่มอึมครึม ก็รีบยกแก้วเสนอขึ้นมาทันที
แต่ในใจกลับคิดว่า “เฉินเหยียนเซินคนนี้ทำไมจู่ ๆ ถึงเปลี่ยนทรงผมใหม่ล่ะ คนหล่อขึ้น แต่นิสัยก็เหมือนจะเปลี่ยนตามไปด้วยแฮะ”
ในห้องมอหกทับแปด ใครบ้างล่ะจะไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเหยียนเซินกับโจวเข่อหยวน ทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า ทันทีที่ทั้งสองคนเข้ามหาวิทยาลัย จะต้องพัฒนาความสัมพันธ์ไปเป็นคนรักกันอย่างแน่นอน
เฉินเหยียนเซินในชาติก่อน ก็คิดแบบนี้เหมือนกัน
เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า โจวเข่อหยวนจะเหยียบเรือสองแคม กว่าเขาจะบังเอิญไปจับได้ ก็ปาเข้าไปช่วงปิดเทอมฤดูร้อนปีสามแล้ว
“ชนแก้ว ชนแก้ว!”
“เจ๊ใหญ่ ต่อไปพวกเราต้องมารวมตัวกันปีละครั้งนะ!”
“ขอให้ทุกคนมีอนาคตที่สดใส ดอกไม้บานสะพรั่งไปตลอดทาง!”
เบียร์ตกถึงท้องไปไม่กี่แก้ว บรรยากาศก็เริ่มคึกคักขึ้นมา อารมณ์ของวัยรุ่นนั้นมาเร็วไปเร็ว
เมื่อเสียงเพลงดังขึ้น คนที่ดื่มก็ดื่มไป คนที่ร้องเพลงก็ร้องไป ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เคยเกิดขึ้น
“ทะเลาะกับหยวนหยวนของนายเหรอ?”
ไม่รู้ว่าเจ๊ใหญ่แอบขยับเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ หล่อนถามด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“ฉันกับหล่อนไม่ได้เป็นอะไรกันตั้งแต่แรกแล้ว ก่อนหน้านี้พวกนายอาจจะเข้าใจอะไรผิดไป”
เฉินเหยียนเซินจิบเครื่องดื่ม พลางเอ่ยเสียงเรียบ
ในตอนนั้น เขาก็นึกชื่อของเจ๊ใหญ่ขึ้นมาได้เหมือนกัน — เมิ่งเจี๋ย!
มีแต่ตั้งชื่อผิด แต่ไม่มีทางตั้งฉายาผิด
หน้าตากับบุคลิกไม่เข้ากับชื่อเลยสักนิด ผมสั้นทะมัดทะแมง ปลายผมเพิ่งแตะติ่งหู ดูสะอาดสะอ้านและคล่องแคล่ว นิสัยแมนยิ่งกว่าผู้ชายเสียอีก
เมิ่งเจี๋ยชะงักไปเมื่อได้ยิน หล่อนเบ้ปากหัวเราะเยาะอย่างไม่ใส่ใจ เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
นายตามจีบเขามาตั้งสามปีเต็ม ตอนนี้มาบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรกันเนี่ยนะ?
นี่มันเรื่องตลกชัด ๆ!
เสียงพูดของเฉินเหยียนเซินไม่ได้ดังหรือเบาจนเกินไป แต่มันกลับลอยเข้าไปเข้าหูโจวเข่อหยวนพอดี
“ไอ้บ้า! ถ้ายังไม่ขอโทษ ฉันจะไม่ให้อภัยนายไปตลอดชีวิตเลย”
โจวเข่อหยวนหน้าซีดเผือด สองมือพันกันแน่น ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อย แอบสาบานในใจ
หล่อนไม่เข้าใจเลย!
หมาเลียที่เมื่อวานยังคอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ วันนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทำท่าทีเมินเฉยใส่หล่อน
“ไม่เข้าไปง้อจริง ๆ เหรอ?”
เมิ่งเจี๋ยชะโงกหน้าไปดูสถานการณ์ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะถามอีก
“ความจริงแล้ว ฉันสนใจเธอมากกว่านะ”
เฉินเหยียนเซินแกว่งแก้วเหล้า เอนตัวพิงโซฟาอย่างไม่เกรงใจ เอียงคอกระซิบเสียงต่ำ
ต้องรู้ไว้ว่า ในชาติก่อน นอกจากเขาแล้ว คนที่ได้ดีที่สุดในห้องก็คือเมิ่งเจี๋ย
อายุไม่ถึงสามสิบ ก็ได้เป็นถึงผู้จัดการธนาคารระดับอำเภอ
ความสามารถกับชาติตระกูล ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ก็คงไม่มีทางทำได้
“จุ๊ ๆ ๆ เมื่อก่อนมองไม่ออกเลยนะ ว่านายจะมีศักยภาพในการเป็นผู้ชายเฮงซวยด้วย”
เมิ่งเจี๋ยยิ้มบาง ๆ เอ่ยค่อนขอดต่อหน้าอย่างไม่เกรงใจ
การที่หล่อนได้ฉายา ‘เจ๊ใหญ่’ มาครอง นอกจากผลการเรียนเป็นอันดับหนึ่งของห้องแล้ว ก็ยังมีนิสัยที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ซึ่งกำหนดไว้แล้วว่าหล่อนจะไม่มีทางเอียงอายหน้าแดงเหมือนเด็กสาวทั่วไป
“ฉันยังมีศักยภาพในการเป็นหมอดูด้วยนะ อยากให้ฉันดูดวงให้สักหน่อยไหมล่ะ?”
เฉินเหยียนเซินวางแก้วเหล้าลง เกิดนึกสนุกขึ้นมาทันที
ท้ายที่สุดแล้ว การหยอกล้อว่าที่ผู้จัดการธนาคาร มันก็มีความน่าตื่นเต้นแปลก ๆ อยู่บ้าง
“งั้นนายก็ลองดูให้ฉันหน่อยสิ ถ้าไม่แม่น นายต้องกระดกเหล้าขวดนี้ให้หมดรวดเดียวเลยนะ”
เมิ่งเจี๋ยยิ้มน้อย ๆ หยิบเบียร์สโนว์ขวดใหญ่ขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ
“แบมือขวามา”
เฉินเหยียนเซินยิ้ม พลางจีบนิ้ว วางท่าแบบอาจารย์ดูดวง
มือของเมิ่งเจี๋ยขาวเนียนเกลี้ยงเกลา เล็กกะทัดรัด เหมือนกับตัวหล่อนไม่มีผิด
แสงไฟสีแดงสลับเขียวสาดส่องลงบนคางและลำคอของหล่อน ขับเน้นให้ผิวพรรณดูละเอียดประณีตเป็นพิเศษ
เฉินเหยียนเซินถึงเพิ่งพบว่า จากประสบการณ์ที่เขาเคยผ่านผู้คนมานับไม่ถ้วน หน้าตาของเมิ่งเจี๋ยถูกประเมินไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก
หากถอดแว่นตากรอบดำบนดั้งจมูกออก เปลี่ยนไปใส่ชุดเดรสยาวสีพื้น แล้วไว้ผมยาว โยนเข้าไปในมหาวิทยาลัย อย่างน้อยก็ต้องได้ระดับดาวคณะ
เมิ่งเจี๋ยเห็นเขาไม่ยอมพูดอะไร แถมยังจ้องมองหล่อนตาไม่กะพริบ ในใจก็สั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง จึงปั้นหน้าขรึมเร่งเร้า “ตกลงนายทำได้ไหมเนี่ย?”
“อย่าเพิ่งรีบร้อนสิ ฉันกำลังวิเคราะห์อยู่นี่ไง”
เฉินเหยียนเซินดึงมือเล็ก ๆ ของเมิ่งเจี๋ยขึ้นมา วางแผ่วเบาลงบนฝ่ามือ ลูบไล้คลึงเคล้นไปมาซ้ำ ๆ จนกระทั่งใบหูของอีกฝ่ายแดงเถือกจนแทบจะมีเลือดหยดออกมา เขาถึงได้เอ่ยปากอย่างเนิบนาบ:
“เส้นชีวิตของเธอยาวและมีพลัง บ่งบอกถึงพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น
เส้นความรักลึกซึ้ง แตกแขนงน้อย แสดงว่าเธอเป็นคนรักเดียวใจเดียว ว่าที่สามีในอนาคตมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นรักแรกของเธอ
เส้นวาสนาลากยาวขึ้นไปจากกลางฝ่ามือ แม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ทิศทางโดยรวมพุ่งสูงขึ้น กำหนดไว้แล้วว่าต้องร่ำรวยและสูงส่ง มีความมั่งคั่งคอยอยู่เคียงข้าง ในอนาคตมีโอกาสถึงเก้าในสิบที่จะได้ทำงานในสายการเงิน แต่ว่านะ...”
เฉินเหยียนเซินเห็นสีหน้าของหล่อนเริ่มจริงจังมากขึ้น บ่งบอกว่าคำพูดเหล่านี้ได้รับการยอมรับจากอีกฝ่ายแล้ว เขาจึงจงใจหยุดชะงัก
“แต่อะไรล่ะ นายรีบพูดมาสิ?”
เมิ่งเจี๋ยซักไซ้
“มาพนันกันไหมล่ะ? ถ้าฉันทายถูกหมด เธอต้องรับปากฉันเรื่องหนึ่ง ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน”
เฉินเหยียนเซินยิ้มกว้างเจิดจ้า
“นายลองพูดมาดูก่อนสิ”
เมิ่งเจี๋ยจ้องมองสายตาที่แฝงเจตนาร้ายของเขา ก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีแผนดีอะไร หล่อนจะยอมหลงกลได้อย่างไร
“เธอดูเส้นลายมือตรงนี้สิ ซึ่งก็คือเส้นการเรียน มีรอยแยกเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นมาเส้นหนึ่ง แสดงว่าช่วงนี้การเรียนไม่ค่อยราบรื่น ถ้าฉันเดาไม่ผิด เกรงว่าอันดับแรกที่เธอเลือกไว้จะพลาด แล้วตกไปอยู่อันดับสอง”
เฉินเหยียนเซินพูดเป็นตุเป็นตะ
“นายตดน่ะสิ!”
เมิ่งเจี๋ยสะบัดมือขวาออก พร้อมกับสวนกลับด้วยคำหยาบ
“อีกหนึ่งเดือนค่อยมาดูผลกัน แต่ว่า ถ้าเธอแพ้ ฉันขอดูเธอใส่ถุงน่องหน่อยแล้วกัน”
เฉินเหยียนเซินลดเสียงต่ำลง กระซิบข้างหูเมิ่งเจี๋ย พ่นลมหายใจออกมาช้า ๆ
“นายนี่มันโรคจิตจริง ๆ!”
ติ่งหูของเมิ่งเจี๋ยแดงก่ำ หล่อนตกใจจนรีบขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง บนใบหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ไอ้เวรเฉินเหยียนเซิน แกแม้แต่เพื่อนก็ไม่เว้นเลยเหรอ!
ตลอดสิบแปดปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เจอการหยอกล้อที่โจ่งแจ้งขนาดนี้
เมิ่งเจี๋ยรู้สึกเพียงแค่ลมหายใจติดขัด หัวใจเต้น ‘ตึกตัก’ ไม่เป็นจังหวะ นิ้วมือทั้งสิบชาหนึบไร้เรี่ยวแรง
ภาพฉากนี้ ถูกโจวเข่อหยวนมองเห็นเข้าพอดี
ท่าทางสนิทสนมหยอกล้อกันของทั้งสองคน ประทับแน่นอยู่ในหัว ทำให้หล่อนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาในใจ
“ฉันเพิ่งจะปฏิเสธนายไปแค่สิบครั้งเอง นายก็จะยอมแพ้แล้วเหรอ?”
“เพื่อจะยั่วโมโหฉัน ถึงกับยอมลูบคลำเมิ่งเจี๋ยเลย นี่มันหิวโซไม่เลือกกินชัด ๆ!”
โจวเข่อหยวนแอบหัวเราะในใจ หลงคิดไปเองว่าอ่านความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเฉินเหยียนเซินออก
“เพื่อน ๆ ทุกคน ขอโทษด้วยนะ! แม่เร่งให้ฉันรีบกลับบ้าน ฉันต้องขอตัวก่อนล่ะ”
โจวเข่อหยวนลุกพรวดขึ้น แกล้งทำเป็นมองดูนาฬิกาข้อมือ แล้วเอ่ยปากพูด
“หึ ๆ หล่อนร้อนรนแล้วสิ!”
เฉินเหยียนเซินแอบหัวเราะเยาะในใจ ไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด แม้แต่ความคิดที่จะลุกขึ้นไปส่งยังไม่มีด้วยซ้ำ
โจวเข่อหยวนเห็นแบบนั้น สีหน้าก็หมองลง หล่อนผลักประตูออกไปด้วยท่าทีซึมเศร้า
“หยวนหยวนรอฉันด้วย ฉันจะกลับกับเธอ!”
นักเรียนหญิงสองคนที่สนิทกับโจวเข่อหยวนที่สุด เห็นเฉินเหยียนเซินไม่มีทีท่าว่าจะตามออกไป ก็ถลึงตาใส่เขาด้วยความโกรธเคือง ก่อนจะกระแทกประตูเดินจากไป
คนที่เหลือมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“งั้นพวกเราก็แยกย้ายกันเถอะ ว่าง ๆ ค่อยมารวมตัวกันใหม่”
เมิ่งเจี๋ยสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว จึงเป็นฝ่ายทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดใจ
พอถูกเฉินเหยียนเซินก่อกวนแบบนี้ ผู้หญิงหน้าตาพอดูได้ไม่กี่คนก็พากันกลับไปหมดแล้ว ผู้ชายที่เหลือก็หมดแรงจูงใจ จึงได้แต่รับคำกันไปตาม ๆ กัน แล้วทยอยเดินออกจากห้องไป
“อย่าลืมเรื่องพนันซะล่ะ”
เฉินเหยียนเซินลุกขึ้นยืน มือขวายันกำแพง ขวางเมิ่งเจี๋ยไว้พลางก้มตัวลงกระซิบ ด้วยท่าทีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“ไม่มีปัญหา แต่ถ้านายเป็นฝ่ายแพ้ล่ะ?”
เมิ่งเจี๋ยเงยหน้าขึ้น สบตากับเขา เอ่ยตอบอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้
“แล้วแต่เธอจะจัดการเลย ยังไงก็ได้ทั้งนั้น”
เฉินเหยียนเซินยิ้มร้าย
“ถ้านายแพ้ นายก็ต้องใส่ถุงน่องเหมือนกัน!”
เมิ่งเจี๋ยแค่นเสียงฮึดฮัด รีบวิ่งตามเพื่อนที่เพิ่งเดินออกไป จนกระทั่งถึงบันได หล่อนถึงได้อดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองแวบหนึ่ง สิ่งที่เห็นก็ยังคงเป็นรอยยิ้มร้ายกาจของเฉินเหยียนเซินอยู่ดี
“หล่อขึ้นนะ แต่ดูเหมือนจะเลวขึ้นด้วย!”
เมิ่งเจี๋ยถูกเขามองจนใจสั่น หล่อนรีบหันขวับกลับมา ข่มความอยากรู้อยากเห็นในใจเอาไว้ให้ลึกสุดใจ
“เฉินเหยียนเซิน นายไม่จีบโจวเข่อหยวนแล้ว กะจะเปลี่ยนเป้าหมายมาจีบเมิ่งเจี๋ยแทนเหรอ?”
หวังจื่อฮ่าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ
“นายไม่คิดบ้างเหรอ ว่าจริง ๆ แล้วเมิ่งเจี๋ยสวยกว่าเยอะ”
เฉินเหยียนเซินยิ้มบาง ๆ พลางตบไหล่เขาพูด
“นายตาบอดตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”
หวังจื่อฮ่าวทำหน้าประหลาดใจ ถึงขั้นอยากจะตบเรียกสติเฉินเหยียนเซินสักฉาด เพราะเขามองไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าเมิ่งเจี๋ยที่แต่งตัวออกทอมบอยแถมยังตัดผมสั้นกว่าเขาอีกเนี่ย ตกลงแล้วหล่อนสวยตรงไหนกัน?
“แม่มเอ๊ย...”
เฉินเหยียนเซินส่ายหัว ขี้เกียจจะเถียงกับเขาแล้ว
[จบแล้ว]