- หน้าแรก
- ตัวร้ายยิ่งลูกดกยิ่งโชคดี เหล่านางเอกดวงตั้งครรภ์ทะลุหลอด
- บทที่ 062: เฉินตงซีถูกไล่ออกจากบ้าน, ถุงน่องผ้าไหมเฉินหลี่หลี่
บทที่ 062: เฉินตงซีถูกไล่ออกจากบ้าน, ถุงน่องผ้าไหมเฉินหลี่หลี่
บทที่ 062: เฉินตงซีถูกไล่ออกจากบ้าน, ถุงน่องผ้าไหมเฉินหลี่หลี่
บทที่ 062: เฉินตงซีถูกไล่ออกจากบ้าน, ถุงน่องผ้าไหมเฉินหลี่หลี่
​"เฉินตงซี นายทำเกินไปแล้ว!"
​"นายทิ้งภรรยาตัวเองไว้บนยอดเขาคนเดียว นายรู้ไหมว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?"
​หวังอวิ้นจือต่อว่าเฉินตงซีไปพลาง เช็ดน้ำตาไปพลาง
​พูดก็พูดเถอะ เธอเป็นเด็กผู้หญิงจากครอบครัวที่มีการศึกษา มีความละอายใจ และมีศีลธรรม
​หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ เธอจะไม่มีทางนอกใจเด็ดขาด
​เป็นเพราะเฉินตงซีบอกว่าจะไปตั้งแคมป์บนยอดเขาเพื่อเซอร์ไพรส์เธอ แต่กลับทิ้งเธอไว้ตรงนั้นแล้วหนีไป
​สุดท้ายด้วยความบังเอิญ เธอและฉีหลินก็มีความสัมพันธ์กัน
​"อวิ้นจือ เธอ.. เธอพูดแบบนี้หมายความว่าไง? เมื่อคืนตกลงเกิดอะไรขึ้น?"
​เฉินตงซีพอได้ยิน ในใจก็เริ่มกังวล เริ่มคิดไปในทางนั้น
​ภรรยาตัวเองสวยงามดั่งดอกไม้ รูปร่างหน้าตาดีเยี่ยม ขอแค่เป็นผู้ชาย ล้วนยากที่จะต้านทานเสน่ห์ของเธอ
​เฉินตงซีไม่ใช่ผู้ชายที่มีรสนิยมชอบสวมหมวกเขียว (โดนนอกใจ) พอคิดว่าภรรยาตัวเองถูกคนอื่นเอาเปรียบ เขาก็เจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดใจ
​หวังอวิ้นจือมองด้วยสายตาโกรธเคือง: "บนภูเขามีสัตว์ป่า ฉันหวาดผวามาทั้งคืน นายรู้ไหมว่าฉันเกือบกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าแล้ว?"
​ฉีหลินและเฉินตงซีมีความขัดแย้งกัน บวกกับเธอและฉีหลินเกิดเรื่องขึ้น หวังอวิ้นจือถึงจะโง่แค่ไหนก็ไม่มีทางพูดเรื่องที่อยู่กับฉีหลินทั้งคืนออกไป
​เรื่องของฉีหลินพูดไม่ได้ เรื่องที่ถูกโจรปล้นสุสานและพ่อค้าของเก่าไล่ตามทีหลังยิ่งพูดไม่ได้
​เฉินตงซีพอได้ยินหวังอวิ้นจือบอกว่าบนเขามีสัตว์ป่า ก็อดหัวเราะแห้งๆ ไม่ได้: "อวิ้นจือ เธอพูดเล่นใช่ไหม! บนภูเขาอุทยานเป็นเขตท่องเที่ยว จะมีสัตว์ป่าได้ยังไง?"
​ไฟโกรธในดวงตาของหวังอวิ้นจือลุกโชนขึ้นอีก: "นายหมายความว่าฉันพูดโกหกเหรอ?"
​เฉินตงซีรีบโบกมือ: "ฉันจะกล้าได้ไง"
​เวลาผู้หญิงอารมณ์เสีย เด็ดขาดอย่าไปเถียงกับเธอ
​"ที่รัก ฉันยอมรับผิดแล้วได้ไหม? ฉันรับประกันกับเธอเลย ไม่ว่าวันหลังจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ผิดนัดอีก ขอแค่เป็นเรื่องของเธอ ฉันจะวางมือจากเรื่องที่ทำอยู่เป็นอันดับแรก แล้วมาอยู่เป็นเพื่อนเธอ"
​เขางัดเอาทุกวิถีทางออกมาใช้ เพื่ออยากจะง้อหวังอวิ้นจือให้ดีใจ
​ความโกรธในดวงตาของหวังอวิ้นจือยังไม่จางหาย
​เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ จะยอมยกโทษให้เฉินตงซีเพียงเพราะคำพูดสองสามคำของเขาได้ยังไง
​เฉินตงซีเห็นหวังอวิ้นจือไม่พูด ก็เตรียมจะเข้าไปกอดเอวบางๆ ของเธอ
​"ที่รัก เรื่องวันเกิดขอโทษจริงๆ นะ วันนี้พอดีวันเสาร์ ฉันพาเธอไปเที่ยว เธออยากไปไหน อยากซื้ออะไรก็ได้หมดเลย"
​แววตาของหวังอวิ้นจือเย็นเยียบ หลบมือของเฉินตงซีโดยไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย
​"วันเกิดฉันเมื่อวานมันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องมาทำดีเอาหน้าอีก"
​"นายไปเก็บของซะ กลับไปหาพ่อนาย ช่วงนี้ฉันไม่อยากเห็นหน้านายอีก"
​เฉินตงซี: ".........."
​ช่วงนี้ แม้แต่มือของอวิ้นจือเขายังไม่ได้จับเลย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องขึ้นเตียง
​ตอนนี้แค่อยากจะจู๋จี๋กับภรรยาตัวเองนิดหน่อย ไม่เพียงแต่โดนปฏิเสธตรงๆ แต่ยังจะโดนไล่ออกจากบ้านอีก
​นี่เขาเป็นไอ้หน้าโง่หรือไง?
​"ที่รัก แบบนี้ไม่ดีมั้ง? แค่เรื่องเล็กน้อยเอง จำเป็นต้องแยกกันอยู่ด้วยเหรอ? แล้วถ้าฉันกลับบ้านไป จะอธิบายกับพ่อแม่ฉันยังไง?"
​เฉินตงซีไม่อยากไปอยู่แล้ว ยังคงคิดจะกู้สถานการณ์กลับมา
​หวังอวิ้นจือกลับเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา: "สำหรับนาย การทิ้งฉันไว้บนยอดเขาทั้งคืน เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยใช่ไหม?"
​"ได้ ในเมื่อนายไม่ไป งั้นฉันไปเองก็ได้ใช่ไหม?"
​พูดจบ หวังอวิ้นจือก็เดินไปที่ห้องนอนแขกอย่างไม่ลังเล ลากกระเป๋าเดินทางออกมา
​พอเห็นภาพนี้ เฉินตงซีก็ตกใจแทบแย่
​เขาออกไปสักสองสามวัน รอให้ภรรยาหายโกรธ ค่อยกลับมาก็ยังได้
​แต่ถ้าปล่อยให้หวังอวิ้นจือกลับบ้านแม่ล่ะก็ เรื่องมันจะใหญ่โตแน่
​เขาฝืนยิ้มขวางหน้าหวังอวิ้นจือไว้: "ได้ๆๆ ที่รักว่าไงก็ว่าตามนั้น ฉันจะรีบเก็บของออกไปเดี๋ยวนี้แหละ ได้ไหม?"
​ด้วยเหตุนี้ เฉินตงซีจึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ หิ้วกระเป๋าโดนไล่ออกจากบ้านไป
​แน่นอน นี่ไม่ได้หมายความว่าหวังอวิ้นจือและเฉินตงซีตัดขาดกันแล้ว
​ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาระหว่างทั้งสองคนยังคงมีอยู่ ท้ายที่สุดก่อนที่ฉีหลินจะปรากฏตัว ทั้งสองคนก็รักกันดี
​หวังอวิ้นจือไล่เฉินตงซีออกไป เป็นเพียงเพราะตอนนี้เธอไม่รู้จะเผชิญหน้ากับเฉินตงซียังไง
​แค่นึกถึงความบ้าคลั่งกับฉีหลินเมื่อคืน ในใจเธอก็รู้สึกประหม่า รู้สึกผิดอย่างมาก
​เมืองเจียงเฉิง, โรงพยาบาลศูนย์กลางเมือง, แผนกฉุกเฉิน
​ห้องทำแผล
​"คุณเฉินหลี่หลี่ บังเอิญจริงๆ มาเจอคุณที่นี่ได้ไง"
​ฉีหลินนั่งอยู่บนเก้าอี้
​เฉินหลี่หลี่ที่สวมเสื้อกาวน์สีขาว กางเกงสีขาว รองเท้าสีขาว ถุงเท้าสีขาวกำลังก้มหน้าดูบาดแผล
​ฉีหลินก้มหน้ามองขากางเกงของเฉินหลี่หลี่แวบหนึ่ง
​อื้ม
​ถุงเท้าดันเป็นวัสดุผ้าไหมสีขาว
​โอ๊ะ ใส่ถุงน่องไว้ข้างในกางเกงซะด้วย
​เฉินหลี่หลี่ยิ้มอย่างเขินอาย: "คุณฉีหลินเกรงใจไปแล้ว เรียกฉันว่าหลี่หลี่ก็พอค่ะ"
​"จริงสิ แผลนี่ไปโดนอะไรมาคะ? ถึงกับทะลุฝ่ามือเลยเหรอ?"
​ตรวจแผลของฉีหลินเสร็จ แววตาของเฉินหลี่หลี่ก็มีแววสงสัยวาบผ่าน
​ฉีหลินยิ้มตอบ: "ตอนตกแต่งบ้านไม่ระวังน่ะ โดนปืนยิงตะปูลมยิงเอา"
​เฉินหลี่หลี่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร พยักหน้ารับ
​"เดี๋ยวฉันเจาะเลือดตรวจให้คุณก่อนนะคะ ดูว่ารอบๆ แผลมีสิ่งแปลกปลอมตกค้างไหม"
​"แล้วก็พาคุณไปเอ็กซเรย์ ดูว่าข้างในแผลมีเศษโลหะตกค้างไหม หรือว่าโดนกระดูกหรือเปล่า ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ฉันค่อยเย็บแผลพันผ้าให้คุณค่ะ"
​ฉีหลินยิ้ม: "งั้นรบกวนหลี่หลี่ด้วยนะ"
​พอได้ยินฉีหลินไม่ทำตัวห่างเหิน เรียกตัวเองว่าหลี่หลี่ เฉินหลี่หลี่ก็ยิ้มบางๆ
​"รอสักครู่นะคะ ฉันไปเอาอุปกรณ์ก่อน"
​ลุกขึ้น เฉินหลี่หลี่เดินออกไป
​มองตามแผ่นหลังของเฉินหลี่หลี่ที่มีใบหน้าบริสุทธิ์ผุดผ่อง ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นดาวของโรงพยาบาลศูนย์กลาง ฉีหลินก็รู้สึกเจริญหูเจริญตา
​"ใส่เสื้อกาวน์ยังปิดบังหุ่นอรชรไม่ได้เลย โชคดีนะที่คราวก่อนตอนรถชนช่วยเธอออกมาได้ ไม่งั้นโลกนี้คงขาดผลงานศิลปะที่พระเจ้าตั้งใจสร้างสรรค์ไปอีกหนึ่งชิ้น"
​ไม่นานเฉินหลี่หลี่ก็ยกถาดอุปกรณ์กลับมา
​มือเล็กๆ ขาวเนียนเรียวยาวและเย็นเฉียบของเธอ วางมือข้างหนึ่งของฉีหลินลงอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของเธออ่อนโยน: "เจาะเลือดอาจจะเจ็บนิดหน่อยนะคะ คุณทนหน่อยนะ ฉันจะพยายามทำเบาๆ"
​ฉีหลินยิ้มถาม: "ทำไมคุณดูไม่ค่อยถนัดเลย คุณน่าจะเป็นพยาบาลแผนกต้อนรับไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ?"
​น้ำเสียงของเฉินหลี่หลี่แฝงรอยยิ้ม: "คุณฉีหลิน คุณลองดูดีๆ สิคะ ว่าฉันใส่ชุดอะไร"
​ฉีหลินจับดูทีหนึ่ง: "นี่ไม่ใช่ชุดพยาบาลเหรอ?"
​ดวงตาของเฉินหลี่หลี่แฝงความอ่อนใจนิดๆ: "นี่มันชุดหมอค่ะ ถึงแม้ตอนนี้ฉันจะเป็นแค่หมอฝึกหัด แต่ก็เป็นหมอไม่ใช่เหรอคะ?"
​ได้ยินเฉินหลี่หลี่พูดแบบนี้ ฉีหลินก็อดหัวเราะไม่ได้
​ดูหนังผู้ใหญ่ประเทศซากุระมากไปหน่อย เลยแยกไม่ออกระหว่างชุดพยาบาลกับชุดหมอซะแล้ว
​"งั้นคุณก็เก่งมากเลยนะ ผมได้ยินมาว่าหมอต้องเรียนป.ตรี 5 ปี บวกกับฝึกอบรมเฉพาะทางในโรงพยาบาลอีก 3 ปี ถึงจะได้เป็นหมอเต็มตัว ปกติมีแต่ผู้ชายตัวใหญ่ๆ ถึงจะทนเรียนจนจบได้ คุณเป็นผู้หญิงแต่ได้เป็นหมอ เก่งจริงๆ"
​ฉีหลินยกนิ้วโป้งให้
​ดวงตาของเฉินหลี่หลี่แฝงรอยยิ้ม
​ด้วยความที่หน้าตาดีเยี่ยม ตั้งแต่เล็กจนโตไม่รู้ว่าได้ยินคำชมมามากแค่ไหน แต่เฉินหลี่หลี่ก็แค่ยิ้มรับผ่านๆ ไปเสมอจนชินชา
​อาจเป็นเพราะฉีหลินเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเธอ พอได้ยินคำชมครั้งนี้ ในใจเฉินหลี่หลี่กลับรู้สึกดีใจมาก
​"ถ้าอย่างนั้น เมื่อก่อนคุณไม่เคยเจาะเลือดคนไข้เลยเหรอ?"
​ฉีหลินยิ้มถาม
​เฉินหลี่หลี่พยักหน้ายิ้มรับ: "ใช่ค่ะ การเจาะเลือดเป็นหน้าที่ของพยาบาล คุณก็ถือว่าเป็นคนไข้คนแรกของฉันเลยนะคะ"
​ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ท่าทางการเจาะเลือดของเฉินหลี่หลี่นั้นเบามือและมั่นคง ฉีหลินแทบไม่รู้สึกเจ็บอะไรเลย
​จากจุดนี้ บอกได้เลยว่าเฉินหลี่หลี่ไม่ใช่แค่สวยแต่รูปจูบไม่หอม แต่มีความสามารถจริงๆ
​"ฉันเอาเลือดไปส่งแผนกห้องปฏิบัติการก่อนนะคะ คุณรอฉันอยู่นี่แป๊บนึงนะ"
​เฉินหลี่หลี่ลุกขึ้น ยิ้มบางๆ ให้ฉีหลินทีหนึ่ง แล้วยกถาดเครื่องมือออกไป
​ตอนเดินผ่านหน้าห้องทำงานของรองผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรม เฉินหลี่หลี่ก็ถูกเรียกไว้
​"หลี่หลี่ ในมือเธอถืออะไรอยู่น่ะ?"
ซางเจียลุกขึ้นเดินมา หยุดอยู่ตรงหน้าเฉินหลี่หลี่
​เฉินหลี่หลี่พอเห็นว่าเป็นซางเจีย ก็ยิ้มออกไป: "เพื่อนฉันมือเจ็บน่ะค่ะ ฉันเลยเจาะเลือดไปตรวจให้เขาหน่อย"
ซางเจียพอได้ยินเฉินหลี่หลี่พูดแบบนี้ ก็อดอึ้งไปไม่ได้
​อย่าเห็นว่าเฉินหลี่หลี่พูดจาอ่อนหวานกับฉีหลินนะ
​แต่ซางเจียที่คุ้นเคยกับเฉินหลี่หลี่ดีนั้นเข้าใจดี ว่าเฉินหลี่หลี่มีนิสัยเก็บตัว ไม่ชอบคุยกับใคร เพื่อนก็น้อย ปกติจะไม่ไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
​การมายิ้มแย้มแจ่มใส บอกว่าจะทำแผลให้เพื่อนแบบตอนนี้ ถือว่าผิดปกติมากๆ
​"เพื่อนเธอเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง?"
ซางเจียแกล้งถามอย่างไม่ใส่ใจ
​เฉินหลี่หลี่เป็นคนฉลาด มีหรือจะไม่รู้ว่าซางเจียคิดอะไรอยู่
​น้ำเสียงของเธอเง้างอน: "เราก็แค่เพื่อนธรรมดากันเท่านั้นแหละค่ะ คุณจะคิดเหลวไหลอะไรเนี่ย? ตอนนี้ยังเป็นเวลางานอยู่นะคะ ฉันไม่คุยกับคุณแล้ว เดี๋ยวเพื่อนร่วมงานมาเห็นเข้า"
​พูดจบ เฉินหลี่หลี่ก็ยกถาดเครื่องมือ สวมรองเท้าสีขาวเดินจากไป
​มองดูแผ่นหลังของเฉินหลี่หลี่ รอยยิ้มบนใบหน้าของซางเจียก็หายไป ในใจเกิดความระแวดระวังขึ้นมาสายหนึ่ง
ซางเจีย,
​โรงพยาบาลศูนย์กลางเมืองเจียงเฉิง, รองผู้อำนวยการแพทย์ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ปีนี้เพิ่งจะอายุครบ 30 ปี เรียกได้ว่าเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลอย่างแท้จริง
​ถ้าเป็นหมอคนอื่นอยากมาถึงตำแหน่งนี้ อย่างน้อยก็ต้องอายุสี่สิบขึ้นไปแล้ว
​นอกจากนี้ ซางเจียและเฉินหลี่หลี่ยังเรียนจบจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจียงเฉิงเหมือนกัน ถือว่าเป็นรุ่นพี่ของเฉินหลี่หลี่
​มีอยู่ช่วงหนึ่ง ซางเจียในฐานะศิษย์เก่าดีเด่นของคณะแพทย์ ได้กลับมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง และเฉินหลี่หลี่ในฐานะตัวแทนนักศึกษาดีเด่น ก็ได้ขึ้นเวทีไปอภิปรายเรื่องวิชาการแพทย์กับซางเจีย
​ไปๆ มาๆ ทั้งสองคนก็เลยรู้จักกัน
​ครั้งแรกที่ได้เห็นเฉินหลี่หลี่ที่มีรูปร่างหน้าตางดงามจับใจ ซางเจียก็ถูกเธอตกเข้าให้ เกิดความรู้สึกชอบพอ ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องจีบรุ่นน้องคนนี้มาเป็นแฟนให้ได้
​โดยอาศัยเส้นสายในคณะแพทย์ ซางเจียคอยดูแลเฉินหลี่หลี่อยู่หลายครั้ง ทำให้เธอได้ทุนการศึกษาอย่างราบรื่น มีผลงานทางวิชาการ และเรียนจบอย่างสมบูรณ์แบบ
​เผชิญหน้ากับความห่วงใยและการดูแลเอาใจใส่อย่างดีของซางเจีย เฉินหลี่หลี่ก็มักจะตอบกลับด้วยความเกรงใจเป็นคำทักทายสั้นๆ
​และเมื่อไม่นานมานี้ ซางเจียก็ใช้เส้นสายของตัวเอง ย้ายเฉินหลี่หลี่มาที่โรงพยาบาลศูนย์กลางเมืองเจียงเฉิง จนได้เป็นหมอ
​ทว่า เนื่องจากโรงพยาบาลห้ามมีความรักในที่ทำงาน ดังนั้นความสัมพันธ์แบบคนรักของทั้งสองคน จึงมีเพียงน้อยคนนักที่รู้
​ในบรรดาคนเหล่านั้น ก็รวมถึงจ้าวเนี่ยนหวังด้วย
​นี่ก็เป็นสาเหตุที่คราวก่อนตอนที่จ้าวชิงเหรินบอกว่าจะหาแฟนให้ฉีหลิน แล้วมองไปที่เฉินหลี่หลี่ ถึงได้พูดคำว่าเสียดายออกมา
​เพราะเขารู้ว่า เฉินหลี่หลี่เป็นผู้หญิงของหมอซางเจีย
​ด้วยความสัมพันธ์ของเฉินหลี่หลี่ ผลตรวจเลือดและฟิล์มเอ็กซเรย์ของฉีหลินก็ออกมาเป็นอันดับแรก......
​มองดูเฉินหลี่หลี่ที่เดินผ่านประตูไปพร้อมรอยยิ้มเบิกบาน ซางเจียก็สูดหายใจเข้าลึกๆ
​"ยังไงก็เถอะ ต้องไปดูสักหน่อย"
​มีแฟนสวย ผู้ชายก็ต้องคอยหวาดระแวงอยู่เสมอ
ซางเจียลุกขึ้น เดินตามหลังเฉินหลี่หลี่ไปห่างๆ สองก้าว
​"คุณฉีหลิน ผลตรวจเลือด แล้วก็ผลเอ็กซเรย์ออกมาแล้วค่ะ"
​เฉินหลี่หลี่ผลักประตูห้องทำแผลเข้ามา พร้อมกับยิ้มพูด
​ฉีหลินมองรอยยิ้มบนใบหน้าสวยๆ ของเฉินหลี่หลี่ ก็รู้ว่าคงไม่มีปัญหาอะไรใหญ่โต: "คุณบอกไม่ให้ผมเกรงใจ แล้วคุณยังเรียกผมว่าคุณฉีหลินอยู่อีกเหรอ?"
​ใบหน้าขาวเนียนของเฉินหลี่หลี่ชะงักไปนิดนึง จากนั้นน้ำเสียงก็มีความเขินอายอยู่บ้าง: "ฉัน.. ฉันก็ไม่รู้จะเรียกคุณว่าอะไรดีเหมือนกันค่ะ"
​ฉีหลินยิ้มถาม: "คุณเกิดปีไหนครับ?"
​อายุเป็นความลับของผู้หญิง แต่เฉินหลี่หลี่กลับพูดโพล่งออกมาโดยไม่ต้องคิดเลย: "ฉันเกิดปี 2000 วันที่ 31 สิงหาคมค่ะ"
​ฉีหลินอดหัวเราะออกมาไม่ได้: "ฮ่าๆ งั้นผมก็แก่กว่าคุณสิ ผมเกิดปี 1999 วันที่ 6 มิถุนายน คุณเรียกผมว่าพี่คงไม่เกินไปใช่ไหม?"
​หมอนี่เริ่มเอาเปรียบคนอื่นเขาอีกแล้ว
​ฉีหลินเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเฉินหลี่หลี่ พอได้ยินฉีหลินพูดแบบนี้ เธอไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าผลีผลาม แต่กลับแอบดีใจซะอีก: "พี่หลิน!"
​มุมปากฉีหลินแฝงรอยยิ้มขี้เล่น: "พี่หลินมันดูห่างเหินไป เรียกพี่หลินจ๋าดีกว่า"
​ใบหน้าสวยของเฉินหลี่หลี่แดงระเรื่อเป็นครั้งแรก
​พี่หลินจ๋า ฟังดูแล้วทำไมเหมือนพี่ชายที่แสนดี (ในเชิงชู้สาว) จังเลย?
​แต่ฉีหลินเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเธอ เขาว่าไงก็ต้องว่าตามนั้น
​"พี่หลินจ๋า" กัดริมฝีปากล่างเบาๆ เฉินหลี่หลี่เรียกด้วยเสียงเบาหวิวราวกับยุง
​"น้องสาวคนดี ตอนนี้คุณบอกได้แล้วนะว่าแผลผมเป็นยังไงบ้าง"
​"รู้สึกเหมือนคุณกำลังล้อฉันเล่นอยู่เลย"
​เฉินหลี่หลี่บ่นอุบอิบเสียงเบา
​"ปืนยิงตะปูลมที่ยิงคุณน่าจะสะอาดนะคะ ไม่พบเชื้อบาดทะยัก หรือสารพิษอื่นๆ นอกจากนี้ เอ็กซเรย์แสดงให้เห็นว่า ฝ่ามือของคุณมีแค่เนื้อเยื่อที่ทะลุไป ไม่โดนกระดูกและเส้นเอ็น ขอแค่ล้างแผลฆ่าเชื้อ แล้วเย็บปิดแผลภายนอกก็พอแล้วค่ะ"
​เฉินหลี่หลี่บอกผลการตรวจออกมา
​ได้ยินคำนี้ ฉีหลินก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
​พวกแก๊งโจรปล้นสุสานนั่นยังพอมีความเป็นคนอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ได้อาบยาพิษในเข็มบิน
​แต่ฉีหลินไม่รู้ว่า ไม่ใช่ว่าแก๊งโจรปล้นสุสานไม่โหดเหี้ยมพอ
​แต่เป็นเพราะพวกเขาคิดไม่ถึง ว่าบนโลกนี้จะมีคนหลบเข็มบินที่ซ่อนเร้นและร้ายกาจขนาดนี้ได้พ้น
​ถ้าเป็นคนอื่น คงโดนเข็มบินเจาะสมอง ม่องเท่งไปตั้งนานแล้ว
​"พี่.. พี่หลินจ๋า ล้างแผลกับเย็บแผล มันจะเจ็บกว่าตอนเจาะเลือดเยอะเลยนะ พี่ต้องทนหน่อยนะคะ"
​เฉินหลี่หลี่ยกเครื่องมือเย็บแผลมาตรงหน้าฉีหลิน เตรียมจะเย็บแผลให้เขา
​ฉีหลินขมวดคิ้ว: "ไม่ฉีดยาชาเหรอ?"
​เฉินหลี่หลี่ลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดว่า: "ยาชาเฉพาะที่ผลมันงั้นๆ ยังไงก็รู้สึกเจ็บอยู่ดี ยกเว้นจะวางยาสลบไปเลย"
​ไม่ใช่ผ่าตัดใหญ่อะไร วางยาสลบมันอันตราย
​"เอาเถอะ งั้นก็เย็บให้ผมแบบนี้แหละ แผลแค่นี้เอง ถ้าผมร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว ผมก็ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของคุณแล้ว"
​ฉีหลินพูดอย่างหนักแน่น
​เฉินหลี่หลี่พยักหน้า: "งั้นฉันเริ่มเลยนะคะ"
​พูดพลาง มือเล็กๆ ขาวเนียนของเธอก็สวมถุงมือไร้เชื้อ จากนั้นก็ล้างแผลฆ่าเชื้อให้ฉีหลิน แล้วทาเบตาดีน
​ทำทั้งหมดนี้เสร็จ ก็เอาเข็มและด้ายเย็บแผลที่เตรียมไว้ แทงทะลุเนื้อบริเวณปากแผลของฉีหลิน
​"อ๊าก!"
​เพิ่งจะแทงเข้าไป ฉีหลินก็ร้องลั่นออกมา
​เฉินหลี่หลี่ทนไม่ไหวอีกต่อไป หลุดขำพรืดออกมา: "คิกคิกคิก~ พี่บอกว่าจะไม่ร้องไงคะ? ถ้าร้องออกมา ก็ไม่ใช่พี่ชายแท้ๆ ของฉันนะ"
​ฉีหลินเจ็บจนสูดปาก: "ผมก็ไม่ได้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของคุณอยู่แล้ว ผมอุตส่าห์เป็นคนช่วยชีวิตคุณนะ เห็นผมเจ็บขนาดนี้ คุณรีบคิดหาวิธีหน่อยสิ!"
​"คิกคิก~ รู้แล้วค่ะ เดี๋ยวฉันทำเบาๆ นะ!"
​เฉินหลี่หลี่อดหัวเราะออกมาอีกครั้งไม่ได้
ซางเจียมีนิสัยนิ่งขรึม สุภาพเรียบร้อย
​ฉีหลินทั้งเท่ทั้งกวน หรือที่เรียกว่าบ้าระห่ำ.........ถุยๆๆ เขาไม่ใช่ไอ้บ้าซะหน่อย
​สรุปก็คือ เฉินหลี่หลี่ก็เพิ่งเคยเจอคนที่น่าสนใจแบบนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน
​อารมณ์ขันของฉีหลิน ขจัดความรู้สึกห่างเหินระหว่างคนทั้งสองไปจนหมดสิ้น
​บวกกับที่ทั้งสองคนเรียกกันเป็นพี่เป็นน้อง เฉินหลี่หลี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าสวยแดงระเรื่อ แล้วก็ทำพฤติกรรมอย่างหนึ่ง
​เธอเย็บแผลให้ฉีหลินไปพลาง ก้มตัวลง ริมฝีปากเล็กๆ อวบอิ่มสีชมพูเผยอขึ้นเล็กน้อย เป่าลมใส่แผลให้ฉีหลินเบาๆ
​"ยังเจ็บอยู่ไหมคะ?"
​จังหวะที่ว่าง เฉินหลี่หลี่ก็ถามเสียงเบา
​ฉีหลินเหลือบมองความขาวเนียนเต่งตึงตรงหน้าแวบหนึ่ง
​"ไม่เจ็บแล้ว มียาชาแบบนี้ทำไมไม่รีบเอาออกมาแต่แรกล่ะ ปล่อยให้ผมทนอยู่ตั้งนาน"
​"คิกคิก~" เฉินหลี่หลี่ถูกฉีหลินทำให้ขำอีกแล้ว
​ถ้าแค่เป่าแล้วหายเจ็บได้เทียบเท่ายาชา คนไข้ทั้งโรงพยาบาลไม่มาหาเธอหมดเลยหรือไง
​เฉินหลี่หลี่ไม่ได้สนใจฉีหลินอีก
​รีบเย็บแผลให้ฉีหลินอย่างรวดเร็วไปพลาง เป่าลมเบาๆ ไปพลาง
​ลมพัดกลิ่นหอมหวานนั้น ทำให้ฉีหลินรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
​"หลี่หลี่! เธอทำอะไรน่ะ!"
​ในชั่วพริบตาที่แผลกำลังถูกเย็บ ห้องทำแผลก็มีแขกไม่ได้รับเชิญเพิ่มมาอีกคน
​น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ตะคอกใส่เฉินหลี่หลี่