- หน้าแรก
- ตัวร้ายยิ่งลูกดกยิ่งโชคดี เหล่านางเอกดวงตั้งครรภ์ทะลุหลอด
- บทที่ 24: คนที่ชอบมองฉันมีเยอะแยะ แต่คนที่กล้าลงมือทำอย่างคุณน่ะเป็นคนแรก
บทที่ 24: คนที่ชอบมองฉันมีเยอะแยะ แต่คนที่กล้าลงมือทำอย่างคุณน่ะเป็นคนแรก
บทที่ 24: คนที่ชอบมองฉันมีเยอะแยะ แต่คนที่กล้าลงมือทำอย่างคุณน่ะเป็นคนแรก
บทที่ 24: คนที่ชอบมองฉันมีเยอะแยะ แต่คนที่กล้าลงมือทำอย่างคุณน่ะเป็นคนแรก
​ไม่ว่าฉีหลินในร่างแปลงของเฉินตงซีจะพ่นคำหวานหว่านล้อมระคนหยอดเย้าเอาใจขนาดไหน หรือจะใช้ชั้นเชิงของยอดนักรักสายวรรณกรรมเข้าบีบคั้นเพียงใด ท้ายที่สุดแล้ว เซียวเถียน หญิงสาวผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของคุณหนูตระกูลใหญ่และแสงจันทร์ขาวผู้สูงส่ง ก็ยังคงไม่ยอมใจอ่อนยอมก้าวข้ามเส้นตายเพื่อมอบสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิงให้แก่เขาในห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัวแห่งนี้
​อย่างมากที่สุด... เธอก็ยอมปล่อยเลยตามเลยให้เขาเกาะกุมมือเรียว โอบกอดเอวคอดกิ่ว หรือปล่อยให้ฉีหลินแอบฉวยโอกาสล่วงเกินเล็กๆ น้อยๆ พอให้หัวใจดวงน้อยได้เต้นระทึกเล่นเท่านั้น
​ฉีหลินผู้มีไหวพริบปฏิภาณอันเหนือชั้นย่อมรู้ดีว่า ภารกิจหลักในการ ‘ขัดขวางและทำลายวาสนา’ ของวันนี้นั้นได้บรรลุเป้าหมายสูงสุดไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เสี้ยววินาทีที่เขาตัดหน้าเค้กเฉินตงซีตัวจริงและลากตัวเซียวเถียนออกมาจากหน้าประตูโรงเรียนฮวาฟู่ตี้อี หลังจากนี้ไม่ว่าเขาจะทำคะแนนด้วยการจับมือ โอบเอว หรือเคลมจูบอันแสนหวานจากแสงจันทร์ขาวคนนี้มากเท่าไหร่ มันก็ล้วนแต่เป็นผลกำไรมหาศาลที่ตัวร้ายอย่างเขาจะสูบมาได้ทั้งสิ้น ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ได้ดึงดันที่จะเผด็จศึกต่อให้ไก่ตื่น
​“ฮึ... คนบ้า... คนฉวยโอกาสซะไม่มี~”
​เมื่อแสงไฟในโรงภาพยนตร์ส่วนตัว VIP สว่างขึ้นพร้อมกับเสียงเพลงเอนเครดิตที่จบลง ทั้งสองคนก็เดินเคียงคู่กันออกมารับสายลมด้านนอกห้างสรรพสินค้า เซียวเถียนทำแก้มป่องเดินสะบัดบั้นท้ายเล็กน้อยพลางตวัดสายตาค้อนวงใหญ่ถลึงตาคู่สวยใส่ฉีหลินอย่างแง่งอน
​ฉีหลินในร่างเฉินตงซีหลุดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ชายหนุ่มก้าวเท้าตามไปประชิดร่างบาง “แหม... เถียนเถียนจ๋า ฉันกลายเป็นคนบ้าบอไร้สติในสายตาของคุณไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะครับเนี่ย?”
​ใบหน้าสวยหวานไร้เดียงสาของเซียวเถียนพลันขึ้นสีชมพูระเรื่อลามไปถึงใบหูเมื่อนึกถึงรสสัมผัสอันเร่าร้อนดุดันในห้องฉายหนังเมื่อครู่ “จู่ๆ ก็ขยับตัวเข้ามาจับมือกุมมือฉันแน่นหนา แถม... แถมยังใจกล้าหน้าด้านฉวยโอกาสขโมยจูบแรกอันบริสุทธิ์ของฉันไปหน้าตาเฉยอีกต่างหาก ถ้านายไม่ใช่คนบ้ากามแล้วนายจะเป็นใครไปได้ล่ะคะฮะ?”
​เธอหยุดเดินแล้วหมุนตัวกลับมาสบตาเขา เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเพื่อกู้ศักดิ์ศรีกลับคืน “แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนเลยนะจ๊ะ... วันหลังและครั้งหน้ามันจะไม่ง่ายดายแบบนี้อีกแล้วล่ะ! ถ้าหากนายคิดจะใช้เล่ห์กลมารังแกหรือเอาเปรียบเนื้อตัวของฉันอีกละก็... นายต้องยอมตกลงตอบคำถามปริศนาของฉันให้ถูกคัดเลือกมาหนึ่งข้อซะก่อน!”
​คำถามปริศนาที่ว่า... สำหรับสาวสายอาร์ตตัวแม่แบบเซียวเถียนย่อมไม่มีทางหนีพ้นเรื่องราวโครงสร้างวรรณกรรมคลาสสิกหรือบทกวีลึกซึ้งอย่างแน่นอน ฉีหลินที่มีฉายา ‘ปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมระดับโลก’ หนุนหลังอยู่ลอบยิ้มกริ่มในใจอย่างผู้ชนะ เขารู้ดีว่าพฤติกรรมนี้ไม่ใช่การปฏิเสธอย่างจริงจังของหญิงสาว ทว่ามันคือ ‘กุศโลบาย’ และลูกล่อลูกชนในการหยอกล้อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสองคนตามประสาคู่รักปัญญาชนต่างหาก
​“หึๆ... ยอมตอบคำถามปริศนาหนึ่งข้อ เพื่อแลกกับการได้รับอนุญาตให้ขยับเข้าไป ‘ดับกระหาย’ ลิ้มรสความหวานฉ่ำจากริมฝีปากคุณหนึ่งครั้งงั้นเหรอครับ? แหม... ข้อตกลงที่แสนจะคุ้มค่ามหาศาลขนาดนี้ มีหรือที่คนอย่างฉันจะปฏิเสธลง... ตกลงครับ!” ฉีหลินเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก สายตาจับจ้องไปที่ริมฝีปากอิ่มสวย
​เซียวเถียนที่ฉลาดเฉลียวย่อมประมวลผลเข้าใจความหมายอันลามกของคำว่า ‘ดับกระหาย’ ได้ในพริบตา ผิวแก้มใสของเธอทวีความแดงก่ำขึ้นมาทันควัน เธอยกมือขึ้นทุบแผงอกเขาแก้เขิน “ไอ้คนผีทะเล...! พูดจาลามกหน้าตาเฉยเลยนะ!”
​หลังจากหยอกล้อเคล้าคลึงอารมณ์กันอยู่ครู่ใหญ่ เซียวเถียนก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มรำไร ก่อนจะเอ่ยปากพึมพำ “ตงซีคะ... เดินทางไปส่งฉันที่บ้านพักหน่อยสิคะ”
​ฉีหลินพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย “ตกลงครับคนดี เดี๋ยวยืนรอตรงนี้แป๊บนึงนะ เดี๋ยวฉันเดินออกไปเรียกบริการรถแท็กซี่ตรงหน้าห้างให้”
​ทว่า... เซียวเถียนกลับรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ใบหน้าหวานแดงซ่านขึ้นมาอีกรอบด้วยความขวยเขิน “ม... ไม่ต้องเรียกแท็กซี่หรอกค่ะตงซี จากตรงนี้เดินทางไปถึงพิกัดบ้านพักของฉันมันอยู่ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก... คุณ... คุณช่วยเดินเท้าเปล่าเดินไปส่งฉันเถอะนะจ๊ะ”
​ฉีหลินชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้างออกมาอย่างรู้เท่าทัน
​‘หึๆ... แม่แกะน้อยสายอาร์ตเอ๋ย... ในหัวสมองของคุณกำลังขบคิดวางแผนการอะไรอยู่ มีหรือที่ตัวร้ายผู้เจนโลกอย่างฉันจะไม่รู้แจ้งเห็นจริง?’
​สิ่งที่เซียวเถียนต้องการแท้จริงแล้ว... ก็แค่ไม่อยากให้ช่วงเวลาอันแสนโรแมนติกที่ได้ลักลอบอยู่ร่วมกันสองต่อสองกับชายคนรักเก่าต้องสิ้นสุดลงรวดเร็วเกินไปผ่านการนั่งรถยนต์ปิดทึบ เธออยากจะยืดเวลาขยับกายเดินเคียงคู่ประสานอินเนอร์เคียงข้างเขาให้นานขึ้นอีกหน่อยต่างหากล่ะ!
​“ได้สิครับ... น้องสาว... เอ๊ย เถียนเถียนต้องการแบบไหน ฉันพร้อมจะบริการเต็มที่อยู่แล้วครับ” ยังไงเสียในตอนนี้ฉีหลินก็มีเวลาถมเถไปทั้งวันในการเคลมวาสนาของเฉินตงซี
​รอยยิ้มพิมพ์ใจเปี่ยมสุขปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มของเซียวเถียนทันที “อื้ม... คุณนี่น่ารักและดีที่สุดเลยค่ะตงซี”
​และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่พบหน้ากันในรอบหลายปี ที่คุณหนูผู้หยิ่งทะนงอย่างเซียวเถียนเป็นฝ่าย ‘ริเริ่ม’ ขยับกายเข้าไปโอบวงแขนเรียวควงแขนของฉีหลินเอาไว้แน่นก่อนอย่างเป็นธรรมชาติ ท่วงท่าอันสง่างามและนวยนาดของเธอมาพร้อมกับกลิ่นหอมแป้งดอกไม้จางๆ ที่โชยมาแตะจมูกของยามหนุ่มอีกรอบ และการแนบชิดในระยะประชิดขณะก้าวเดินนี้... มันส่งผลให้ทรวงอกอวบอิ่มบดเบียดเข้ากับท่อนแขนแกร่งของฉีหลินอย่างเลี่ยงไม่ได้ สัมผัสถึงความนุ่มนวลแน่นหนาที่แปลกไปจากเดิมทำเอาชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลาย
​ทว่า... เดินเท้าไปได้ยังไม่ถึงสองร้อยเมตรบนทางเท้าโรยกรวด
​“ตงซีคะ... ฉัน... ฉันเดินต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะค่ะ~”
​คนที่ออกไอเดียชวนเดินกินลมชมวิวโรแมนติกก็คือเธอ ทว่าคนที่ก้าวขาเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็เริ่มส่งเสียงบ่นกระปอดกระแปดว่าเดินไม่ไหวแล้วก็ดันเป็นสาวสายอาร์ตคนเดิมนั่นแหละ หญิงสาวหยุดฝีเท้าลงทำหน้ามุ่ย ยืนกรานหนักแน่นทิ้งน้ำหนักตัวไม่ยอมก้าวขาเดินต่อเด็ดขาด
​“อ้าว... แล้วทีนี้เธอจะเอายังไงล่ะจ๊ะเถียนเถียน? จะให้พี่ชายคนนี้ก้มตัวลงไป ‘แบก’ เธอขึ้นหลังเดินกลับบ้านดีไหมล่ะครับ?” ฉีหลินยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองพลางเอ่ยถามลองเชิงกลั้วหัวเราะ
​ดวงตากลมโตคู่สวยของเซียวเถียนพลันเปล่งประกายวาววับเป็นประกายขึ้นมาทันทีราวกับจุดพลุ!
​อันที่จริงหากเทียบตามหลักความเป็นจริงที่เหนื่อยล้า เธอแค่อ้าปากเอ่ยเรียกใช้บริการรถแท็กซี่หรือตี้ตี้ให้มารับข้ามถนนก็สิ้นเรื่องแล้ว ทว่าสำหรับผู้หญิงที่มีหัวใจดิ่งลึกอยู่ในโลกแห่งศิลปะและจินตนาการความรักแบบเธอ... การนั่งรถยนต์ปิดทึบมันช่างดูจืดชืด ไร้รสนิยม และธรรมดาเกินไปเมื่อเทียบกับการได้ ‘ถูกชายหนุ่มที่ตนเองรักปักใจก้มลงแบกเนื้อตัวไว้บนแผ่นหลัง’ แล้วออกก้าวเดินทอดน่องไปตามตรอกถนนหนทางที่ทอดยาวไกล สุดสายตาสองข้างทางเต็มไปด้วยใบของต้นอู๋ถง สีแดงเพลิงร่วงหล่นราวกับเปลวไฟในฤดูใบไม้ร่วง...
​พระเจ้าช่วย! ภาพตรงหน้านี้มันช่างเป็นอะไรที่โรแมนติก คลาสสิก และศิลปะขั้นสุดยอดตามหน้าหนังสือที่เธอเคยฝันใฝ่ชัดๆ!
​“ต-แต่ว่า... รองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมคู่นี้ของฉันมันเป็นแบบสวมเปิดส้นและไม่มีสายรัดข้อเท้านะคะตงซี ขืนคุณแบกฉันขึ้นหลังเดินไปทั้งแบบนี้ ถ้าจังหวะที่ก้าวเดินแล้วรองเท้ามันเผลอหลุดลอยร่วงลงพื้นหายไปจะทำยังไงล่ะจ๊ะ?” ถึงในใจจะกรีดร้องด้วยความฟิน แต่เซียวเถียนก็ยังคงนึกถึงปัญหาความปลอดภัยของรองเท้าราคาแพงขึ้นมาได้อีกหนึ่งข้อ
​“โธ่... เรื่องแค่นี้หยุมหยิมมากครับเถียนเถียน งั้นเพื่อตัดปัญหา... เธอก็แค่ถอดรองเท้าส้นสูงคู่นั้นทิ้งออกไปซะก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอครับ?” ในเรื่องของจริตมารยาหญิงและการแต่งกายของสตรี ฉีหลินผู้มีชีวิตอยู่ชนชั้นล่างย่อมจัดว่ายังอ่อนหัดนัก เขาจึงพ่นคำตอบซื่อๆ ทื่อๆ ออกไปโดยไม่เข้าใจความหมายอันละเอียดอ่อนที่ซ่อนอยู่ของคุณหนูตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
​เซียวเถียนตวัดสายตาคู่สวยค้อนวงใหญ่ใส่ฉีหลินทันทีด้วยความขัดใจ ก่อนจะเอ่ยพ่นคำพูดด้วยความเขินอายปนดุ “ไอ้ตงซีบ้า! นี่มันคือบนทางเท้าสาธารณะริมถนนใหญ่กลางเมืองหลวงเลยนะยะ! แถมวันนี้ฉันยังสวมใส่ชุดเดรสกระโปรงชีฟองบานฟูฟ่องขนาดนี้... ขืนฉันทำตัวซุ่มซ่ามก้มลงไปถอดรองเท้าส้นสูงสุ่มสี่สุ่มห้าท่ามกลางสายตาชาวบ้าน... ชายกระโปรงมันก็เลิกสูงจนฉัน ‘โป๊’ เปลือยเนื้อหนังมังสาให้คนอื่นเห็นหมดพินาศพอดีสิคะ!”
​ฉีหลินชะงักไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มกวาดสายตามองดูชุดกระโปรงบานของเธอสลับกับขอบทางเท้า... เออ จริงของยัยนี่แฮะ ท่าก้มถอดรองเท้าของผู้หญิงใส่กระโปรงบานมันเสี่ยงต่อการโชว์กางเกงในจริงๆ นั่นแหละ
​“อ๋อ... เข้าใจแล้วครับ ถ้างั้น... เพื่อเป็นการรักษาราศีความปลอดภัย ให้พี่ชายคนนี้เป็นคนก้มลงไปช่วยถอดรองเท้าออกจากฝ่าเท้าสวยๆ ให้เธอแทนดีไหมครับคุณหนู?” ฉีหลินแสร้งลองหยั่งเชิงถามดูด้วยน้ำเสียงสุภาพบุรุษ
​เซียวเถียนคลี่ยิ้มหวานตาหยีทันที ใบหน้าหน้าเด็กฉายแววพึงพอใจอย่างที่สุด... นี่แหละคือประโยคทองคำและพฤติกรรมเอาอกเอาใจที่เธอเฝ้ารอคอยให้ชายคนรักพูดออกมาจากปาก! “อื้ม... ถูกต้องแล้วค่ะตงซี งั้นรอบนี้ฉันอนุญาตให้นายก้มลงมาช่วยฉันถอดก็แล้วกันนะจ๊ะ”
​ฉีหลิน: “……”
​‘เชี่ย... สำหรับจอมโจรราคะอย่างฉัน นี่มันไม่ใช่หน้าที่เหนื่อยยากหรอกโว้ย แต่มันคือนิ้วทองคำรางวัลลาภลอยชัดๆ!’ ชายหนุ่มลอบหัวเราะสะใจในใจ
​อย่างที่ระบบและสายตาของเขาได้ยืนยันไปก่อนหน้านี้... ในวันนี้เซียวเถียนไม่ได้สวมใส่ถุงน่องไหมใดๆ ชโลมผิวขาเลยแม้แต่น้อย ทว่าด้วยต้นทุนความผุดผ่องของคุณหนูตระกูลใหญ่ ผิวพรรณบริเวณเรียวขาและหลังเท้าของเธอมันกลับขาวจัด นวลเนียนละเอียดสะท้อนแสงแดดราวกับหิมะแรกแย้ม มันช่างขาวบริสุทธิ์จนสร้างภาพลวงตาชวนให้สยิวใจว่าเธอกำลังสวมใส่ถุงน่องไหมสีขาวชั้นดีอยู่ตลอดเวลา
​“เอาล่ะครับเถียนเถียน... ขยับมือเรียวสองข้างมาจับไหล่ของฉันไว้ให้มั่นคงนะจ๊ะ จะได้ไม่เสียหลักล้มหน้าคะมำลงไป” ฉีหลินเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ขณะที่ตัวเองย่อกายก้มตัวลงคุกเข่าชันเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นปูนทางเท้าข้างทาง
​เซียวเถียนกวาดสายตามองซ้ายมองขวาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นว่าช่วงเวลานี้ปลอดคนและไม่มีคนเดินผ่านไปมาบนทางเท้า ใบหน้าสวยหวานที่เคยขึ้นสีชมพูระเรื่อเพราะความขวยเขินก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างวางใจ จากนั้น... สิ่งที่ทำให้ฉีหลินต้องใจสั่นสะท้านก็บังเกิดขึ้น เมื่อเซียวเถียนขยับกายบิดสะโพก ทิ้งน้ำหนักตัวลงมานั่งแปะลงบนหน้าขาและตักแกร่งของฉีหลินทั้งที่ยังสวมชุดเดรสกระโปรงบานฟูฟ่องอยู่อย่างน่ารัก สองท่อนแขนเรียวบางเอื้อมไปโอบรัดรอบลำคอหนาของยามหนุ่มไว้แน่นเพื่อทรงตัว
​เมื่อร่างอวบอิ่มสะพรั่งทิ้งน้ำหนักลงบนตัก ผนวกกับกลิ่นหอมแป้งเด็กผสมดอกไม้กรุ่นลอยมากระแทกเข้าเต็มปลายจมูกในระยะประชิด ฉีหลินก็ทำหน้าทะเล้นพูดจาติดตลกว่า “แหม... เถียนเถียนจ๋า เธอนี่ช่างเลือกหาทำเลทองที่นั่งพักพิงได้เก่งและสบายตัวจริงๆ เลยนะครับเนี่ย”
​เมื่อเห็นฉีหลินในร่างเฉินตงซีทำหน้าไม่ถูกคล้ายคนประหม่า (ที่แสร้งทำ) เซียวเถียนก็เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของคุณหนูเอาแต่ใจออกมาทันที “หึๆ... ในเมื่อเบื้องหน้ามี ‘เบาะมนุษย์’ ชั้นเลิศมาสแตนด์บายให้พักพิงขนาดนี้แล้ว ขืนฉันทำตัวซื่อบื้อไม่ยอมนั่งลงไป... ฉันก็กลายเป็นคนโง่เต็มทีสิคะตงซี”
​ฉีหลินไม่ได้เปิดฉากต่อล้อต่อเถียงคำพูดกับเซียวเถียนอีกต่อไป ในเวลานี้สมาธิและสายตาของจอมโจรราคะได้จดจ่ออยู่กับการชื่นชม ‘งานศิลปะชิ้นเอก’ ที่ตั้งวางอยู่เบื้องล่างเรียบร้อยแล้ว
​บางทีอาจเป็นเพราะผิวพรรณเนื้อหนังบริเวณหลังเท้าและส้นเท้าของเซียวเถียนมันเนียนนุ่ม ลื่นละมุนจนเกินงาม ผนวกกับขนาดรองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมที่ไม่มีสายรัด... ฝ่ามือหนาของฉีหลินยังไม่ทันได้ออกแรงดึงหรือแกะอะไรเลย เพียงแค่เขาใช้นิ้วมือลูบไล้ผ่าน ส้นรองเท้าหนังวาววับก็พลันหลุดลุ่ยร่วงหล่นลงมาตามแรงโน้มถ่วงซะแล้ว
​และวินาทีนั้นเอง... ส้นเท้าคู่สวยที่อวบอิ่ม มีน้ำมีนวล และขึ้นสีชมพูระเรื่อตรงจุดรับน้ำหนักภายใต้ผิวขาวราวหิมะ ก็ปรากฏโชว์เด่นหราแก่สายตาของฉีหลินอย่างแจ่มชัดเต็มสองตา!
​เมื่อเห็นว่ายามหนุ่มในร่างคนรักกำลังส่งสายตาโลเลร้อนแรงจับจ้องมองตรงมาที่ฝ่าเท้าเล็กๆ ของตัวเองตาไม่กะพริบ... ก็ไม่รู้ว่าภายในหัวสมองของเซียวเถียนกำลังขบคิดวางแผนกลการใดอยู่ จู่ๆ นิ้วก้อยและนิ้วเท้าที่ขาวเนียนเรียงตัวสวยของเธอก็พลันขยับกระดิกเล่นไปมาในอากาศอย่างซุกซนและยั่วยวนอารมณ์ ก่อนที่รองเท้าส้นสูงอีกข้างจะร่วงหล่นหลุดจากปลายเท้าลงกระทบพื้นปูนเสียงดัง ‘แปะ!’ เบาๆ
​“อุ๊ย...! ตงซีบ้า! นาย... นายกำลังทำบ้าอะไรของนายอยู่เนี่ยคะบอกให้ช่วยถอดเฉยๆ นะ~”
​จู่ๆ เซียวเถียนก็ส่งเสียงอุทานพร้อมส่งสายตาค้อนวงใหญ่เลิ่กลั่กใส่ฉีหลินด้วยความขวยเขินจนสติแทบหลุด นั่นก็เพราะว่าในเวลานี้... หลังจากรองเท้าหลุดออกหมด ฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านของฉีหลินกลับไม่ได้ผละออกไปไหน เขากลับถือวิสาสะใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างเกาะกุมฝ่าเท้าคู่สวยเนียนละเอียดของเธอมาลูบไล้ เฟ้นคลึง และบีบนวดเล่นอย่างถือดีคาหน้าขาของเขาต่างหาก!
​“แหม... ก็คุณกำลังจะกลายเป็นว่าที่ ‘ภรรยาสุดที่รัก’ ของฉันในอนาคตอันใกล้นี่นาครับเถียนเถียน ในฐานะสามีที่ดี... ฉันก็ต้องขอใช้โอกาสนี้ทำการ ‘ตรวจเช็คคุณภาพสินค้า’ ให้ละเอียดถี่ถ้วนหน่อยสิครับ ว่าเรียวขาสวยๆ คู่นี้... แอบซ่อนกลิ่นเท้าอับชื้นอะไรไว้ให้ฉันช้ำใจหรือเปล่าน่ะครับฮะๆๆ” ฉีหลินพ่นคำพูดสับปลับไร้สาระไปเรื่อยเปื่อยทว่าฝ่ามือยังคงบีบเฟ้นนวดอุ้งเท้าโค้งมนของเธออย่างเมามันส์
​เซียวเถียนกลั้นขำแกมเอ็นดูในความกวนประสาทของชายตรงหน้า เธอเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงระคนหยอกเย้า “หนอย... ทำเป็นตรวจเช็ค แล้วผลการวินิจฉัยของหัวหน้าเฉินตงซีสรุปออกมาเป็นยังไงบ้างล่ะคะ? มันส่งกลิ่นเหม็นอับน่ารังเกียจไหมฮะ?”
​ฉีหลินแสร้งทำเป็นสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพ่นลมหายใจถอนหายใจออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจด้วยสีหน้าทึ่งจัด “เฮ้อ... โบราณเขาถึงได้บอกไว้ไงครับว่า ยามเมื่อพระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดประตูบานใหญ่ประทานพรให้มนุษย์คนหนึ่งแล้ว พระองค์ก็มักจะทรงปิดบานหน้าต่างบานอื่นเพื่อความเท่าเทียม... ลำพังแค่เถียนเถียนเกิดมาพร้อมใบหน้าสวยหวานสะคราญโฉมระดับนางฟ้านี่มันก็เกินพอแล้ว แต่นี่... แม้กระทั่งสรีระฝ่าเท้าคู่เล็กของเธอมันกลับงดงามเนียนละเอียดไร้ที่ติราวกับถอดแบบมาจาก ‘นางแบบเท้า’ ระดับโลกเลยล่ะครับ ขนาดคุณออกเดินทางก้าวเดินมาตั้งไกลขนาดนี้ ทว่าตรงอุ้งเท้ากลับไม่มีกลิ่นเหม็นอับชื้นสักนิดเดียว ซ้ำร้าย... มันยังมีกลิ่นหอมแป้งดอกไม้อ่อนๆ โชยออกมาน่าฝังจมูกดมเลยล่ะครับ!”
​มีผู้หญิงสวยและรักสวยรักงามคนไหนบนโลกใบนี้บ้างล่ะ ที่จะสามารถทนทานรับคำชมเชยที่เจาะลึกและหวานหยดย้อยระดับพรีเมียมขนาดนี้ได้โดยใจไม่สั่นไหว?
​ดวงตาคู่สวยดอกท้อของเซียวเถียนทอประกายแสงแห่งความเอิบอิ่มและหยอกเย้าเย้ายวนใจขึ้นมาทันที เธอกระชับอ้อมกอดรอบคอเขาให้แน่นเข้า เอ่ยปากถามคำถามหยั่งเชิงด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “แหม... ปากหวานชมเก่งจริงๆ เลยนะจ๊ะตงซี... แล้วถ้าหากลองเอาเท้าคู่เล็กๆ ของฉันคนนี้ ไปเปรียบเทียบวัดระดับกับฝ่าเท้าของ ‘ภรรยาตัวจริง’ (หวังอวิ้นจือ) ที่นอนร่วมเตียงของคุณในตอนนี้ล่ะคะ... นายว่าของใครมันจะสวยเนียนน่าสัมผัสและหอมกรุ่นกว่ากันฮะ?”
​กึก...!
​คำถามแทงใจดำเรื่องเมียชาวบ้านทำเอาฉีหลินในร่างแปลงชะงักงันไปครู่หนึ่งชั่ววินาที ก่อนที่ภาพเรือนร่างอันอวบอิ่มสะพรั่งในชุดสูทชาแนลและเรียวขาในถุงน่องดำที่ขาดวิ่นของหวังอวิ้นจือ ยามที่โดนเขารุกคืบผลักติดกำแพงห้องทำงานเมื่อวาน... จะพลันผุดเด้งขึ้นมาในหน่วยความจำหัวสมองของเขาอย่างช่วยไม่ได้
​ทว่าด้วยศักยภาพความฉลาดทางอารมณ์ระดับปรมาจารย์ การตอบสนองและปรับเปลี่ยนสีหน้าของฉีหลินกลับรวดเร็วและเนียนกริบจนน่าทึ่ง ชายหนุ่มรีบตีหน้าขรึมทันควันเพื่อแสดงความจริงใจ
​“โธ่... เถียนเถียนจ๋า เลิกพูดจาเหลวไหลไร้สาระชวนให้ฉันปวดหัวได้แล้วน่า ยัยครูหวังอวิ้นจือคนนั้นน่ะหล่อนไม่ใช่ภรรยาที่แท้จริงในจิตวิญญาณของฉันสักหน่อย... บนโลกใบนี้ มีเพียงคุณ... เซียวเถียน แสงจันทร์ขาวคนเดียวเท่านั้น... ที่คู่ควรในฐานะภรรยาตัวจริงของฉันตลอดชีวิตนี้ครับ!”
​และคำพูดประโยคประลองนี้ของฉีหลิน... บ่งบอกตามตรงในแง่ตรรกะศาสตร์มันก็ไม่ได้มีความผิดพลาดขัดแย้งกับความจริงแต่อย่างใด เพราะในความเป็นจริงหวังอวิ้นจือก็ไม่ได้เป็นภรรยาของไอ้ยามอย่างเขาจริงๆ ส่วนเซียวเถียนในอนาคตก็กำลังจะโดนระบบดาวข่มเคลมสิทธิ์มาเป็นของเขาอยู่แล้ว!
​เป็นไปตามคาด... เจอประโยคตัดรอนเมียหลวงเพื่อยกยอเมียน้อยชุดใหญ่ขนาดนี้ ปราการความพึงพอใจก็ระเบิดออก รอยยิ้มหวานฉ่ำละลายใจพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าจิ้มลิ้มของเซียวเถียนทันที
​เธอก้มหน้าลงต่ำซบไหล่หนา เอ่ยพึมพำด้วยความขวยเขินปนสงสัยตามประสาผู้หญิง “อื้ม... ปากดีจริงๆ... แต่จะว่าไปฉันล่ะไม่เข้าใจพฤติกรรมของพวกผู้ชายจริงๆ เลยนะจ๊ะ ก็แค่ฝ่าเท้าเนื้อหนังคู่เดียว มีไว้สำหรับเหยียบย่ำออกเดินบนพื้นแท้ๆ... แต่ทำไมพวกผู้ชายหน้าไหนๆ ถึงได้ชอบเกิดอารมณ์สยิวแอบจ้องแอบมองกันนักก็ไม่รู้”
​“รู้ไหม... เวลาที่ฉันต้องสวมชุดกระโปรงสั้นเดินไปตามถนนหนทางหรือห้างสรรพสินค้า มักจะมีพวกสายตาโรคจิตน่ารำคาญจากผู้ชายรอบข้างคอยจับจ้องมองดิ่งมาที่เรียวขาและฝ่าเท้าของฉันอยู่เรื่อยเลยล่ะค่ะ น่าอึดอัดชะมัด”
​ฉีหลินเอื้อมเรียวนิ้วแกร่งขยับเชยคางมนของคุณหนูเซียวเถียนขึ้นมาสบตากันตรงๆ อีกครั้ง แววตาฉายประกายความเป็นเจ้าของอันดุดัน “หึๆ... งั้นฉันขอถามคำถามสำคัญหน่อยสิครับเถียนเถียน... แล้วนอกจากสายตาของคนนอกพวกนั้น... ที่ผ่านมาในอดีตเคยมีผู้ชายหน้าไหน... มีสิทธิ์ได้ ‘สัมผัสจับต้อง’ หรือเห็นฝ่าเท้าเปลือยเปล่าคู่สวยคู่นี้ในระยะประชิดแบบที่ฉันกำลังทำอยู่ในตอนนี้อีกไหมล่ะ?”
​เซียวเถียนกลอกสายตาคู่สวยใส่ฉีหลินวงใหญ่ ก่อนจะหลุดหัวเราะคิกคักออกมากับพฤติกรรมขี้หึงหวงของเขา “นายนี่มันเป็นคนขี้หึงขี้หวงเกินเหตุจริงๆ เลยนะตงซี... ก็อย่างที่บอกไงคะ ปกติเวลาฉันเดินทางออกไปข้างนอกในวันสบายๆ ฉันก็ชอบสวมใส่รองเท้าแตะแฟชั่นสไตล์นางฟ้าโชว์เนื้อเท้าอยู่เหมือนกันแหละ ถ้าหากจะมีสายตาของคนอื่นแอบลอบมองผ่านๆ แล้วคุณจะตามไปเถียงไปว่าอะไรพวกเขาได้ล่ะคะ?”
​ทว่า... ทันทีที่พ่นคำพูดจบ ประโยคถัดมาผนวกกับพฤติกรรมของคุณหนูสายอาร์ตกลับทำให้ฉีหลินต้องลอบยิ้มร้ายสะใจลึกๆ
​เมื่อใบหน้าหวานหมดจดของเซียวเถียนพลันซับสีเลือดฝาดจนแดงก่ำลามไปถึงซอกคอ เธอโน้มสรีระช่วงบนขยับกายเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของฉีหลินในระยะห่างไม่ถึงเซนติเมตร ลมหายใจอุ่นร้อนอันหอมหวานรินรดผ่านใบหูหนาของยามหนุ่มพร้อมคำสารภาพที่ปลดล็อกแต้มระบบ
​“...แต่ถ้าจะพูดถึงผู้ชาย... ที่กล้าดีใช้วิธีหน้าด้าน ‘ลงมือทำ’ เข้ามาจับมาลูบเฟ้นคลึงฝ่าเท้าของฉันตรงๆ ต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้น่ะ... เฉินตงซี... คุณคือผู้ชาย ‘คนแรก’ ในชีวิตของฉันเลยนะจ๊ะ...!” สิ้นเสียงกระซิบอันแสนยั่วยวน เซียวเถียนก็ซบหน้าลงกับบ่าหนาของเขาแน่นหนาด้วยความขวยเขินอย่างที่สุด โดยที่เธอหารู้ไม่เลยว่า... คำสารภาพอันแสนบริสุทธิ์และยอมเปิดใจชิ้นนี้... ได้กลายเป็นตั๋วทองคำใบใหญ่ที่กำลังจะนำพาชีวิตอันสูงส่งของเธอ เดินทางเข้าสู่กับดักและกรงขังของจอมวายร้ายอย่างฉีหลินอย่างสมบูรณ์แบบเรียบร้อยแล้ว!