- หน้าแรก
- ตัวร้ายยิ่งลูกดกยิ่งโชคดี เหล่านางเอกดวงตั้งครรภ์ทะลุหลอด
- บทที่ 22: เซียวเถียนติดเบ็ด ขอลิ้มรสเธอแทนเฉินตงซีให้หนำใจ
บทที่ 22: เซียวเถียนติดเบ็ด ขอลิ้มรสเธอแทนเฉินตงซีให้หนำใจ
บทที่ 22: เซียวเถียนติดเบ็ด ขอลิ้มรสเธอแทนเฉินตงซีให้หนำใจ
บทที่ 22: เซียวเถียนติดเบ็ด ขอลิ้มรสเธอแทนเฉินตงซีให้หนำใจ
​แน่นอนว่าเมื่อเซียวเถียนได้ยินข้อเสนออันแสนเอื้อเฟื้อจากปากของพนักงานรักษาความปลอดภัยหนุ่ม หัวใจของเธอก็แทบจะโบยบินเข้าไปในอาคารเรียนหลักเพื่อพบหน้าชายคนรักเก่าในทันที ความร้อนอบอ้าวจากแสงแดดฤดูใบไม้ร่วงทำให้เธอแทบจะหมดความอดทนอยู่แล้ว
​“ถ้างั้นก็รบกวนคุณรีบไปตามเขาออกมาไวๆ หน่อยก็แล้วกันนะคะ”
​เธอพยักหน้าตอบรับแกมออกคำสั่งเล็กน้อยด้วยท่าทีไว้ตัว จากนั้นก็ขยับกายไปยืนนิ่งเฉยอยู่ใต้ร่มเงาซุ้มประตู ไม่คิดจะเอ่ยปากพูดจาภาษาใดๆ กับคนชั้นล่างอย่างรปภ. อีกต่อไป
​ฉีหลินเริ่มจะคุ้นชินและจับจุดนิสัยเย่อหยิ่งจงใจของพวกตัวเอกระดับสูงแบบเซียวเถียนได้บ้างแล้ว เขาไม่ได้แสดงอาการขุ่นเคืองอันใด ทำเพียงแค่ยิ้มรับอย่างสุภาพก่อนจะหมุนตัวเดินผละออกจากป้อมยาม มุ่งตรงเข้าไปยังด้านในของเขตรั้วโรงเรียนทันที
​ทว่าอย่าได้เข้าใจผิดไปเชียว... ฉีหลินไม่ได้มีความคิดอันแสนดีที่จะก้าวเท้าไปตามตัวเฉินตงซีออกมาเสวยสุขกับแสงจันทร์ขาวหรอกนะ!
​เมื่อเนตรโชคชะตายืนยันแน่ชัดแล้วว่าสตรีชุดเดรสสีแชมเปญตรงหน้าคือเป้าหมายสูงสุดในภารกิจบ่อนทำลายวาสนาของระบบดาวข่ม สิ่งแรกที่เขาต้องการในเวลานี้คือ ‘มุมอับสายตาที่ไร้ผู้คน’ เพื่อทำกรรมวิธีแปลงโฉมขั้นเทพ
​ยามหนุ่มเลี้ยวขวาหลบเข้าสู่ซอกตึกหลังโรงยิมที่ร้างผู้คน ทักษะความรู้จากวิชา ‘เทพจำแลงพันหน้า’ ที่เขาเรียนรู้จนแตกฉานหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายสั่งการทันที โครงสร้างกระดูกขนาดเล็กบนใบหน้าเริ่มขยับปรับเคลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว กล้ามเนื้อบิดตัว เส้นผมสั้นเกรียนขยายตัวจัดแต่งทรงสไตล์สุภาพบุรุษนักเรียนนอกสีกรมท่าสว่างวับ
​ใช้เวลาไม่ถึงสามนาที... ชายหนุ่มผู้มีส่วนสูง รูปร่าง และใบหน้าหล่อเหลาพิมพ์นิยมถอดแบบออกมาจากเฉินตงซีราวกับแกะพิมพ์เดียวกัน ก็ก้าวเท้าเดินออกมาสู่สายตาของผู้คนอย่างสมบูรณ์แบบ!
​“อะแฮ่ม... อะแฮ่ม! เถียนเถียนจ๋า... สามีคนใหม่สุดหล่อของเธอเดินทางมาหาถึงที่แล้วนะจ๊ะ”
​และเพื่อความแนบเนียนขั้นสูงสุด ฉีหลินขยับลูกกระเดือกเปิดใช้งาน ‘ทักษะเทพเลียนเสียง’ ปรับจูนคลื่นความถี่กล่องเสียงลองพ่นคำพูดกับอากาศดูหนึ่งประโยค และผลลัพธ์ที่ได้มันช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก น้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวล แฝงความหยิ่งยโสในนั้น... มันช่างเหมือนเป๊ะกับเนื้อเสียงของเฉินตงซีชนิดที่แยกแยะไม่ออก!
​คราวนี้แหละเกมกระชากหน้ากากพระเอกมันช่างน่าสนุกสะใจขึ้นเป็นกอง ต่อให้ในวันพรุ่งนี้พ่อแม่บังเกิดเกล้าของเฉินตงซีจะมายืนยันด้วยตัวเอง ก็ไม่มีทางแยกแยะออกอย่างแน่นอนว่าชายคนไหนคือลูกชายตัวจริงของพวกเขากันแน่!
​ฉีหลินในคราบครูหนุ่มก้าวเท้าฉับๆ เดินย้อนกลับมาที่หน้าประตูทางเข้าหลักของโรงเรียน
​ทางด้านเซียวเถียนที่กำลังยืนใช้กระดาษพัดวีระบายความร้อนอยู่ พอเหลือบสายตาไปเห็นร่างสูงของเฉินตงซีที่เธอเฝ้าถวิลหาเดินตรงเข้ามา ใบหน้าสวยหวานไร้เดียงสาก็พลันปรากฏแววดีใจแล่นพล่านขึ้นมาทันที
​“เถียนเถียนจ๋า... ขอโทษด้วยจริงๆ นะครับที่ปล่อยให้คุณต้องยืนรอนานขนาดนี้”
​ฉีหลินก้าวเท้าเข้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว แววตาฉายประกายความรักอันลึกซึ้ง (ที่แสร้งทำ) ชายหนุ่มเอื้อมฝ่ามือหนาออกไปลูบเส้นผมสลวยบนศีรษะของเธออย่างอ่อนโยน นุ่มนวล... ทว่าในใจส่วนลึกของเขากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยันประหนึ่งกำลังลูบหัวสุนัขเชื่องๆ ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง
​เซียวเถียนผู้เย่อหยิ่งหารู้ไม่เลยแม้แต่น้อยว่า ชายหนุ่มรูปงามที่กำลังยืนส่งยิ้มละไมอยู่ตรงหน้าเธอนั้น ไม่ใช่เฉินตงซีคนรักเก่าเลยสักกระเบียดนิ้ว แต่เป็นไอ้รปภ.ชั้นต่ำที่เธอเพิ่งนึกรังเกียจไปเมื่อครู่ต่างหาก! เธอรู้สึกเคลิบเคลิ้มและเพลิดเพลินไปกับการกระทำอันแสนเอาอกเอาใจนี้อย่างยิ่ง
​แม้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งสองคนจะยังคงลักลอบติดต่อสื่อสารทางข้อความกันอยู่เป็นระยะ ทว่าก็ไม่ได้พบเจอหน้าค่าตากันตัวเป็นๆ มาเนิ่นนานแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นในสมัยเรียนที่คบหากันแรกๆ ทั้งคู่ต่างก็ยังอ่อนหัดต่อโลก ประกอบกับครอบครัวของทั้งสองฝ่ายเข้มงวดเรื่องจารีตประเพณีมาก ในอดีตเฉินตงซีจึงทำได้เพียงแค่ส่งสายตาหวานซึ้ง ไม่เคยแม้แต่จะมีโอกาสได้จับจูบลูบคลำหรือสัมผัสเนื้อตัวของเธอเลยสักครั้งเดียว นี่จึงนับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่สรีระของทั้งสองได้ขยับเข้าใกล้ชิดกันขนาดนี้
​“เอ๊ะ... ตงซีคะ แล้วไอ้พี่ยามคนเมื่อกี้ที่อาสาเดินเข้าไปตามคุณล่ะคะ? ทำไมเขาไม่ได้เดินตามกลับมาด้วยกันล่ะ?”
​ในระหว่างที่เซียวเถียนกำลังเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปกับสัมผัสอันอบอุ่นของฝ่ามือฉีหลิน จู่ๆ สมองของเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยคนนั้นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
​ฉีหลินหัวเราะหึๆ ในลำคอ พ่นเสียงทุ้มต่ำเลียนแบบเฉินตงซีได้อย่างไร้ที่ติ “อ๋อ... พอดีหมอนั่นเขาติดธุระด่วนเคลียร์รถที่ลานจอดรถด้านในนิดหน่อยน่ะครับเถียนเถียน ก็เลยไม่ได้เดินกลับมาพร้อมกับฉันน่ะ ช่างหัวยามนั่นเถอะครับ”
​เซียวเถียนย่นจมูกทำแก้มป่องเอ่ยพ่นคำพูดดูแคลนออกมาทันที “เหอะ... ไม่เดินกลับมาน่ะดีที่สุดแล้วล่ะค่ะตงซี! ฉันจะบอกอะไรให้ฟังนะ ยามเฝ้าประตูคนเมื่อกี้ทัศนคติและท่าทางแย่มากเลยล่ะค่ะ ตอนที่ฉันยืนหลบแดดอยู่ หมอนั่นเอาแต่ส่งสายตาโลเลลามกจ้องมองมาที่เรือนร่างของฉันตาไม่กะพริบ น่ารังเกียจและสกปรกที่สุดเลยค่ะคนประเภทนี้!”
​ฉีหลิน: “...”
​‘แม่งเอ๊ย...!’ ยามหนุ่มอุทานในใจ หน้าตาคราบเฉินตงซีแทบจะกระตุกยิกๆ
​การต้องมานั่งยืนฟังผู้หญิงสวยๆ ยืนด่าทอตัวตนที่แท้จริงของตัวเองในระยะประชิดแบบเน้นๆ เข้าหูเนี่ย... ความรู้สึกมันช่างบอกไม่ถูกจริงๆ แฮะ! มันก็แค่ภูมิหลัง วาสนา ฐานะทางครอบครัว และออร่าระดับความเป็นพระเอกของเขาในอดีตมันถูกลิขิตมาให้เป็นแค่เกรด G ชนชั้นต่ำสุดไม่ใช่หรือไงกันล่ะ? พอต้องมาเผชิญหน้ากับคุณหนูไฮโซผู้เพียบพร้อมและหยิ่งยโสในชนชั้นแบบเซียวเถียน ถึงต้องได้รับการปฏิบัติและคำด่าทอราวกับขยะเหม็นเปรี้ยวขนาดนี้เชียวเหรอ?
​ไฟแห่งความปรารถนาที่จะทำลายอีโก้ของสตรีตรงหน้าพุ่งทะยานขึ้นสูงทันที ฉีหลินลดฝ่ามือที่ลูบหัวเธอลง จากนั้นเขาก็ฉวยโอกาสคว้าหมับเข้าที่ข้อมือเล็กๆ ที่ทั้งนุ่มนิ่ม เนียนละเอียด และเย็นเฉียบของเซียวเถียนมากุมไว้แน่น ก่อนจะสอดประสานนิ้วมือทั้งสิบเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่นแสดงความเป็นเจ้าของดื้อๆ
​“เถียนเถียนครับ... คุณรังเกียจที่เขาประกอบอาชีพเป็นรปภ. หรือว่าคุณเกลียดที่ตัวตนภายนอกของเขาตรงๆ กันแน่ล่ะจ๊ะ? สมมุตินะ... ถ้าหากว่าวันหนึ่งดวงชะตาพลิกผัน แล้วฉันกลายไปสวมชุดเครื่องแบบรปภ.กระจอกๆ คนนั้นแทน... เถียนเถียน คุณจะยังรักและชอบผู้ชายอย่างฉันอยู่ไหมครับ?”
​จู่ๆ ฉีหลินในร่างเฉินตงซีก็เอ่ยปากถามคำถามเชิงจิตวิทยาที่ฟังดูประหลาดและหลุดโลกขึ้นมา
​เซียวเถียนชะงักฝีเท้าไปทันที คิ้วสวยขมวดเข้าหากันด้วยความงุนงง จากนั้นสมองของเธอก็เริ่มจินตนาการเอาภาพใบหน้าอันหล่อเหลาภูมิฐานของเฉินตงซี ไปตัดต่อสวมทับกับเครื่องแบบพนักงานรักษาความปลอดภัยสีเข้มดู
​‘อันที่จริง... ถ้าย้อนกลับมาคิดดูดีๆ ไอ้รปภ.ปากเสียคนเมื่อกี้ หน้าตาและรูปร่างของเขาก็จัดว่าหล่อเหลาเอาการและหุ่นล่ำสันดีอยู่หรอกนะ แต่อาจเป็นเพราะเขาใส่ชุดยามต่ำต้อยนั่นล่ะมั้ง มันเลยทำให้ราศีหม่นหมองดูโรคจิตน่ากลัว...’
‘แต่ถ้าวันหนึ่งตงซีคนรักของฉัน... ต้องไปสวมชุดรปภ. ขยะสังคมชุดนั้นยืนโบกรถล่ะก็...’
​ทันใดนั้น ร่างกายของเซียวเถียนก็อดไม่ได้ที่จะเกิดอาการขนลุกซู่ด้วยความสยองเกลียดชัง จู่ๆ เธอก็ตระหนักรู้ความจริงในส่วนลึกของจิตใจตนเองว่า สิ่งที่เธอรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์แท้จริงแล้ว... มันคือ ‘ตัวอาชีพรปภ.’ และช่องว่างระหว่างชนชั้นต่างหาก! เพราะในฐานะลูกคุณหนูตระกูลใหญ่ ในใจของเธอยึดมั่นเสมอว่ามีเพียงผู้ชายที่ประกอบอาชีพการงานชั้นสูง ได้รับเกียรติยศและเสียงชื่นชมยกย่องจากสังคมเท่านั้น ถึงจะคู่ควรมาเคียงข้างคนอย่างเธอ!
​แน่นอนล่ะ... ความคิดเรื่องการเหยียดชนชั้นทางสังคมที่โหดร้ายแบบนี้ เซียวเถียนย่อมไม่มีทางโง่พ่นแสดงมันออกมาให้คนรักเห็นเด็ดขาด เธอฝืนปั้นรอยยิ้มหวานกลบเกลื่อนพูดยั่ว “โธ่... ตงซีคะ คุณพูดจาบ้าบออะไรออกมาเนี่ย? คนระดับคุณจบเกียรตินิยมเมืองนอก เป็นถึงอาจารย์คณิตศาสตร์ผู้ทรงเกียรติ จะไปลดตัวประกอบอาชีพต่ำต้อยเป็นรปภ. ได้ยังไงกันล่ะคะ เลิกพูดเล่นไร้สาระได้แล้วค่ะ”
​เซียวเถียนไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืดเรื่องอาชีพขยะๆ นี้ให้เสียบรรยากาศการเดต เธอรีบเบนหัวข้อสนทนาทันที
​“จริงสิตงซี ทำไมวันนี้คุณถึงเดินเท้าเปล่าออกมาจากโรงเรียนล่ะคะ? รถเก๋ง BMW X5 คันโปรดของคุณหายไปไหนซะล่ะ? พวกเราออกไปเที่ยวเดินทางกันโดยไม่มีรถส่วนตัวแบบนี้ มันไม่ค่อยสะดวกสบายและเสียภาพลักษณ์เลยนะ”
​ฉีหลินได้ยินคำซักไซ้เรื่องรถก็ลอบยิ้มร้ายในใจ ทว่าใบหน้ายังคงนิ่งสนิท หมอนี่แสร้งทำเป็นหัวเราะฮะๆ เลียนแบบเฉินตงซี “อ๋อ... แหม ผมก็นึกว่ารอบนี้เถียนเถียนสุดที่รักของผมจะขับรถสปอร์ตคันหรูของที่บ้านมาซะอีกน่ะสิครับ ใครจะไปรู้ล่ะว่าคุณเองก็ไม่ได้ขับรถมาเหมือนกัน ไม่งั้นผมคงสตาร์ทรถรอแล้ว”
​กึก...!
​ทันใดนั้นเอง เซียวเถียนก็พลันหยุดก้าวเดินกะทันหัน!
​เธอปล่อยมือออกจากฉีหลิน ตวัดสายตาคู่สวยฉายแววเคลือบแคลงใจ หวาดระแวง และสงสัยขั้นรุนแรงจับจ้องมองตรงมาที่ใบหน้าของเขาเขม็ง ราวกับกำลังยืนพิจารณามอง ‘คนแปลกหน้า’ ที่ไม่รู้จัก!
​ฉีหลินสังเกตเห็นปฏิกิริยาต่อต้านที่ผิดปกติของเซียวเถียน ภายในอกของยามหนุ่มก็กระตุกวูบไปหนึ่งจังหวะ
​‘เชี่ยแล้วไหมล่ะ...! หรือว่าเมื่อกี้ฉันจะพ่นคำพูดอะไรที่ผิดพลาดขัดแย้งกับความจริงในอดีตของพวกมันสองคนออกไปวะ?’
​น้ำเสียงของเซียวเถียนพลันเย็นเยือกและห่างเหินลงไปหลายส่วน “เฉินตง... คุณพูดจาแปลกๆ อีกแล้วนะจ๊ะ ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว... ฉันเป็นโรคหวาดกลัวการขับรถขั้นรุนแรง แค่เห็นพวงมาลัยก็ใจสั่นจนไม่สามารถไปสอบใบขับขี่ได้ตลอดชีวิต เรื่องปมในใจที่สำคัญขนาดนี้... คุณที่เป็นคนรักของฉันย่อมต้องรู้อยู่แก่ใจดีที่สุดไม่ใช่เหรอคะ? แล้วทำไมเมื่อกี้คุณถึงพูดเหมือนคาดหวังให้ฉันเป็นคนขับรถมาหาคุณกันล่ะฮะ?!”
​ฉีหลินยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองเบาๆ สมองอันฉลาดเฉลียวประมวลผลหาทางรอดวิกฤตหน้ากากแตกในระดับเสี้ยววินาที ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะอบอุ่นฝืนแก้เก้อตบท้ายอย่างลื่นไหล
​“โธ่... เถียนเถียนจ๋า ฉันหมายความว่าตลอดเวลาหลายปีที่พวกเราพรากจากกันไป ฉันแอบหวังและคิดในแง่ดีว่าคุณหนูผู้เก่งกาจของฉันจะสามารถเอาชนะโรคกลัวบ้าบอนั่นได้แล้วซะอีกน่ะสิครับ... แต่ช่างมันเถอะครับ ในเมื่อคุณขับไม่ได้ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ต่อจากนี้ไป... หน้าที่การเป็นสารถีส่วนตัวขับรถพาคุณเดินทางไปท่องเที่ยวทั่วโลก มันจะเป็นสิทธิ์ขาดของฉันคนนี้เอง ฉันจะขับรถดูแลคุณไปตลอดชีวิตเลยดีไหมครับภรรยา?”
​โชคยังดีที่ฉีหลินผู้มีระบบหนุนหลังนั้น ได้รับการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) และไหวพริบปฏิภาณมาอย่างยาวนาน เจอคำพูดหวานหยดย้อยที่แฝงความโรแมนติกสายปกป้องชุดใหญ่ระดับนี้เข้าไป ปราการความหวาดระแวงในใจของคุณหนูเซียวเถียนก็พังทลายลงในพริบตา เธออดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มหวานฉ่ำออกมา ความขุ่นเคืองเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เธอเอื้อมมือไปตีแขนเขาเบาๆ อย่างแง่งอน
​“บ้าบอที่สุดเลยค่ะตงซี... ใครเป็นภรรยาของคุณกันคะ พูดจาโมเมฉวยโอกาสจริงๆ ตัวคุณเองก็ยังไม่ได้เคลียร์เซ็นใบหย่าขาดกับยัยครูหวังอวิ้นจือคนนั้นเลยนะจ๊ะ~”
​“จริงสิ... เลิกพูดเรื่องเครียดๆ เถอะ แล้วตอนนี้พวกเราจะเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนที่ไหนกันดีล่ะคะ?”
​หากสามารถพูดความจริงในใจออกไปได้ ฉีหลินอยากจะตะโกนบอกใจจะขาดว่า ‘ไปเปิดห้องพักที่โรงแรมหรูสี่ดาวเดี๋ยวนี้เลยครับพี่สาว!’ ทว่าเขารู้ซึ้งถึงนิสัยของพวกนางเอกระดับ A ดีว่าเซียวเถียนไม่ได้เป็นผู้หญิงไร้สมองใจง่ายขนาดที่จะยอมมอบเรือนร่างและสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตให้ผู้ชายเชยชมง่ายๆ ในการพบหน้ากันวันแรกหลังจากห่างหายไปนาน แผนการบ่อนทำลายมันต้องค่อยเป็นค่อยไป
​“อืม... อากาศร้อนแบบนี้ พวกเราเดินทางไปตากแอร์นั่งดูภาพยนตร์ดีๆ ที่โรงหนังในห้างสรรพสินค้าชั้นนำกันดีไหมครับ?” ฉีหลินเสนอแผนการ
​เซียวเถียนเอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานตอบกลับ “ก็เป็นความคิดที่เข้าท่าดีค่ะ... แต่บอกไว้ก่อนนะ หนังตลาดในกระแสสมัยนี้พล็อตเรื่องมันช่างซ้ำซากจำเจและไร้รสนิยมสิ้นดี ฉันไม่อยากดูหรอกค่ะ... จริงๆ ช่วงนี้มีโรงภาพยนตร์คลาสสิกอินดี้เครือข่ายหนึ่ง เอาฟิล์มภาพยนตร์เก่าเรื่อง ‘The Unbearable Lightness of Being’ เวอร์ชั่นปี 1988 ที่แดเนียล เดย์-ลูอิส แสดงนำกลับมาฉายใหม่น่ะค่ะ ฉันอยากไปดูเรื่องนี้ คุณพาฉันไปหน่อยได้ไหมคะ?”
​หากเป็นฉีหลินในอดีตยามต๊อกต๋อยเกรด G ทันทีที่ได้ยินชื่อภาพยนตร์สุดลึกซึ้งอย่าง ‘The Unbearable Lightness of Being’ สมองของเขาคงจะเกิดอาการเดดล็อก ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยปากถามสวนกลับไปทื่อๆ แน่ว่า ‘หืม? หนังบ้าอะไรชื่อยาวเป็นหางว่าว เป็นหนังผีหรือหนังแอคชั่นฮอลลีวูดเข้าใหม่เหรอครับพี่?’ ซึ่งนั่นมันจะทำให้ภาพลักษณ์ความรู้ปัญญาชนของเฉินตงซีพังทลายทันที
​ทว่า ณ วินาทีวิกฤตนี้... เขาต้องกราบขอบพระคุณของรางวัลตอบแทนชิ้นโตอย่างฉายา ‘ปรมาจารย์ด้านวรรณกรรมระดับโลก’ ที่ระเบิดดร็อปมาจากหีบสมบัติทองคำของถังอวี่เปาเมื่อคืนนี้เสียแล้ว! เพราะมวลความรู้อันมหาศาลพรั่งพรูขึ้นมาในสมองของเขาในเสี้ยววินาที
​ข้อมูลแจ่มชัดระบุว่า: ‘The Unbearable Lightness of Being’ เป็นภาพยนตร์แนวรักโรแมนติกเชิงปรัชญาและศิลปะขั้นสูง ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายชิ้นเอกของมิลาน คุนเดอรา เข้าฉายในอเมริกาเมื่อปี 1988 บอกเล่าเรื่องราวความรักความสัมพันธ์อันซับซ้อน มิติทางชะตากรรมและการเมืองระหว่างศัลยแพทย์สมองหนุ่มจอมเจ้าชู้กับจิตรกรสาวนามซาบีน่า ซึ่งภาพยนตร์ชั้นครูเรื่องนี้ยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ ในสาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยมในปี 1989 อีกด้วย!
​‘แม่เจ้าโว้ย... ยัยคุณหนูเซียวเถียนคนนี้ แท้จริงแล้วหล่อนเป็นพวก ‘สาวสายอาร์ต’ ที่ชอบเสพงานศิลปะและวรรณกรรมชั้นสูงหรอกเหรอเนี่ย? โชคดีฉิบหายที่เมื่อคืนระบบมันประทานฉายาปรมาจารย์วรรณกรรมมาให้ฉัน ไม่งั้นวันนี้เจอมุกหนังอินดี้ปี 1988 เข้าไป ฉันคงได้ยืนเอ๋อหน้าแตกรับมือยากจนความแตกแน่ๆ!’ ฉีหลินลอบอุทานในใจด้วยความโล่งอกแกมสะใจ
​ในเวลานี้ ยามหนุ่มฉีหลินเริ่มจะกระจ่างแจ้งและเข้าใจถึงความหมายเบื้องหลังลึกๆ ของระบบ ‘ระดับออร่าความเป็นพระเอก’ อย่างถ่องแท้แล้ว
​ตัวอักษรแบ่งเกรด SSS / A / B / C / D เหล่านี้ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่มาตรวัดระดับโชคลาภโง่ๆ เท่านั้น ทว่ามันยังรวมไปถึงต้นทุนศักยภาพ ความสามารถส่วนบุคคล คลังความรู้ สติปัญญาปัญญาชน รูปร่างหน้าตา ตลอดจนฐานะทางสังคมและอำนาจบารมีของครอบครัวที่หล่อหลอมรวมกันขึ้นมาอีกด้วย พวกตัวเอกเกรด A อย่างเฉินตงซีหรือคังต๋า... ไม่มีใครเป็นคนธรรมดาเดินดินเลยสักคน ต่างคนต่างก็มีทักษะพิเศษเฉพาะทางและอีโก้ที่สูงเสียดฟ้าคู่ควรกับระดับของตน
​‘มิน่าล่ะ... ทั้งที่ตัวตนที่แท้จริงของฉันก็จัดว่าเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาเอาการและหุ่นล่ำสันไม่แพ้ใคร ทว่าตอนแรกที่เซียวเถียนจ้องมองมาในคราบรปภ. เธอกลับแสดงท่าทีหยิ่งยโสและรังเกียจเหยียดหยามออกมาตรงๆ... นั่นคงเป็นเพราะ ‘ความแตกต่างทางสถานะทางสังคม’ ที่ถูกกำหนดโดยเกรดพลัง มันได้สร้าง ‘กำแพงช่องว่างระหว่างชนชั้น’ จนกลายเป็นความรู้สึกผลักไสและมองข้ามหัวคนจนสินะ’
​ฉีหลินแค่นยิ้มร้ายในใจ นัยน์ตาสาดประกายความกระหายเด็ดเดี่ยว
​‘เกรด A แสงจันทร์ขาวผู้สูงส่งงั้นเหรอ?... ดี! ยิ่งแกแพง ยิ่งแกหยิ่งยโสในสายเลือดมากเท่าไหร่... เวลาที่ฉันใช้คราบของเฉินตงซีลากแกขึ้นเตียงไป ‘ตีโฮมรัน’ บดขยี้เกียรติยศของคุณหนูให้แหลกคามือ... มันถึงจะสะใจและคุ้มค่าแต้มโชคชะตาที่สุดคอยดูเถอะ!’ ชายหนุ่มก้าวเท้าจูงมือเซียวเถียนมุ่งหน้าสู่โรงหนังอินดี้ทันที!