เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 วันที่สองในเขตรกร้างสิ้นสุดลง

บทที่ 11 วันที่สองในเขตรกร้างสิ้นสุดลง

บทที่ 11 วันที่สองในเขตรกร้างสิ้นสุดลง


บทที่ 11 วันที่สองในเขตรกร้างสิ้นสุดลง

【แปลงปลูกผักขนาดใหญ่ (ดีเยี่ยม)】

พื้นที่: 35 ตารางเมตร (ความต้องการน้ำต่อตารางเมตร 50 มิลลิลิตร/ตารางเมตร/วัน)

คำอธิบาย: เร่งการเจริญเติบโตของผักเล็กน้อย ผสมเกสรโดยอัตโนมัติ ผักที่ปลูกออกมาจะมีระดับคุณภาพไม่ต่ำกว่าระดับคุณภาพของแปลงปลูก

ความสามารถพิเศษ: เซนเซอร์รวมแสง (ขอเพียงมีส่วนใดส่วนหนึ่งของแปลงปลูกได้รับแสงสว่าง ก็จะสามารถส่งผ่านผลลัพธ์ไปยังผักทั้งหมดได้)

คำประเมิน: เจ้านายดูสิ ที่นี่มีแปลงปลูกผักด้วย เสี่ยวหมิ่นจะไปเก็บผักในแปลงมาให้เจ้านายกินนะคะ....

เมื่อเห็นคุณสมบัติของแปลงปลูกผัก ซูหมัวก็หัวเราะออกมา มิน่าล่ะ พี่เฟิงถึงไม่มีความมั่นใจที่จะเรียกราคาต่อ

เกรงว่าแม้แต่เขาก็ไม่คิดว่าความต้องการน้ำ 1750 มิลลิลิตรต่อวันเมื่อแปลงปลูกผักทำงานเต็มพิกัดจะเป็นสิ่งที่คนในปัจจุบันสามารถจัดหาให้ได้

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้น้ำมากมายขนาดนี้ไปรดผัก สู้เอาน้ำไปแลกของอย่างอื่นโดยตรงยังจะคุ้มกว่า

แต่เรื่องนี้ ซูหมัวกลับไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

การสังเกตที่เฉียบแหลมทำให้ซูหมัวสังเกตเห็นคำอธิบายคุณสมบัติของแปลงปลูกผัก

ผักที่ปลูกออกมาจะมีระดับคุณภาพไม่ต่ำกว่าระดับดีเยี่ยม

คุณสมบัตินี้อาจดูไร้ประโยชน์ไปบ้าง แต่สำหรับซูหมัวแล้ว มันคือไอเทมระดับเทพชัดๆ

ขอเพียงมีคะแนนการเอาชีวิตรอดเหลือเฟือ ทุ่มลงไปในการอัปเกรดระดับคุณภาพของแปลงปลูก ผักก็จะอัปเกรดตามไปด้วย

ลองนึกถึงผักระดับหายากหรือระดับที่สูงกว่านั้นในอนาคตดูสิ!

น้ำลายของซูหมัวไหลออกมาจากปากอย่างไม่รักดี

เขาเปิดแผงการแลกเปลี่ยน และซื้อเมล็ดพันธุ์ที่เพียงพอสำหรับการปลูกในพื้นที่สามสิบห้าตารางเมตรมาได้อย่างง่ายดาย

ราคาของเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ยังต่ำจนน่าตกใจ

ใช้เพียงน้ำ 10 มิลลิลิตรเท่านั้น!

ในยุคอารยธรรม น้ำ 10 มิลลิลิตรทำอะไรได้บ้าง หากยกตัวอย่างจากฝาขวดน้ำแร่นงฟูสปริง หนึ่งฝาก็เกือบ 8 มิลลิลิตรแล้ว

ซูหมัวใช้น้ำมากกว่าฝาขวดนิดเดียวแลกเมล็ดพันธุ์มาได้หลายสิบเมล็ด การลดราคาแบบกระหน่ำครั้งนี้ ต่อให้เทพเสินหนงมาเห็นก็คงต้องแอบหลั่งน้ำตา

(เทพเสินหนง หรือที่รู้จักกันในนาม "เอี๋ยนตี้" เป็นหนึ่งในสามเทพบรรพกาลของจีน ได้รับการยกย่องให้เป็น บิดาแห่งการเกษตรและการแพทย์แผนจีน ผู้คิดค้นคันไถและสอนให้มนุษย์รู้จักการเพาะปลูก)

ผ่านไปสองวันเต็มๆ ซูหมัวไม่ได้กินผักเลย ในปากจืดชืดจนแทบจะกลายเป็นนกอยู่แล้ว

สัญชาตญาณการปลูกผักที่จารึกอยู่ในสายเลือดโบราณ ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทันทีที่ซูหมัวได้รับเมล็ดพันธุ์!

ในบรรดาเมล็ดพันธุ์สำหรับพื้นที่สามสิบห้าตารางเมตร ซูหมัวตั้งใจจะใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ปลูกมะเขือเทศ ส่วนที่เหลือจะปลูกกระเทียมกับผักกาดขาว

ในอดีต คนทางใต้ที่อยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มักจะได้รับวิตามินที่ร่างกายต้องการอย่างเพียงพอผ่านผักและผลไม้ที่หลากหลายรวมถึงอาหารทะเล

แต่สำหรับกลุ่มคนทางเหนือ เนื่องจากเงื่อนไขด้านชลประทานและที่ดิน จึงทำได้เพียงเลือกปลูกผักบางชนิดที่ช่วยให้คนมีชีวิตรอดได้เท่านั้น

ในบรรดานั้น ต้องยกให้มะเขือเทศ กระเทียม ผักกาดขาว และมันฝรั่ง เป็นสี่อย่างหลัก

มะเขือเทศช่วยย่อยอาหาร และช่วยเรื่องการขับถ่าย

กระเทียมช่วยถอนพิษ ฆ่าเชื้อและบำรุงกระเพาะ ต้นกระเทียมยังใช้ผัดอาหารเพื่อเพิ่มความหอมได้ หรือจะกินเล่นเป็นของว่างก็ยังได้

มันฝรั่งให้ผลผลิตต่อไร่มาก อิ่มท้อง กินมื้อเดียวสามารถทำงานได้ทั้งวัน

ส่วนผักกาดขาวนั้นเนื่องจากเก็บรักษาได้ง่าย และรสชาติก็ไม่เลว จึงถูกบรรจุอยู่ในเมนูอาหารของคนทางเหนือเช่นกัน

ผักทั้งสี่ชนิดนี้ ล้วนเป็นผักที่เหมาะกับซูหมัวในตอนนี้มากจริงๆ

หลังจากเลือกอยู่พักหนึ่ง ซูหมัวก็ล้มเลิกการปลูกมันฝรั่ง

เขาสะบัดมือเรียกแปลงปลูกผักออกมาจากช่องเก็บของ ทันใดนั้น หลุมหลบภัยที่เคยดูค่อนข้างกว้างขวางก็ดูแออัดขึ้นมาทันที

เขาวางแปลงปลูกผักไว้ใต้ช่องแสงบนเพดาน จากนั้นก็นำเมล็ดผักฝังลงในดินตามระยะห่างที่กำหนด หลังจากฝังเสร็จ ซูหมัวก็ครุ่นคิด

“ระยะเวลาการเติบโตของมะเขือเทศกับกระเทียมอยู่ที่ประมาณสามเดือน ส่วนผักกาดขาวน่าจะเร็วกว่านิดหน่อย ประมาณสองเดือน”

“แต่ไม่รู้ว่าแปลงปลูกผักนี้ มันจะช่วยเร่งความเร็วได้มากแค่ไหน?”

การเพาะปลูกเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก

ซูหมัวเองก็ไม่มีความรู้ด้านเกษตรกรรมมากนัก ทำได้เพียงฝากความหวังไว้กับแปลงปลูกผักให้ทำงานได้ดี

เพราะในวันสิ้นโลก การจะหาปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมนั้นยากเกินไป ส่วนการจะเอาขี้เถ้าแกลบมาใส่ ซูหมัวคิดดูแล้ว ตัดสินใจว่ารอให้ผ่านพ้นภัยพิบัติครั้งแรกไปก่อนค่อยว่ากัน

เมื่อไม่มีนาฬิกาบอกเวลา ผู้รอดชีวิตทุกคนในเขตรกร้างจึงกลับมาใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ดวงอาทิตย์ขึ้นทำงานดวงอาทิตย์ตกพักผ่อน

เขานั่งบนเก้าอี้ ซูหมัวเริ่มคำนวณทรัพยากรในมือที่มีอยู่ตอนนี้

อย่างแรกคือเหมืองทองที่สำคัญที่สุดในฐานที่มั่น-น้ำพลังไซออนิก

จากการสะสมในช่วงบ่าย ตอนนี้น้ำพลังไซออนิกสะสมกลับมาอยู่ที่ 1000 มิลลิลิตรอีกครั้ง

ด้วยความเร็ว 300 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง หากไม่ใช่เพื่อควบคุมปริมาณสินค้าที่ออกสู่ตลาด ซูหมัวคงอยากจะขนออกไปแลกทรัพยากรกลับมาให้หมดทีเดียว

ทรัพยากรแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์อย่างเหล็ก ตอนนี้แลกมาได้ 130 หน่วยแล้ว

หากในอนาคตจะเปลี่ยนหลุมหลบภัยให้เป็นเหล็ก ตามการคำนวณที่ว่าหนึ่งตารางเมตรต้องใช้เหล็กแท่งสองหน่วย ยังขาดอีก 70 หน่วยถึงจะสามารถอัปเกรดโครงสร้างวัสดุของที่หลบภัยได้อย่างครอบคลุม ซึ่งมันจะมั่นคงและปลอดภัยกว่าเดิมมาก

แต่ในยามที่ยังไม่มีโครงสร้าง ชั่วคราวนี้ก็เป็นได้เพียงจินตนาการ

ในด้านอาหาร ขนมปังปาเน็ตโตเน่เมื่อตอนบ่ายกินไปหนึ่งกิโลกรัม เหลืออีกเก้ากิโลกรัม

ของสิ่งนี้อิ่มท้อง แข็งเหมือนก้อนหิน หากไม่มีน้ำมาแช่ให้ยุ่ย ด้วยฟันของซูหมัวแล้ว เขาคงกัดไม่เข้าแน่นอน

ส่วนของเบ็ดเตล็ดที่เหลือคือไข่สัตว์เลี้ยง และแบบแปลนหนึ่งใบ

หลังจากตรวจสอบเสร็จ ซูหมัวก็ไปเดินดูที่ตลาดการแลกเปลี่ยนอีกรอบ เมื่อเทียบกับความคึกคักในช่วงบ่าย พอถึงตอนกลางคืน ตลาดการแลกเปลี่ยนก็เงียบเหงาลงมาก

น้ำและอาหารยังคงเป็นสินค้าควบคุมที่แข็งแกร่ง อักทั้งยังขาดแคลนอย่างมาก

หรือจะพูดว่า ทุกคนกำลังกักตุนอยู่

เพราะนอกจากซูหมัวแล้ว ใครจะรู้ว่าน้ำอึกนี้ดื่มหมดไปแล้ว พรุ่งนี้จะยังหาน้ำได้อีกหรือไม่

เมื่อไม่พบของที่มีมูลค่า ซูหมัวที่ไม่มีอะไรทำ ก็ไปซุ่มดูในช่องแชทต่อ

ส่วนใหญ่เพื่อรวบรวมข้อมูลบางอย่าง

ในช่องแชทโลก มีข้อความเยอะมาก พอถึงตอนกลางคืน ทุกคนถูกขังอยู่ในที่หลบภัย จึงทำได้เพียงไปพูดคุยเพื่อบรรเทาความเหงา

ซูหมัวกวาดสายตาอย่างรวดเร็ว เมื่อเจอคำสำคัญที่สนใจ ถึงจะหยุดดูสักแวบ

ผ่านไปวันแรก จนถึงวันที่สอง มีผู้เล่นจำนวนมากที่พบโบราณสถานรีเฟรชขึ้นมาข้างกายตัวเอง

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความกล้าเข้าไปสำรวจ

ส่วนใหญ่มักจะเฝ้าดูอยู่รอบนอก

ตามคำบอกเล่าของผู้เล่นบางคนที่เข้าไป เมื่อเข้าไปในโบราณสถานแล้ว หากถอยกลับออกมา โบราณสถานก็จะหายไป

มีโอกาสสำรวจเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

เวลาในการเข้าไปก็มีจำกัด ตามคำบอกเล่าที่ค่อนข้างคลุมเครือ โดยพื้นฐานแล้วจะอยู่ที่ประมาณสองชั่วโมง แล้วจะถูกโยนออกมาโดยอัตโนมัติ

ส่วนในโบราณสถานมีอันตรายอะไร หรือมีตัวอะไรอยู่ในนั้น กลับไม่มีใครพูดถึงเลยแม้แต่คนเดียว

เมื่อได้รับข้อมูลเหล่านี้ ซูหมัวพลันใจหายวาบ

บางทีโบราณสถานอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่บางคนจินตนาการไว้ ภายในนั้นอาจเต็มไปด้วยอันตราย

ตอนนี้ไม่มีใครบอกว่าข้างในมีอันตรายอะไร มีความเป็นไปได้สูงว่า คนที่เจออันตรายไม่มีใครรอดกลับมายังฐานที่มั่นได้อีกเลย

มีเพียงคนที่รอดชีวิตเท่านั้นถึงมาพูดได้

ส่วนคนตายพูดไม่ได้แล้ว!

จำนวนคนที่เหลืออยู่ในช่องแชทภูมิภาคเพียง 762 คน คือหลักฐานที่ดีที่สุด

เพียงวันเดียว มีคนสองร้อยกว่าคนที่จบชีวิตลงบนเขตรกร้างนี้ ไม่สามารถกลับไปยังโลกและพบเจอครอบครัวได้อีก

ซูหมัวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าสลดใจ

หากพรุ่งนี้โบราณสถานรีเฟรชขึ้นมาข้างกาย เขาจะเข้าหรือไม่เข้าดี?

การกบดานอยู่ในฐานที่มั่นอาศัยน้ำพลังไซออนิกค่อยๆ พัฒนาไปย่อมเป็นความคิดที่ดี แต่รางวัลมหาศาลหลังจากสังหารกิ้งก่าได้นั้นกลับทำให้ซูหมัวอดใจสั่นไม่ได้

ทิศทางการอัปเกรดของระบบการเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลก มันก็ต้องใช้ไอเทมมาเปิดใช้งาน

หากเป็นไปตามกระบวนการพัฒนาปกติ ไม่มีภัยพิบัติและสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ การจะกบดานอยู่ที่นี่ไปจนแก่ตาย ซูหมัวมั่นใจว่าเขาทำได้

แต่ที่นี่… ไม่ได้!

สัตว์กลายพันธุ์ที่น่าหวาดกลัว โบราณสถานที่สุ่มรีเฟรช ภัยพิบัติที่ไม่อาจคาดเดา....

“การกบดานอยู่ที่นี่มันไม่มีความมั่นคงเลย สุดท้ายแล้วหลุมหลบภัยของฉันยังอ่อนแอเกินไป ตอนนี้แม้แต่ประตูก็ยังเป็นไม้ หากมีสัตว์กลายพันธุ์ที่โหดกว่านี้มา เกรงว่าฉันจะตายยังไงยังไม่รู้เลย”

“ถ้ามีโบราณสถาน ฉันต้องเข้าไปสำรวจดูสักหน่อย ถึงตอนนั้นก็สำรวจแค่รอบนอก มีปัญหาอะไรก็รีบถอยกลับมา”

ภายใต้แสงไฟที่สว่างไสว ใบหน้าของซูหมัวมีความเด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้น

การเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลก หากไม่ก้าวหน้าก็คือถอยหลัง

ในด้านทรัพยากรและการพัฒนาหลุมหลบภัย เขามีระบบ มั่นใจว่าไม่มีใครเก่งไปกว่าเขาได้แน่ๆ

ในด้านความแข็งแกร่งส่วนบุคคลและจิตใจ ซูหมัวก็ไม่อยากล้าหลังเช่นกัน

“เมื่อครอบครัวมาถึง ฉันต้องมีความแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องพวกเขา!”

หลังจากถามใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนจิตใจแน่วแน่ ทัศนคติของซูหมัวเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก

ความอ่อนน้อมถ่อมตนและความสุภาพในนิสัยของมนุษย์ยุคอารยธรรมกำลังถูกละทิ้งไปทีละน้อย ความดุร้ายกับความป่าเถื่อนที่เป็นของสัตว์ป่ากำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เขากอดหอกไม้โฉว แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง

ไม่นานนัก เมื่อเสียงลมหายใจค่อยๆ สม่ำเสมอ เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

...

ท่ามกลางความมืด แสงดาวโปรยปราย เงาสีดำนับไม่ถ้วนเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วในเขตรกร้าง ส่งเสียงคำรามออกมาเป็นระยะ

มีที่หลบภัยของมนุษย์ถูกตีแตกอย่างต่อเนื่อง เสียงกรีดร้องและเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังขึ้น และเงียบหายไปตามกาลเวลา

ยังมีพวกคนแกร่งจำนวนมากที่วางกับดัก จงใจล่อให้สัตว์กลายพันธุ์มาหา แล้วจัดการสังหารในทีเดียว

ในเขตเหมืองแร่ คนจำนวนมากที่ทำงานอย่างขยันขันแข็งยังคงถือคบไฟ ก้มตัวลงบนสายแร่เพื่อขุดทรัพยากร

ปฏิทินวันสิ้นโลก วันที่สอง

รูปแบบการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ตกอยู่ในอันตราย!

จบบทที่ บทที่ 11 วันที่สองในเขตรกร้างสิ้นสุดลง

คัดลอกลิงก์แล้ว