- หน้าแรก
- ยอดหมอแผนจีน ผมมองเห็นคำวินิจฉัยโรค
- บทที่ 301 เริ่มต้นระดับนรก จุติลงสู่แนวหน้าต่อต้านโรคระบาดสมัยซ่ง!
บทที่ 301 เริ่มต้นระดับนรก จุติลงสู่แนวหน้าต่อต้านโรคระบาดสมัยซ่ง!
บทที่ 301 เริ่มต้นระดับนรก จุติลงสู่แนวหน้าต่อต้านโรคระบาดสมัยซ่ง!
เด็กชายสวมเสื้อผ้าเสร็จ ก็ลงมาจากเตียงตรวจ
หลินอี้กลับมาที่โต๊ะ พลิกใบสั่งยาด้านหลังขึ้นมา แล้วเขียนข้อความลงไป
"ซานเย่า 30 กรัม, อี้เหริน 15 กรัม, ข้าวสาร 50 กรัม"
เขาเขียนไปอ่านไป
"ใช้ไฟอ่อนต้มสี่สิบนาที ต้มเป็นโจ๊ก ไม่ต้องใส่น้ำตาล ถ้ามีเวลาก็ให้เขากินตอนเช้าสักถ้วยครับ"
"ช่วยบำรุงม้าม อาหารบำรุงก็ต้องควบคู่ไปด้วยครับ"
แม่ของเฉินเซวียนรับใบสั่งยาไป อ่านดูทั้งสองหน้า พับครึ่งอย่างระมัดระวัง แล้วพับครึ่งอีกที ใส่ลงในกระเป๋า
เธอเงยหน้าขึ้น
"หมอหลินคะ ขอแอดวีแชตคุณหมอไว้ได้ไหมคะ ถ้าลูกมีอาการอะไร ฉันจะได้ติดต่อคุณหมอได้สะดวกค่ะ"
"อ้อ ทางแผนกมีออฟฟิเชียลแอ็กเคานต์อยู่ครับ คุณแอดไว้ได้เลย"
"มีปัญหาอะไร ก็ฝากข้อความไว้หลังไมค์ได้ครับ เดี๋ยวจะมีคนตอบ แต่ทางที่ดีที่สุดคือจองคิวมาตรวจติดตามผลที่โรงพยาบาลดีกว่าครับ เพราะยังไงทางออนไลน์ก็คลำชีพจรไม่ได้อยู่ดี..."
แม่ของเฉินเซวียนอ้าปาก จะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็เก็บโทรศัพท์มือถือกลับไป
"อ้อ ยังมีอีกเรื่องครับ"
หลินอี้เสริม
"คราวหน้าตอนมาตรวจติดตามผล พาเขาไปเจาะเลือดก่อนนะครับ"
แม่ของเฉินเซวียนอึ้งไป
"เจาะเลือดทำไมคะ"
"ตรวจอิมมูโนโกลบูลินครับ"
หลินอี้พูด
"เอาใบรายงานผลตรวจมาด้วย ผมจะดูว่าค่าอิมมูโนโกลบูลินในร่างกายของเขา ก่อนและหลังสองสัปดาห์มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปล่า"
"นี่เป็นข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริงครับ แค่จำนวนครั้งที่เป็นหวัดน้อยลงอย่างเดียวไม่พอ ผมต้องดูตัวชี้วัดที่จับต้องได้ครับ"
แม่ของเฉินเซวียนพยักหน้า จดจำคำพูดนี้ไว้ในใจ
เธอจูงมือเด็กชาย เดินไปที่ประตู
พอถึงประตู เด็กชายก็หันกลับมามองหลินอี้แวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร แต่แววตานั้นกลับดูลดความเหนื่อยล้าและความหวาดกลัวลงไปกว่าตอนที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้อง
"ขอบคุณค่ะหมอหลิน"
แม่ของเฉินเซวียนผลักประตูออกไป
"อีกสองสัปดาห์ พวกเราจะมาใหม่นะคะ"
ประตูปิดลง
ที่โถงทางเดินหน้าห้องตรวจ ฉางไห่โจวถือกระบอกน้ำเก็บความร้อนเดินผ่านหน้าประตูพอดี
ปกติเวลาเขาเดินผ่านห้องตรวจ 235 เขามักจะเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับสายลม ไม่เคยหยุดเดิน
แต่ครั้งนี้ ฝีเท้าของเขากลับหยุดชะงักอยู่ที่หน้าประตู
ฉางไห่โจวยืนอยู่หน้าประตูสามวินาที
เขายกกระบอกน้ำเก็บความร้อนขึ้น ดื่มน้ำไปหนึ่งอึก หมุนตัว แล้วกลับเข้าไปในห้องตรวจ 230 ฝั่งตรงข้าม
ภายในห้องตรวจ
หลินอี้เริ่มพิมพ์ประวัติการรักษาคนไข้รายต่อไปแล้ว
หลี่จือหมิงถือแก้วกาแฟสำเร็จรูปเดินมาจากฝั่งตู้น้ำดื่ม โผล่หน้าเข้ามาครึ่งตัว ทำมือคว่ำนิ้วโป้งลงแล้วชูขึ้นให้หลินอี้
"เมื่อกี้ผู้อำนวยการฉางแอบดูนายอยู่หน้าประตูด้วยนะ"
หลี่จือหมิงลดเสียงต่ำลง
หลินอี้เงยหน้ามองเขา
"เหรอครับ เขาไม่ได้เข้ามานี่นา"
"รู้ไหมว่าทำไม"
หลี่จือหมิงดื่มกาแฟไปหนึ่งอึก ถามเองตอบเองเสร็จสรรพ
"เพราะเขาพอใจมากไงล่ะ ขืนไม่พอใจ ป่านนี้ก็คงพุ่งเข้ามาด่าแล้ว"
หลินอี้สงสัย: "คุณรู้ได้ไงครับ"
หลี่จือหมิงแค่นเสียงขึ้นจมูก "ไม่บอกหรอก!"
หลินอี้ไม่ได้ต่อบทสนทนา ก้มหน้าพิมพ์แป้นพิมพ์ต่อไป
ระบบเรียกคิวดังขึ้นอีกครั้ง
คิวต่อไปมารออยู่หน้าประตูแล้ว
...
ห้าทุ่ม
อพาร์ตเมนต์เจียงจิ่นฮุ่ย
หลินอี้นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ บนโต๊ะมีสมุดบันทึกผู้ป่วยนอกเล่มหนากางอยู่
นี่คือบันทึกการออกตรวจผู้ป่วยนอกตลอดทั้งวันในห้องตรวจกุมารเวชกรรม 235 ของเขา
หกสิบสองคิว
ลักษณะชีพจร ลักษณะลิ้น อาการสำคัญ และใบสั่งยาของผู้ป่วยหกสิบสองคน
หลินอี้กำปากกาหมึกซึม ปลายปากกาลอยอยู่เหนือหน้ากระดาษหน้าหนึ่ง ที่มุมขวาบนของหน้านั้น ถูกเขาพับไว้จนเป็นรอยพับลึก
เปิดต่อไปอีกสองหน้า
ประวัติการรักษาของผู้ป่วยเด็กที่มีไข้สูงรวมทั้งหมดสามหน้า ถูกพับมุมกระดาษไว้
สายตาของหลินอี้จ้องมองรอยพับทั้งสามจุดนั้น
ภาพการออกตรวจผู้ป่วยนอกเมื่อตอนกลางวันฉายวนอยู่ในหัว
แผนกเด็กได้ชื่อว่าเป็นแผนกใบ้
เด็กอธิบายอาการป่วยของตัวเองไม่ค่อยได้ เด็กที่มีไข้สูงมักจะมีอาการงอแงกระสับกระส่ายร่วมด้วย
ผู้ป่วยคิวที่สามสิบ เด็กหญิงวัยสามขวบครึ่ง อุณหภูมิร่างกายสามสิบเก้าองศาจุดหก
วินาทีที่ไม้กดลิ้นสอดเข้าไปในช่องปาก เด็กหญิงก็ดิ้นรนอย่างรุนแรง ลิ้นม้วนกลับ
หลินอี้มองข้ามฝ้าสีเหลืองหนาเหนียวที่โคนลิ้นไป
ผู้ป่วยคิวที่สี่สิบห้า เด็กชายวัยห้าขวบ อาการก่อนชักเกร็ง สองมือปัดป่ายไปมา
ตอนที่หลินอี้ถูเพื่อดูลายเส้นลายนิ้วมือด้านในนิ้วชี้ของเด็กชาย แขนที่ดิ้นรนของเด็กชายก็บังแสงไว้
เขาไม่สามารถมองเห็นสีเขียวม่วงที่เป็นสีพื้นของลายเส้นลายนิ้วมือตรงด่านลมได้ในทันที
ผู้ป่วยคิวที่สิบสอง เด็กชายวัยเจ็ดขวบ มีไข้สูงร่วมกับอาการท้องเสีย
ตอนที่หลินอี้คลำจับชีพจร ข้อมือของเด็กชายบิดไปมาอย่างรุนแรง ตำแหน่งชุ่น กวน ฉื่อของนิ้วทั้งสามที่วางลงไป เกิดความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย
เขาคลำไม่เจอชีพจรฉื่อขวาที่จมและอ่อนแรง
มองพลาดไปสามครั้ง
สุดท้าย ล้วนต้องพึ่งพาการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ เขาจึงสามารถปรับแก้ใบสั่งยาได้ทันท่วงที
หลินอี้ปิดสมุดบันทึก วางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะ
ระบบคือตัวช่วย เป็นรั้วกั้นเพื่อป้องกันความผิดพลาด
แต่จะให้กลายเป็นไม้เท้าที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด
หากตัดข้อมูลที่ระบบป้อนให้โดยตรงออกไป พึ่งพียงแค่ความสามารถในการตรวจโรคด้วยการมองดูในสถานการณ์จริงที่แผนกเด็กที่เขาแสดงออกมาในวันนี้
นั่นคือสอบตก
หลินอี้พิงพนักเก้าอี้ หลับตาลง
จิตสำนึกดำดิ่งลงไป
ความมืดมิดเบื้องหน้าถูกย้อมด้วยม่านแสงสีฟ้าครามอย่างรวดเร็ว
ม่านแสงกางออกอย่างเงียบเชียบ
[ฟังก์ชันพิเศษ: พื้นที่จำลองหุ่นทองแดง (เปิดใช้งานแล้ว)]
เข้าสู่ระบบ
หน้าจอม่านแสงสลับเปลี่ยนไป แถวตัวเลือกย่อยลอยขึ้นมา
[การมอง (ความเชี่ยวชาญ)], [การฟังและดม (ขั้นต้น)], [การซักประวัติ (ขั้นต้น)], [การจับชีพจร (ความเชี่ยวชาญ)]
เขาก้าวข้ามสามข้อแรกไป กดเลือกเป้าหมายโดยตรง
[สาขาการมอง ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางกุมารเวชกรรม (ขั้นต้น)]
ยืนยัน
หน้าจอม่านแสงเริ่มกะพริบอย่างรุนแรง
ตัวอักษรสีฟ้าไหลบ่าลงมาราวกับน้ำตก
[กำลังจับคู่ฉากฉุกเฉินวิกฤตของกุมารเวชกรรมในประวัติศาสตร์จริงให้คุณ...]
[ล็อกฉากเป้าหมาย]
[กำลังจัดเรียงมิติเวลา]
ความรู้สึกไร้น้ำหนักหายไป
กลิ่นในอากาศโชยมาก่อนเป็นอันดับแรก
กลิ่นควันฉุนจมูกจากการเผาชางจู๋และใบอ้ายปริมาณมหาศาล ผสมปนเปกับกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของสิ่งปฏิกูลและกลิ่นคาวเหงื่อที่หมักหมม
หลินอี้ลืมตาขึ้น
เขายืนอยู่ใต้เพิงไม้ขนาดใหญ่ หลังคาเพิงสร้างจากท่อนไม้หยาบๆ และหญ้าคา
แสงสว่างภายในเพิงสลัวลาง
บนพื้นปูด้วยฟางแห้งบางๆ หนึ่งชั้น
บนฟางแห้งเต็มไปด้วยสตรีและเด็กที่นั่งเบียดเสียดกันอยู่บนพื้น
เสียงไออย่างรุนแรงไอดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เสียงเด็กร้องไห้แหลมปรี๊ดเสียดแทงแก้วหู
เตาชั่วคราวริมเพิงมีหม้อเหล็กใบใหญ่หลายใบกำลังต้มเดือดปุดๆ
ฟืนที่ลุกไหม้ส่งเสียงดังเป๊าะแป๊ะ
น้ำยาสีดำเข้มเดือดพล่านอยู่ในหม้อ
คนงานสวมชุดสีเขียวหลายคนยกถังไม้ขนาดใหญ่เดินฝ่าฝูงชนไปมา
ใช้กระบวยไม้ตักยาต้มสีน้ำตาลดำ เทลงในชามบิ่นๆ ที่เหล่าสตรียื่นมาให้
หลินอี้ยืนอยู่ตรงทางเดินช่วงกลางของเพิง
เบื้องหน้าตรงๆ มีโต๊ะไม้ตัวกว้างตั้งอยู่
หลังโต๊ะมีชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่
เขาสวมชุดขุนนางสีเขียวสมัยราชวงศ์ซ่ง สวมหมวกปีกอ่อน รูปร่างผอมบาง เบ้าตาลึกโบ๋ โหนกแก้มปูดโปนเล็กน้อย
มือขวาของชายชราถือไม้บรรทัดทำโทษไว้หนึ่งอัน
ไม้บรรทัดทำโทษที่ทำจากไม้ไผ่ ขัดจนพื้นผิวเรียบเนียน เคลือบด้วยคราบมันสีเหลืองเข้ม
อีกฝ่ายก็คือ เฉียนอี่ปรมาจารย์ด้านกุมารเวชกรรมแห่งราชวงศ์ซ่ง ผู้เพิ่งจะรักษาอาการชักเกร็งขององค์ชายจนหายขาด และได้รับแต่งตั้งให้เป็นไท่อีเฉิง ตำแหน่งนายแพทย์หลวงระดับสูงนั่นเอง
บนพื้นดินหน้าชายชรา มีลูกศิษย์สวมเสื้อแขนสั้นผ้าฝ้ายสีเทาคุกเข่าอยู่
ลูกศิษย์คนนั้นเหงื่อแตกพลั่ก ร่างกายสั่นเทาราวกับตะแกรงร่อนข้าว
เฉียนอี่ยกไม้บรรทัดทำโทษขึ้นมา
เคาะลงบนโต๊ะอย่างแรง
"ปัง!"
เสียงดังก้องกลบเสียงร้องไห้รอบข้าง
ปลายไม้บรรทัดทำโทษชี้ตรงไปยังลูกศิษย์ที่คุกเข่าอยู่
"ชีพจรเด็กน้อย หนึ่งลมหายใจเจ็ดแปดครั้งคือปกติ เด็กคนนี้หนึ่งลมหายใจสิบครั้ง หน้าแดงหายใจหอบถี่ เจ้าสั่งยาหมาหวงงั้นรึ"
"เจ้าอยากจะต้มเด็กคนนี้ให้สุกทั้งเป็นหรืออย่างไร!"
ลูกศิษย์หมอบราบกับพื้น ไม่กล้าเงยหน้า น้ำเสียงสั่นเครือ
"ท่านอาจารย์ ผู้ป่วยเด็กมีอาการกลัวหนาวอย่างรุนแรง ไม่มีเหงื่อ ศิษย์คิดว่า..."
"คิดว่ารึ"
ชายชราพูดแทรก ลดไม้บรรทัดทำโทษลง ชี้ไปที่เด็กป่วยที่นอนอยู่ตรงมุมเพิง
"ดูเขาเสีย หน้าแดงราวกับคนเมา หายใจหอบถี่ ริมฝีปากแห้งลิ้นแตกระแหง อาการกลัวหนาวนั้นเป็นของปลอม อาการมือเท้าเย็นจากความร้อนต่างหากคือของจริง นี่เรียกว่าความร้อนยิ่งลึก อาการมือเท้าเย็นก็ยิ่งรุนแรงเจ้ายัดยาหมาหวงลงไปหนึ่งเทียบ หยางชี่หลุดลอยฉับพลัน ไม่เกินหนึ่งชั่วยามคนก็ตายแล้ว"
เขาชักไม้บรรทัดทำโทษกลับมา กำไว้ในมือ ปลายไม้เคาะเบาๆ ลงบนฝ่ามือสองครั้ง
"ไสหัวไป ไปต้มยาเจี่ยตู๋ซานซะ นับแต่นี้เป็นต้นไป ห้ามจับพู่กันเขียนใบสั่งยาอีก"
ลูกศิษย์ราวกับได้รับอภัยโทษ รีบโขกศีรษะ แล้วคลานถอยไปอยู่ที่มุมเพิง นั่งยองๆ อยู่ข้างเตาต้มยา สีหน้าซีดเผือด
สายตาของหลินอี้เหลือบมองไปเล็กน้อย
บนเสาไม้ด้านนอกเพิง มีประกาศของทางการสีเหลืองกรอบแผ่นหนึ่งติดอยู่
ปีเซวียนเหอที่สอง
เกิดโรคระบาดไข้ตัวร้อนในเด็กทั่วเมืองหลวง
เด็กที่มีไข้สูง ผื่นขึ้น ชักเกร็ง มีจำนวนนับไม่ถ้วน
ไท่อีเฉิงเฉียนอี่รับพระราชโองการให้ตั้งเพิงแจกจ่ายยา รับรักษาเด็กเร่ร่อนที่ป่วยไข้
แนวหน้าต่อต้านโรคระบาดของจริงในยุคโบราณ
ขุมนรกที่รวมเอาเคสฉุกเฉินวิกฤตทางกุมารเวชกรรมไว้มากที่สุด
สายตาของเฉียนอี่เงยขึ้น กวาดมองผู้ป่วยที่นั่งหรือนอนอยู่ในเพิง และสุดท้าย ก็มาหยุดอยู่ที่หลินอี้
ไม้บรรทัดทำโทษถูกยกขึ้น ปลายไม้ชี้ตรงมา แม้จะอยู่ห่างออกไปหลายก้าว
"เจ้า เข้ามาตรวจโรค"