- หน้าแรก
- ข้าฝึกเซียนอยู่ดีๆ สวรรค์ดันส่งมาฝ่าภัยแล้งซะงั้น
- บทที่ 165 นางอาจจะอยู่ที่แคว้นฉิน
บทที่ 165 นางอาจจะอยู่ที่แคว้นฉิน
บทที่ 165 นางอาจจะอยู่ที่แคว้นฉิน
บทที่ 165 นางอาจจะอยู่ที่แคว้นฉิน
เมื่อกล่าวถึงที่สุดแล้ว เรื่องราวทั้งหมดนี้ก็มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องในครอบครัวของเสาเย่าอยู่บ้าง
เสาเย่าเป็นบุตรสาวบุญธรรมที่ยายเฒ่าชุนเก็บมาเลี้ยง ส่วนเสี่ยวจวี๋สาวใช้ขั้นสองข้างกายอนุจื่อคือบุตรสาวแท้ๆ ของยายเฒ่าชุน ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ยายเฒ่าชุนก็เคยทำงานอยู่ในจวน ภายหลังเนื่องจากหกล้มจนขาได้รับบาดเจ็บ จึงถูกองค์ชายห้าให้ออกจากจวนไป ต้องพึ่งพาเสาเย่าและเสี่ยวจวี๋สองคนคอยเลี้ยงดู
เบี้ยหวัดรายเดือนของทั้งสองคนนำมาเลี้ยงดูยายเฒ่าชุนนั้นไม่มีปัญหาอันใด ทว่าก่อนหน้านี้เสี่ยวจวี๋ทำเรื่องผิดพลาดจึงถูกอนุจื่อสั่งริบเบี้ยหวัดรายเดือนเป็นเวลาครึ่งปี ฐานะทางบ้านจึงขัดสนชักหน้าไม่ถึงหลังแล้ว
ทว่าเมื่อวันก่อน เสี่ยวจวี๋ก็ทำเรื่องผิดพลาดอีกจึงถูกทำโทษให้คุกเข่าหนึ่งคืน และในคืนนั้นก็มีฝนตกลงมาอย่างหนัก
เมื่อไม่มีคำสั่งของอนุจื่อ ก็ไม่มีผู้ใดกล้าให้นางลุกขึ้น
หนึ่งคืนผ่านพ้นไป เสี่ยวจวี๋แทบจะสิ้นใจไปแล้วกว่าครึ่งชีวิต ท่านหมอมาตรวจดูถึงสองคน ต่างก็กล่าวให้เตรียมจัดการเรื่องงานศพได้เลย
เมื่อยายเฒ่าชุนทราบข่าวร้ายนี้ ก็ตกใจจนล้มป่วยลงไม่อาจลุกจากเตียงได้อีก
หลังจากเสาเย่าได้รับของรางวัลแต่เดิมก็เตรียมจะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินทอง เพื่อไปเชิญท่านหมอที่เก่งกาจที่สุดมารักษาคนทั้งสองที่บ้าน
คาดไม่ถึงว่าอนุจื่อจะมาเห็นปิ่นทองคำเข้า เดิมทีในใจของอนุจื่อก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่แล้ว ผนวกกับเสาเย่าเป็นน้องสาวของเสี่ยวจวี๋ และก่อนหน้านี้เสี่ยวจวี๋ก็เพิ่งถูกทำโทษเพราะปิดบังเรื่องราวในเรือนหลิวหลี
ยามนี้เสาเย่ากลับได้รับรางวัลเป็นของดีจากเฉียวชีแห่งเรือนหลิวหลี อีกทั้งยังเป็นของดีที่แม้นแต่นางก็ยังไม่มีครอบครอง
ด้วยความโกรธเกรี้ยว นางจึงนำเพลิงโทสะทั้งหมดไประบายลงบนร่างของเสาเย่า
ปิ่นทองคำในมือของเสาเย่าถูกแย่งชิงไป ส่วนตัวนางก็ถูกทุบตีอย่างหนักหน่วง
"...แม่นาง ยามที่ยายเฒ่าชุนยังอยู่ในจวนก็เคยคอยดูแลพวกบ่าวไม่น้อย ทว่าอนุจื่อมีคำสั่ง พวกบ่าวจึงไม่กล้าขัดขืนเจ้าค่ะ..."
พวกนางล้วนเป็นเพียงสาวใช้ แม้จะกล่าวว่ายามนี้กำลังคอยปรนนิบัติอยู่ที่เรือนของเฉียวชีก็ตาม
ทว่าเฉียวชีเป็นเพียงแขกที่มาพำนักอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ทันทีที่นางจากไป พวกนางก็ยังคงต้องตกไปอยู่ในกำมือของอนุจื่ออยู่ดี
อนุจื่อมีวิธีการที่โหดเหี้ยมอำมหิตมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะกับบ่าวไพร่เยี่ยงพวกนาง แล้วพวกนางจะกล้าแบกรับความเสี่ยงใหญ่หลวงถึงเพียงนี้เพื่อพูดจาซี้ซั้วได้อย่างไร
จึงทำได้เพียงแอบยัดเงินทองเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่ยายเฒ่าชุนและเสาเย่าเป็นการลับหลังเท่านั้น
ส่วนเรื่องของเสี่ยวจวี๋ พวกนางหมดปัญญาจะช่วยเหลือจริงๆ
ในคืนวันนั้น มีสาวใช้ตัวน้อยคนหนึ่งฝ่าสายฝนนำหมวกสานไปให้นาง ทว่าผลลัพธ์คือเช้าตรู่วันต่อมา สาวใช้ตัวน้อยผู้นั้นก็ตายเสียแล้ว
ได้ยินมาว่าในคืนฝนตกมองเห็นทางไม่ชัดเจน จึงเผลอพลัดตกสระบัวจมน้ำตาย ส่วนจะจมน้ำตายจริงๆ หรือไม่นั้น จะมีผู้ใดกล้าพูดอันใดให้มากความ
"แม่นาง ยายเฒ่าชุนก็เป็นคนที่น่าสงสารยิ่งนัก ได้ยินมาว่านางยังมีบุตรสาวบุญธรรมอีกคนหนึ่งนามว่าเถาจือ เดิมทีนับว่าโชคดีที่ได้รับความเมตตาจากคุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดี จึงได้คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายคุณหนูผู้นั้น ทั่วทั้งเมืองหลวงมีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้ ว่าคุณหนูจวนอัครมหาเสนาบดีผู้นั้นมีนิสัยอ่อนโยนเป็นที่สุด ปฏิบัติต่อบ่าวไพร่ดีเยี่ยมเป็นพิเศษ..."
ทว่าคาดไม่ถึงเลยว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงชื่อเสียงจอมปลอมภายนอกเท่านั้น
นับตั้งแต่เถาจือไปติดตามคุณหนูผู้นั้น บนร่างกายก็มีบาดแผลอยู่แทบจะวันเว้นวัน เมื่อไม่นานมานี้ขาก็ยังหกล้มจนหัก ต่อให้รักษาจนหายดี ภายหน้าก็ต้องกลายเป็นคนขาเป๋...
สาวใช้ตัวน้อยยังคิดจะกล่าวอันใดต่อ ทว่าเฉียวชีกลับโบกมือห้าม นางไม่ได้สนใจเรื่องราวในครอบครัวของผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย
"ไปหาพ่อบ้านเพื่อเบิกเงินมาหนึ่งร้อยตำลึง นำไปเป็นค่ารักษาอาการป่วยให้แก่เสาเย่าเสีย"
สาวใช้ตัวน้อยเช็ดน้ำตา จากนั้นก็ถอยออกไปอย่างนอบน้อม
จันทร์กระจ่างดาวคล้อยต่ำ ค่ำคืนหนึ่งผ่านพ้นไปอย่างเงียบงันเช่นนี้
หลังจากยอมทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อไปเชิญท่านหมอที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศมา ชีวิตของเสาเย่าก็ได้รับการรักษาเอาไว้ได้ และยังช่วยดึงรั้งชีวิตของเสี่ยวจวี๋กลับมาได้อีกหนึ่งชีวิตด้วย
เสาเย่าลากสังขารที่ป่วยไข้มาโขกศีรษะเสียงดังอยู่หน้าประตูของเฉียวชีหลายครั้ง จากนั้นจึงได้จากไป
เฉียวชีมิได้เก็บนำเรื่องราวเหล่านี้มาใส่ใจเลย หากมิใช่เพราะอินจิ่วโจวใช้คนเหล่านี้มาวางแผนเล่นงานนาง นางก็คงไม่แม้แต่จะซักถามด้วยซ้ำ
......
วันนี้เป็นวันงานเลี้ยงชมบุปผาของจวนองค์หญิง พ่อบ้านจึงรีบมารายงานตั้งแต่เช้าตรู่
"แม่นางเฉียว รถม้าที่องค์หญิงเก้าส่งมาจอดรออยู่หน้าจวนแล้ว ไม่ทราบว่าท่านต้องการจะออกเดินทางเมื่อใดหรือขอรับ?"
"อินจิ่วโจวเล่า"
"เรียนแม่นางเฉียว องค์ชายยังคงประทับอยู่ในวัง อีกหนึ่งชั่วยามจึงจะเสด็จไปถึงขอรับ"
พ่อบ้านไม่กล้าปิดบังแม้แต่น้อย รีบตอบคำถามด้วยความเคารพนอบน้อม
สตรีที่อยู่เบื้องหน้านี้ นางกล้าสังหารคนจริงๆ นะเออ
ยอดฝีมือข้างกายขององค์ชายก็ยังถูกนางจัดการไปแล้ว เท่ากับเป็นการตัดแขนซ้ายขาขวาขององค์ชายทิ้งไปเลยทีเดียว
ทว่าองค์ชายไม่เพียงแต่ไม่อาจเอาผิดนางได้ ถึงขั้นยังต้องต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ชั่วชีวิตของเขาไม่เคยพบเจอสตรีที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อนเลย
"รู้แล้ว อีกหนึ่งชั่วยาม ให้เขากลับมาที่จวน ข้าจะออกเดินทางไปพร้อมกับเขา"
"ขอรับ"
ถึงแม้คำขอนี้จะดูเกินไปสักหน่อย ทว่าพ่อบ้านก็ยังคงรับคำแต่โดยดี
อย่างไรเสียรถม้าที่องค์หญิงเก้าส่งมาก็รออยู่แล้ว ยามนี้นางกลับต้องการจะออกเดินทางไปพร้อมกับองค์ชาย เขาก็ทำได้เพียงปฏิเสธทางฝั่งขององค์หญิงเก้าไปเท่านั้น...
เรื่องการล่วงเกินผู้คน แม่นางผู้นี้ไม่เคยเว้นว่างเลยจริงๆ
เวลาที่พ่อบ้านให้ไว้นั้นช่างพอดิบพอดี หนึ่งชั่วยามผ่านไป อินจิ่วโจวก็ปรากฏตัวขึ้นในจวนอย่างตรงเวลา
เฉียวชีก้าวขึ้นรถม้าของเขา จากนั้นเขาจึงได้ก้าวตามขึ้นไปติดๆ
"รับประทานของว่างเสียหน่อยเถิด"
อินจิ่วโจวนำขนมและถั่วหลากชนิดออกมาจากตู้เก็บของในรถม้าเป็นจำนวนไม่น้อย อีกทั้งยังลงมือต้มชาด้วยตนเองอีกหนึ่งป้าน
เฉียวชีจิบไปเพียงคำเดียวก็วางลง โดยไม่ไว้หน้าของอินจิ่วโจวเลยแม้แต่น้อย
"รสชาติย่ำแย่เหลือเกิน"
คนอย่างอินจิ่วโจวผู้นี้ ไม่ควรจะไว้หน้าเขา หากไว้หน้าเขาก็จะยิ่งได้ใจ
อินจิ่วโจวยิ้มขื่นพลางกระดกชาจอกนั้นรวดเดียวจนหมด ความขมขื่นในใจก็ยิ่งทวีคูณเพิ่มมากขึ้น
"ข้าก็เป็นเพียงองค์ชายที่ไร้อำนาจวาสนาผู้หนึ่ง ของดีในมือย่อมมีจำกัด เป็นธรรมดาที่มิอาจเทียบกับของชั้นเลิศที่แม่นางเฉียวใช้ได้"
"นั่นก็ถูกต้อง"
เฉียวชีพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเต็มที่
อินจิ่วโจว "......"
ใบหน้าที่เดิมทีอุตส่าห์ปั้นแต่งความเศร้าสร้อยออกมาได้หลายส่วน ยามนี้กลับแตกสลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
ช่างเถิด แม่นางผู้นี้ไม้อ่อนก็ไม่ยอม ไม้แข็งก็ไม่กลัว น้ำไหลไฟสุมก็มิอาจทำอันใดนางได้เลย
อินจิ่วโจวเริ่มคร้านที่จะแสร้งทำเป็นโศกเศร้าแล้ว เขาเอนกายพิงผนังด้วยท่าทีสิ้นหวัง พลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างเพียงลำพัง
ทางด้านเฉียวชีก็หยิบชาชั้นดีกระปุกเล็กออกมาจากมิติหนึ่งกระปุก พร้อมกับน้ำจากภูเขาหิมะอีกหนึ่งโหล
นางวางของทั้งสองสิ่งลงบนโต๊ะน้ำชาตัวเล็ก จากนั้นจึงเอ่ยปากขึ้น
"มัวแต่เหม่อลอยอยู่ไย ต้มชาต่อไปสิ"
อินจิ่วโจว "......"
ช่างเถิด ช่างเถิด ให้ต้มก็ต้มสิ ขืนปากแข็งดื้อดึงไป ประเดี๋ยวจะไร้ชีวิตเอาเสียเปล่าๆ
"แม่นางเฉียว ข้ายังมีอีกเรื่องที่ต้องบอกกล่าวกับท่าน องค์หญิงเก้าได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้นิสัยจึงค่อนข้างเอาแต่ใจ เรื่องของอนุจื่อ ข้าเกรงว่านางจะพาลโกรธเคืองมาถึงท่าน..."
อินจิ่วโจวรินชาที่ชงเสร็จแล้วลงในจอกก่อนจะส่งให้เฉียวชี
เฉียวชีรับจอกชามา ในดวงตาปรากฏรอยยิ้มหยอกล้อสายหนึ่งวูบผ่าน
"อนุจื่อถูกคนของท่านลงมือตีดอกมิใช่หรือ? แล้วมันเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า?"
อินจิ่วโจว "......"
"ถึงจวนองค์หญิงเก้าแล้ว ท่านกับองค์หญิงเก้าไม่ลงรอยกัน ก็อย่าได้ดึงข้าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเล่า"
"ข้ากับองค์หญิงเก้ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันยิ่งนัก"
อินจิ่วโจวปากแข็งเอ่ยเถียง
เฉียวชีพยักหน้ารับอย่างส่งๆ "เอาเถิด ท่านกับองค์หญิงเก้ามีความรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก พอใจหรือยังเล่า"
ดื่มชาไปได้ครึ่งป้าน ก็มาถึงจวนองค์หญิงเก้าพอดี
องค์หญิงเก้ามีอายุอ่อนกว่าอินจิ่วโจวไม่มากนัก เมื่อสองปีก่อนก็มีราชบุตรเขยแล้ว
งานเลี้ยงชมบุปผาในครานี้ แท้จริงแล้วก็เป็นสถานที่ชั้นเยี่ยมที่เหล่าฮูหยินมักจะใช้เป็นที่ดูตัวลูกเขยและลูกสะใภ้ อย่างไรเสียผู้ที่สามารถมาร่วมงานเลี้ยงชมบุปผาขององค์หญิงได้ ล้วนไม่มีผู้ใดธรรมดาสามัญเลยแม้แต่คนเดียว
หลังจากอินจิ่วโจวก้าวลงมาจากรถม้า ก็หันกลับไปเลิกม่านรถม้าขึ้น เห็นได้ชัดว่าด้านในยังมีคนอยู่อีก
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนไม่น้อยต่างมองตรงมาด้วยความประหลาดใจ
บุคคลที่ทำให้องค์ชายห้าต้องลงมารับด้วยตนเองจะเป็นผู้ใดกัน?
เมื่อใบหน้าที่แสนแปลกตาของเฉียวชีปรากฏขึ้น ในแววตาของฝูงชนก็ประกายความตื่นตะลึงในความงดงามวูบผ่าน
ใบหน้านี้งดงามอย่างแท้จริง มิน่าเล่าจึงสามารถดึงดูดองค์ชายห้าผู้มีจิตใจสงบนิ่งไร้กิเลสมาโดยตลอดให้ตกหลุมรักได้
ในสายตาของคนเหล่านี้ สตรีเป็นเพียงสิ่งของที่ต้องพึ่งพิงบุรุษมาโดยตลอด
การที่เฉียวชีและองค์ชายห้าลงมาจากรถม้าด้วยกัน ในใจของพวกเขาก็จัดแบ่งให้นางและองค์ชายห้าอยู่ในพรรคพวกเดียวกันไปเสียแล้ว...
"เสด็จพี่ห้า ท่านมาแล้ว มีของขวัญอันใดมาฝากข้าบ้างหรือไม่?"
องค์หญิงเก้าวิ่งร่าเริงออกมาจากในจวน
ถึงแม้จะมีราชบุตรเขยแล้ว ทว่านางก็ยังคงมีท่าทีงดงามน่ารักสดใสไม่ต่างจากแม่นางทั่วไปเลย
"น้องหญิงเก้า อย่าเพิ่งใจร้อน ข้าจะแนะนำคนผู้หนึ่งให้เจ้าได้รู้จัก..."
เฉียวชียืนอยู่ข้างกายอินจิ่วโจว ทว่ายันต์สื่อสารกลับสั่นไหวเบาๆ ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
นางเปิดใช้งานยันต์สื่อสาร น้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับมีหรือไม่มีก็พลันดังเข้าสู่โสตประสาทของนาง
นั่นคือเสียงของเฉียวจิ่ว
‘พี่หญิงใหญ่ ข้าได้ข่าวน้องสาวแล้ว นางอาจจะอยู่ที่แคว้นฉิน’