- หน้าแรก
- สุดยอดชาวนาแห่งสามก๊ก
- ตอนที่ 1403 บทบาทของสื่อ
ตอนที่ 1403 บทบาทของสื่อ
ตอนที่ 1403 บทบาทของสื่อ
ตอนที่ 1403 บทบาทของสื่อ
ฝุ่นผงเพียงธุลีเดียวในประวัติศาสตร์ เมื่อตกลงบนศีรษะของฝูเชียนและลั่วเซี่ยน มันกลับหนักอึ้งราวกับขุนเขา จนฝูเชียนถึงกับกลั้นสะอื้นไม่อยู่
ทว่าสำหรับยุคสมัยนี้ ความอัดอั้นตันใจของพวกเขา ไม่ได้เป็นแม้แต่ฟองคลื่นเล็กๆ ที่มองไม่เห็นในมหาสมุทร
คนที่มีความร้อนรนยิ่งกว่าพวกเขานั้นมีอยู่ดาลดื่น
ถึงขั้นมีบางคนรู้สึกว่าฟ้าได้ถล่มลงมาแล้ว
เพราะ "การบุกเหนือ" หมายถึงความระส่ายระสายและการควบคุมเข้มงวดของรัฐ
และกลุ่มทุนคือสิ่งหนึ่งที่รังเกียจความปั่นป่วนและการควบคุมมากที่สุด
ยกเว้นเพียงกลุ่มทุนบางประเภทที่สามารถกอบโกยผลกำไรจากสงครามได้เท่านั้น
ขบวนการค้าของเว่ยและอู๋ยังไม่ต้องเอ่ยถึง ทว่าเมื่อข่าวการบุกเหนือแพร่ไปถึงหนานเซียง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินของต้าฮั่น ผู้คนจำนวนมากถึงกับสติแตกกลางถนน
ปฏิกิริยาของพวกเขารุนแรงกว่าฝูเชียนและลั่วเซี่ยนมหาศาลนัก
อุตส่าห์อดทนรอมาตลอดฤดูหนาว หวังจะพึ่งพากระแสการค้าช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิเพื่อกอบโกยกำไรมาบำรุงร่างกาย นึกไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น
เพียงชั่วพริบตา ราคาเสนอขายสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดค้ากลางก็เริ่มโกลาหล
ที่พิเศษที่สุดย่อมหนีไม่พ้นราคาเสบียง
ยามเปิดตลาดราคายังอยู่ที่สองร้อยกว่าเงิน ผ่านไปเพียงชั่วชามเดียวก็พุ่งพรวดขึ้นมาอีกหนึ่งร้อยเงิน แล้วยังพุ่งทะยานต่อไปจนถึงสี่ร้อยเงิน ก่อนจะถูกใครบางคนเทขายกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง
พอราคากำลังจะดิ่งลงถึงสามร้อยเงิน จู่ๆ ก็กลับดีดตัวขึ้นไปอีกครั้ง
สภาพการณ์ประดุจการโล้ชิงช้า เดี๋ยวบินขึ้นไปกลางเวหา เดี๋ยวร่วงลงมากองกับพื้น
เว่ยหรง รักษาการอาจารย์ใหญ่วิทยาลัยหนานเซียง เดินแกมวิ่งเข้าสู่ตลาดค้ากลางจากประตูด้านหลัง และมุ่งตรงไปยังห้องลับห้องหนึ่ง
เมื่อเขาเห็นร่างที่คุ้นเคยยืนสงบนิ่งอยู่หน้าหน้าต่างโดยหันหลังให้เขา จึงค่อยระบายลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เขาเดินไปหยุดข้างกายภรรยาตนเอง จากจุดนี้เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง จะเห็นโถงใหญ่ของตลาดค้ากลางที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน
บรรยากาศในโถงนั้นวุ่นวายกว่าปกติไม่น้อย มีทั้งความคลุ้มคลั่ง ความหดหู่ ความลำพองใจ และความสิ้นหวัง...
ช่างเป็นภาพสะท้อนของสรรพสัตว์ที่ดิ้นรนในโลกมนุษย์โดยแท้
"ทำเช่นนี้... จะไม่เป็นไรแน่หรือ?"
เว่ยหรงกระซิบถาม
เว่ยติงซื่อไม่ได้หันกลับมามองสามี นางมีสีหน้าเรียบเฉยพลางกล่าวอย่างเนิบนาบว่า
"ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย จะมีเรื่องอันใดได้? กฎเกณฑ์เหล่านี้พี่ใหญ่สะใภ้หลี่ (หลี่มู่) วางไว้ตั้งแต่แรกแล้ว อีกอย่าง ผู้ที่มีสิทธิ์เข้ามาทำการค้าในที่แห่งนี้ ใครบ้างไม่รู้เพดานราคาเสบียงของราชสำนัก?"
"ยามนี้มีคนเห็นแก่ได้จนลืมคุณธรรม คิดจะเดิมพันแข่งกับราชสำนัก ก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา ถึงเวลานั้นจะอยู่หรือตายก็สุดแท้แต่วาสนา จะไปโทษใครไม่ได้"
กล่าวถึงตรงนี้ นางก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
"ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงๆ ในยามนี้เกรงว่าคงไปหา หวงหมิงถิง (หวงฉง) กันหมดแล้ว พวกที่อยู่ข้างล่างนี่ ส่วนใหญ่เป็นเพียงเบี้ยที่ถูกส่งมาหยั่งเชิง หรือไม่ก็พวกโง่เขลาที่ถูกปั่นหัวให้หลงเชื่อเท่านั้นเอง"
เว่ยหรงทอดถอนใจ
"จะไปหวังให้พวกเขามองเห็นผลได้ผลเสียที่แท้จริงของโลกใบนี้ย่อมไม่ได้ ท่านอาจารย์ไม่ได้กล่าวอยู่บ่อยครั้งหรือ? ใต้หล้าคึกคัก ล้วนเพราะผลประโยชน์ ใต้หล้าสับสน ล้วนเพื่อผลประโยชน์"
เว่ยติงซื่อส่งเสียง "ชิ" ออกมา แล้วหันกลับมามองในที่สุด
"มีแต่ท่านนั่นแหละที่มีใจเมตตา เอาเถอะ ในเมื่อท่านว่าอย่างไรข้าก็ว่าตามนั้น"
"เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้ท่านสั่งคนให้จัดพิมพ์ 'วารสารสิบวัน' (สวินเป้า) ฉบับพิเศษออกมาฉบับหนึ่ง บอกไปว่าผลผลิตข้าวฤดูร้อนปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดี"
"จากนั้นก็คาดการณ์ไปว่า หากการบุกเหนือสำเร็จ ต้าฮั่นจะมีดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ดั่ง 'สรวงสวรรค์' ถึงสองแห่ง จากนี้ไปย่อมไม่มีเรื่องเสบียงให้ต้องกังวลอีก"
คำว่าดินแดนสรวงสวรรค์ เดิมทีหมายถึงกวนจง
ต่อมาอัครมหาเสนาบดีแห่งต้าฮั่นได้กล่าวไว้ใน "แผนยุทธศาสตร์หลงจง" ว่าดินแดนเสฉวนตะวันตกคือ "แผ่นดินสรวงสวรรค์" ดังนั้นคนในยุคนี้จึงใช้คำว่าดินแดนสรวงสวรรค์เปรียบเปรยถึงดินแดนสู
เว่ยติงซื่อกล่าวถึงดินแดนสรวงสวรรค์สองแห่งด้วยเหตุผลนี้
ส่วน "วารสารสิบวัน" นั้น คือสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นจากการแพร่หลายของกระดาษไข
ทุกๆ สิบวันจะมีการพิมพ์ออกมาครั้งหนึ่ง ภายในไม่ได้มีเพียงการบันทึกความเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดค้ากลางเท่านั้น ทว่ายังมีข้อมูลราคาสินค้าที่รวบรวมมาจากพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย
นี่คือสิ่งที่บรรดาพ่อค้าที่มาทำการค้าในหนานเซียงต้องการมากที่สุด
บางครั้งในวารสารยังมีการลงบทวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองจากบุคคลสำคัญต่างๆ
ตามหลักการประสานงานระหว่าง ภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา และสื่อสารมวลชน บทบาทของ "สื่อ" ก็อยู่ตรงนี้นี่เอง
อย่างเว่ยหรง หากเขาลงบทความแสดงทัศนะส่วนตัวต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง บรรดาผู้ที่พอจะมีไหวพริบทางการเมืองย่อมต้องอ่านทุกตัวอักษรอย่างละเอียด
เพราะด้วยฐานะ "ศิษย์เอกคนโตของราชาผีเฟิง" และ "รักษาการอาจารย์ใหญ่วิทยาลัยหนานเซียง" หากจะบอกว่าเขาไม่มีข้อมูลวงในเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้แน่นอน
หากใครสามารถจับจังหวะจากข้อมูลเหล่านั้นได้ และคาดการณ์แนวโน้มได้ถูกต้อง การจะฉวยโอกาสกอบโกยกำไรมหาศาลก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ดังนั้นวารสารฉบับนี้จึงทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำทิศทางในหนานเซียง
นับว่าเป็นส่วนเติมเต็มที่มีประสิทธิภาพต่อประกาศของทางการ
ทว่ามันกลับมีความน่าสนใจและผ่อนคลายกว่าประกาศของทางการมาก เพราะข้างในยังมีนิยายวีรบุรุษลงตีพิมพ์เป็นตอนๆ อีกด้วย ยามปกติก็นำมาอ่านแก้เหงาได้ดี
สำหรับผู้ที่อยู่นอกหนานเซียง หรือนอกเครือข่ายสมาคมซิ่งฮั่น กระดาษยังคงเป็นของล้ำค่า
ประกอบกับความตีบตันของข่าวสารในยุคสมัยนี้ วารสารที่รวบรวมข่าวสารรอบด้านไว้เช่นนี้จึงเป็นที่โปรดปรานของหลายๆ คน ต่อให้แพงเพียงใดก็ต้องซื้อหามาสักฉบับ
เพราะเพียงแค่พลาดข่าวเดียว ก็อาจทำให้ตนเองล้าหลังผู้อื่นไปก้าวหนึ่ง และสูญเสียกำไรมหาศาล
ในยามที่สถานการณ์อ่อนไหวเช่นนี้ เว่ยติงซื่อจึงแนะนำให้เว่ยหรงพิมพ์วารสารฉบับพิเศษ เพื่อชี้แจงเรื่องเสบียงเป็นการช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงของตลาดลงบ้าง
ส่วนใครจะฟังหรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละบุคคล เราไม่อาจไปบังคับมือที่กำลังทำรายการค้าของพวกเขา หรือไปรับประกันให้พวกเขาได้ว่าการบุกเหนือของต้าฮั่นครั้งนี้จะได้รับชัยชนะอย่างแน่นอน
อย่างไรเสีย กวนจงก็มีพวกโจรเว่ยร่วมหลายแสนคน ใครจะกล้ารับประกันว่าต้องชนะแน่นอน?
เมื่อได้ฟังคำแนะนำของภรรยา เว่ยหรงก็พยักหน้า "นับว่าเป็นวิธีที่ดี ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้"
เขาก้าวเดินไปได้สองก้าวแล้วหยุดชะงัก หันกลับมากล่าวว่า "น้องหญิง เจ้าเองก็ต้องระมัดระวังให้มาก..."
"อาหลางวางใจ ข้าแจ้งใจดี"
---
ชดเชยเมื่อวานที่ลงผิด เปิดฟรีตอนนี้ 1 วันครับ