- หน้าแรก
- ชาตินี้ ผมขอพกมิติ มาเปลี่ยนยุคอดอยากให้เป็นยุคทอง
- บทที่ 431 ตรรกะวิบัติของหลี่ข่าย
บทที่ 431 ตรรกะวิบัติของหลี่ข่าย
บทที่ 431 ตรรกะวิบัติของหลี่ข่าย
ยี่สิบนาทีต่อมา ภาพครอบครัวหลี่ไคซินสามคนพ่อแม่ลูกปั่นจักรยานตามกันมา ก็ปรากฏขึ้นที่หน้าประตูเรือนหมายเลข 93
ทั้งสามคนเพิ่งจะจอดจักรยานเสร็จสรรพ ลุงเย่สยงผู้ดูแลเรือนที่เพิ่งเลิกงานกลับมาพอดี ก็บังเอิญเห็นภาพนี้เข้า
"อ้าว น้องหมิงเต๋อ วันนี้ทำไมภรรยานายถึงไปซ้อนท้ายจักรยานไคซินล่ะเนี่ย"
"แหม! ก็ไคซินเพิ่งจะไปรับแม่เขาเลิกงานเป็นครั้งแรกนี่ครับ ผมก็เลยอยากเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความกตัญญูซะหน่อย" พ่อหลี่หมิงเต๋อตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
"จริงน่ะเหรอ"
ลุงเย่สยงเลิกคิ้วขึ้นด้วยรอยยิ้ม กวาดสายตามองสลับไปมาระหว่างสองสามีภรรยา
"น้องหมิงเต๋อ นายคงไม่ได้ไปทำอะไรให้ภรรยาโกรธมาหรอกนะ"
"จะเป็นไปได้ยังไงล่ะครับพี่!" พ่อหลี่หมิงเต๋อถูกจี้ใจดำ ก็รีบยืดอกขึ้นอย่างองอาจ "ตอนอยู่บ้านผมเป็นถึงหัวหน้าครอบครัวเชียวนะ เธอจะกล้ามาทำหน้าบูดหน้าบึ้งใส่ผมได้ยังไง"
หลี่ไคซินได้ยินประโยคนั้น มุมปากก็กระตุกยิกๆ ลอบสวดมนต์ภาวนาให้ผู้เป็นพ่ออยู่ในใจ
ทางด้านแม่ฉินซิ่วลี่ที่เพิ่งจะลงจากเบาะซ้อนท้าย ก็ยืนฟังอยู่เงียบๆ ไม่ได้เอ่ยปากขัดคออะไร
หลังจากพ่อหลี่หมิงเต๋อยืนคุยสัพเพเหระกับลุงเย่สยงต่ออีกสองสามประโยค ลุงเย่สยงก็ขอตัวเดินเข้าเรือนไปก่อน
เมื่อเห็นว่าลุงเย่สยงเดินลับสายตาไปแล้ว แม่ฉินซิ่วลี่ก็เหยียดยิ้มเย็นชาแล้วเอ่ยปากขึ้น "เก่งนักนะหลี่หมิงเต๋อ เมื่อกี้พูดจาใหญ่โตซะเต็มประดาเชียว"
ร่างของพ่อหลี่หมิงเต๋อแข็งทื่อไปทันที รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มประจบประแจง "คุณหญิง เมื่อกี้ผมก็แค่พูดเอาหน้าต่อหน้าคนอื่นไปอย่างนั้นเองแหละน่า"
"พูดเอาหน้างั้นเหรอ"
สีหน้าของแม่ฉินซิ่วลี่พลันแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง "ได้เลย งั้นคืนนี้นายก็นอนข้างนอกคนเดียวไปก็แล้วกัน จะได้เอาหน้าให้เต็มที่ไปเลย"
"โธ่ คุณหญิง อย่าทำแบบนี้สิ!" พ่อหลี่หมิงเต๋อรีบสาวเท้าเข้าไปดักหน้าภรรยา "ผมผิดไปแล้ว อภัยให้ผมสักครั้งเถอะนะ"
หลี่ไคซินยืนดูเหตุการณ์อยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
"แกหัวเราะอะไร มีอะไรน่าหัวเราะนักหนาฮะ"
พ่อหลี่หมิงเต๋อถลึงตาใส่ลูกชายคนโต "เรื่องทั้งหมดนี่มันก็เป็นเพราะแกไม่ใช่หรือไง"
หลี่ไคซินได้ยินดังนั้น ก็ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์ "พ่อครับ พ่อมาโทษผมได้ยังไงล่ะครับ ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยนะ"
กลับเป็นแม่ฉินซิ่วลี่ที่คร้านจะต่อปากต่อคำกับสามี หมุนตัวเดินฉับๆ เข้าเรือนไปโดยไม่สนใจใยดี
"รอผมด้วยสิคุณหญิง!" พ่อหลี่หมิงเต๋อรีบจูงจักรยานวิ่งตามเข้าไปติดๆ
เมื่อทั้งสามคนกลับเข้ามาในบ้าน แม่ฉินซิ่วลี่ก็มุ่งหน้าตรงเข้าห้องครัวไปเตรียมอาหารเย็นทันที
หลี่ไคซินตั้งใจจะเข้าไปช่วยเป็นลูกมือ ทว่าก็ถูกพ่อหลี่หมิงเต๋อขวางเอาไว้ซะก่อน
"ไปๆๆ ที่นี่ไม่มีอะไรให้แกช่วยหรอก" เขาโบกมือไล่ราวกับไล่แมลงวัน
หลี่ไคซินย่อมรู้ดีว่านี่เป็นแผนเอาใจภรรยาของผู้เป็นพ่อ จึงยอมถอยฉากกลับออกมานั่งรอในห้องโถงหลักอย่างรู้ใจ
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป หลี่ข่ายและหลี่เสี่ยวเสี่ยวก็สะพายกระเป๋านักเรียนเดินเข้ามาในบ้าน
หลี่ข่ายวางกระเป๋านักเรียนลง กวาดสายตามองไปรอบๆ "อ้าว พี่ใหญ่ พ่อล่ะครับ"
ปกติแล้วเวลาพ่อกลับมาจากทำงาน ก็มักจะมาเอนหลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนเก้าอี้โยก ทว่าตอนนี้กลับไร้เงาของผู้เป็นพ่อ
"นั่งสุมไฟอยู่ในครัวนู่น" หลี่ไคซินพยักพเยิดหน้าไปทางห้องครัว
หลี่ข่ายหูผึ่งขึ้นมาทันที ขยิบตาให้หลี่ไคซินอย่างมีเลศนัย "พี่ใหญ่ หรือว่าพ่อไปทำอะไรให้แม่โกรธอีกแล้วใช่ไหมครับ"
"แหม ดูแกจะชอบอกชอบใจจังเลยนะ ระวังเถอะเดี๋ยวพ่อรู้เข้าจะได้กินไม้เรียวแทนข้าว"
"ผมเปล่าซะหน่อยนะพี่ใหญ่!"
หลี่ข่ายปากปฏิเสธ ทว่าสองขากลับค่อยๆ ย่องไปแอบดูอยู่ตรงประตูข้างห้องครัว ชะโงกหน้าเข้าไปสอดส่องอย่างอยากรู้อยากเห็น
หลี่ไคซินส่ายหน้าอย่างระอาใจ เขารู้ดีว่าเดี๋ยวก็คงจะมีฉากละครครอบครัวอบอุ่นพ่อลูกผูกพันให้ดูอีกเป็นแน่
ภายในห้องครัว พ่อหลี่หมิงเต๋อกำลังนั่งยองๆ สุมไฟอยู่หน้าเตา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มประจบ "คุณหญิง ไฟแรงพอไหม จะให้เติมฟืนอีกหรือเปล่า"
"นายเป็นถึงหัวหน้าครอบครัวไม่ใช่หรือไง จะมาถามฉันทำไมล่ะ" แม่ฉินซิ่วลี่ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง มือก็คอยใช้ตะหลิวผัดกับข้าวในกระทะไปมา
"แหม ผมก็แค่อยากจะขอคำชี้แนะจากคุณไง" พ่อหลี่หมิงเต๋อยังคงไม่ยอมแพ้ เอ่ยเอาอกเอาใจต่อไป
"คุณหญิง คุณทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวคืนนี้ตอนคุณแช่เท้า ผมนวดไหล่คลายเมื่อยให้คุณดีไหม"
"ไม่ต้องหรอก ฉันรับไม่ไหวหรอกนะ"
หลี่ข่ายที่แอบดูอยู่ตรงประตูห้องครัวอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป หลุดหัวเราะออกมาดังลั่น
พ่อหลี่หมิงเต๋อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว หันขวับไปมองก็เห็นใบหน้ายิ้มแย้มชอบใจของลูกชายคนรอง
"ไอ้ลูกหมา มัวยืนดูบ้าอะไรอยู่ฮะ ยังไม่รีบไปทำการบ้านอีก!"
"พ่อครับ การบ้านของผมทำเสร็จตั้งแต่ที่โรงเรียนแล้วล่ะครับ!" หลี่ข่ายยืนหยัดอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับ ซ้ำยังเอ่ยปากแซวต่อ "ผมยังดูไม่หนำใจเลย พ่อทำต่อไปสิครับ ผมรอดูอยู่นะ!"
ใบหน้าของพ่อหลี่หมิงเต๋อเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาวสลับกันไปมา ผุดลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งตัวเข้าใส่ลูกชายคนรองทันที
หลี่ข่ายเองก็ตาไว รีบหมุนตัววิ่งหนีสุดชีวิต "พี่ใหญ่ช่วยด้วย พ่อจะฆ่าผมแล้ว!"
แม่ฉินซิ่วลี่เพิ่งจะเงยหน้าขึ้นมามองภาพเหตุการณ์ ส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความขบขัน
"ไอ้ลูกเนรคุณ บังอาจมาหัวเราะเยาะพ่อแกเรอะ อย่าหนีนะเว้ย!" พ่อหลี่หมิงเต๋อวิ่งไล่ตามออกมาจากห้องครัว
หลี่ข่ายวิ่งมาหลบอยู่ด้านหลังหลี่ไคซินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เขาชะโงกหน้าออกมาครึ่งหนึ่ง ทำหน้าตาทะเล้นใส่ "พ่อครับ พ่อคิดว่าผมโง่หรือไง ขืนผมไม่หนี ผมก็โดนพ่อตีตายน่ะสิ"
"ได้! ดี! ดีมาก! แกคอยดูเถอะ คืนนี้ฉันจะคิดบัญชีรวบยอดกับแกทีเดียวเลย" พ่อหลี่หมิงเต๋อชี้หน้าลูกชายคนรอง หอบหายใจแฮกๆ ด้วยความโมโห
ทว่าหลี่ข่ายในเวลานี้กลับไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด ซ้ำยังแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ผู้เป็นพ่อ "พ่อครับ ผมว่าพ่อเอาเวลาไปง้อแม่ให้สำเร็จก่อนดีกว่าไหมครับ"
พ่อหลี่หมิงเต๋อสะดุดขาตัวเองจนเกือบจะล้มคะมำ หน้าดำคร่ำเครียดเดินกลับเข้าห้องครัวไป
"เสี่ยวข่าย แกเลิกกวนโมโหพ่อซะทีจะได้ไหมฮะ" หลี่ไคซินถอนหายใจ ตบหัวน้องชายเบาๆ ไปหนึ่งที
"พี่ใหญ่ พี่ปรักปรำผมเกินไปแล้วนะ"
หลี่ข่ายทำหน้าเศร้าเล่าความเท็จ "ผมกำลังช่วยเบี่ยงเบนความสนใจให้พ่ออยู่นะ พี่ลองคิดดูสิ ทุกครั้งที่ผมโดนตี พ่อกับแม่ก็กลับมาคืนดีกันทุกทีไม่ใช่เหรอ"
"อ๋อ นี่แกโดนตีจนบรรลุสัจธรรมแล้วสินะ" หลี่ไคซินถึงกับขำก๊ากกับตรรกะวิบัติของน้องชาย
"แหงล่ะสิ!"
หลี่ข่ายยืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะหดคอกลับไป
"แต่ว่าพี่ใหญ่ เดี๋ยวถ้าพ่อจะลงไม้ลงมือจริงๆ พี่ต้องช่วยผมนะ ห้ามปล่อยให้ผมโดนตีตายนะเว้ย"
"พี่ใหญ่ พี่อย่าไปสนใจเขาเลย วันๆ เอาแต่สร้างเรื่องให้พ่อปวดหัว" หลี่เสี่ยวเสี่ยวที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะอดรนทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากแทรกขึ้นมา
หลี่ข่ายได้ยินดังนั้น ก็เริ่มไม่พอใจ "เสี่ยวเสี่ยว พี่กำลังช่วยพ่อนะเว้ย ทำไมเธอถึงชอบขัดขวางความเจริญของฉันอยู่เรื่อยเลยฮะ"
"พอเถอะน่า ก็แค่เห็นแก่ความสนุกสนุกสนานส่วนตัวเท่านั้นแหละ" หลี่เสี่ยวเสี่ยวเบ้ปาก แล้วเปิดหนังสืออ่านต่อ
หลี่ไคซินเห็นน้องชายกับน้องสาวเริ่มจะเปิดศึกกันอีกแล้ว ก็รีบเข้ามาไกล่เกลี่ย "เอาล่ะๆ พอได้แล้ว เลิกเถียงกันสักที!"
หลี่เสี่ยวเสี่ยวและหลี่ข่ายแค่นเสียงฮึพร้อมกัน ก่อนจะยุติสงครามน้ำลายลง
เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำ ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่หลี่ข่ายคาดการณ์ไว้ พ่อกับแม่กลับมาคืนดีกันเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งสองคนนั่งเคียงข้างกันในตำแหน่งหัวโต๊ะ ส่งสายตาหวานเชื่อมให้กันเป็นระยะ ใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
พ่อหลี่หมิงเต๋อคีบกับข้าวใส่ชามให้ภรรยา แม่ฉินซิ่วลี่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ซ้ำยังคีบไข่เจียวตอบแทนกลับไปให้ชิ้นหนึ่ง
หลี่ข่ายมองดูภาพเหตุการณ์เหล่านั้น ก็ลอบกระซิบข้างหูหลี่ไคซิน "พี่ใหญ่ พ่อกับแม่คืนดีกันแล้ว แผนของผมได้ผลชะงัดเลยใช่ไหมล่ะ"
"ได้ผลบ้าบออะไรล่ะ"
หลี่ไคซินกระซิบตอบ "แกก็แค่ดวงดีที่ตอนนี้พ่อกำลังง้อแม่อยู่ ก็เลยไม่มีเวลามาจัดการแกก็เท่านั้นแหละ"
หลี่ข่ายไม่ได้ใส่ใจคำพูดของพี่ใหญ่ ยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ "ถึงยังไงมันก็เป็นผลงานของผมอยู่ดีนั่นแหละ"
"พอได้แล้วน่า กินข้าวของแกไปเถอะ" หลี่ไคซินคีบไข่เจียวชิ้นใหญ่ยัดใส่ชามน้องชาย
หลี่ข่ายหัวเราะแฮะๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ ก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไปอย่างเงียบๆ