- หน้าแรก
- ตัวประกอบขอเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 81: ตงฟางปุ๊ป้ายร้ายกาจ หรือหลินผิงจือจะโดดเด่นกว่ากัน?
บทที่ 81: ตงฟางปุ๊ป้ายร้ายกาจ หรือหลินผิงจือจะโดดเด่นกว่ากัน?
บทที่ 81: ตงฟางปุ๊ป้ายร้ายกาจ หรือหลินผิงจือจะโดดเด่นกว่ากัน?
"ร้ายนักนะเหล่าหู แก้บทละครอีกแล้ว"
"ผู้กำกับหวง แค่ปรับแก้นิดหน่อยครับ ปรับแก้บทละครแค่นิดหน่อยเท่านั้นเอง"
"ปรับแก้นิดหน่อยอะไรกัน คุณถึงขั้นให้หลินผิงจือฝึกมหาเวทดูดดาวแล้ว ยังจะบอกว่าปรับแก้นิดหน่อยอีกเหรอ"
"เรื่องแค่นี้จะเป็นอะไรไปล่ะครับ คุณเองก็ยังเปลี่ยนให้ตงฟางปุ๊ป้ายกลายเป็นผู้หญิง หนำซ้ำยังดันให้เป็นนางเอกได้เลยนี่นา"
เมื่อรู้ว่าหูอี้จวนแก้ไขบทละครอีกครั้ง ผู้กำกับอีกคนอย่างหวงจวิ้นเหวินจึงเดินมาที่ห้องทำงานของเขา
"เหล่าหู ทำแบบนี้คุณคิดจะให้หลินผิงจือมาแย่งซีนตงฟางปุ๊ป้ายของผมใช่ไหมเนี่ย"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้คิดแบบนั้นหรอกครับ แต่พอคุณพูดขึ้นมา ผมก็ชักจะมีความคิดแบบนี้แล้วสิ"
"แบบนี้ก็แย่สิ... ผมรู้ว่าในใจคุณรู้สึกไม่ยุติธรรม พอเห็นว่าผมได้ถ่ายทำเรื่องของตงฟางปุ๊ป้าย ส่วนคุณต้องไปถ่ายตัวละครอื่นที่ไม่ค่อยสำคัญ แต่การที่คุณพลิกบทบาทหลินผิงจือแบบนี้มันออกจะเกินไปหน่อยนะ"
"เป็นการพลิกบทบาทที่ค่อนข้างใหญ่จริงนั่นแหละครับ แต่ผมก็อยากจะลองดูสักตั้งจริงๆ"
"เอาเถอะ คุณก็ถ่ายทำไปแล้วกัน"
"ผู้กำกับหวง คุณคงไม่ได้โกรธใช่ไหมครับ"
"จะไปโกรธทำไมกันเล่า แต่พูดก็พูดเถอะ พอคุณแก้บทแบบนี้ ผมเองก็ชักจะสนใจตัวหลินผิงจือขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน"
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
แม้ทั้งสองคนจะแข่งขันกันอยู่ลับๆ แต่ความจริงแล้วความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ถือว่าดีไม่น้อยเลยทีเดียว
หูอี้จวนจึงเอ่ยออกมาอย่างตรงไปตรงมาว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาประชันฝีมือกันสักรอบดีกว่า"
"หมายความว่ายังไง?"
"ก็มาดูกันว่าตงฟางปุ๊ป้ายที่คุณถ่ายทำจะร้ายกาจ หรือว่าหลินผิงจือที่ผมถ่ายทำจะโดดเด่นกว่ากัน"
"ฮ่าฮ่าฮ่า เหล่าหู ผมรู้แต่แรกแล้วว่าคุณน่ะมีความทะเยอทะยาน"
หวงจวิ้นเหวินหัวเราะลั่น "ตกลง ผมเองก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าหลินผิงจือที่คุณถ่ายทำจะสามารถดึงดูดสายตาผู้คนได้มากน้อยแค่ไหน"
ทั้งสองคนตอบตกลงกันอย่างรวดเร็ว
ช่วงเวลาหลังจากนั้น สำหรับฉากที่เหลือ ผู้กำกับทั้งสองต่างก็ทุ่มเทฝีมือกันอย่างสุดกำลัง
เรื่องนี้ทำให้บรรดานักแสดงต่างสัมผัสได้ถึงการแข่งขันอย่างลับๆ ของผู้กำกับทั้งสอง
ทว่าสำหรับเฉินผิงแล้ว นี่ถือเป็นข่าวดีเลยทีเดียว
เดิมทีหลินผิงจือที่เฉินผิงรับบทนั้นถือเป็นเพียงพระเอกหมายเลขสอง หนำซ้ำยังเรียกได้ว่าเป็นตัวละครที่ไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมอีกด้วย
แต่ภายใต้การผลักดันของหูอี้จวน หลินผิงจือก็เริ่มมีแนวโน้มที่จะนำไปเทียบชั้นกับเล่งฮู้ชงได้แล้ว
เรื่องนี้ทำเอาหานต้งที่รับบทเถียนป๋อกวงรู้สึกอิจฉามาก "เฉินผิง เจ๋งไปเลย นึกไม่ถึงเลยว่าหลินผิงจือจะสามารถแสดงออกมาในรูปแบบนี้ได้ด้วย"
"หลินผิงจือเดิมทีก็ไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไรมากมาย การที่ผู้กำกับหูแก้บทแบบนี้ ความจริงมันก็สมเหตุสมผลอยู่ในระดับหนึ่งนะ"
"อืม ฉันดูออกว่าผู้กำกับหูให้ความสำคัญกับนายมาก นายต้องถ่ายทำให้ดีนะ"
"ขอบใจมาก"
เถียนป๋อกวงที่หานต้งรับบทแม้จะเป็นตัวละครสำคัญเช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่อาจนำไปเทียบกับพระเอกหมายเลขหนึ่งอย่างเล่งฮู้ชงได้เลยแม้แต่น้อย
แม้กระทั่งเฉินผิงก่อนหน้านี้ หานต้งก็ยังมองว่าไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับพระเอกหมายเลขหนึ่งเลยสักนิด
ขณะเดียวกันตัวเขาเองก็รู้เรื่องราวในวงการบันเทิงดี
ดูเผินๆ เหมือนว่าพระเอกหมายเลขสองกับพระเอกหมายเลขหนึ่งจะห่างกันเพียงแค่ระดับเดียว แต่ความจริงแล้วช่องว่างนั้นห่างไกลกันถึงแสนแปดพันลี้
นักแสดงบางคนรับบทพระเอกหมายเลขสองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่เคยได้รับบทพระเอกหมายเลขหนึ่งเลยสักครั้ง
นี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องฝีมือการแสดง แต่มีทั้งเรื่องชื่อเสียง ทรัพยากร สายสัมพันธ์ ฐานแฟนคลับ... และองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง
หานต้งรู้ซึ้งถึงความห่างชั้นระหว่างตัวละครต่างๆ กับพระเอกหมายเลขหนึ่งเป็นอย่างดี
เวลานี้เมื่อเห็นว่าหลินผิงจือที่เฉินผิงรับบทได้รับความสนใจถึงเพียงนี้ เขาจึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
สำหรับเรื่องนี้ เฉินผิงเองก็ตั้งใจและจริงจังมาก
ต่อให้จะถ่ายทำเสร็จแล้ว เฉินผิงก็ยังคงศึกษาบทละครและศึกษาตัวละครหลินผิงจือมาโดยตลอด
วันนี้ หลินผิงจือที่เฉินผิงรับบทจะต้องเข้าฉากประชันบทบาทกับเฟิงชิงหยางที่รับบทโดยเหลียงเจียเหริน
"อาจารย์เหลียง เดี๋ยวตอนที่เข้าฉากด้วยกัน รบกวนช่วยชี้แนะผมด้วยนะครับ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า เฉินผิง พ่อหนุ่มอย่างนายนี่ ไม่เลวเลยจริงๆ"
เมื่อมองมาที่เฉินผิง เหลียงเจียเหรินก็เผยรอยยิ้มออกมา "คนที่สามารถแสดงบทพระเอกหมายเลขสองได้ถึงระดับนายนี่ หาตัวจับยากเสียจริง"
ฉากในวันนี้ย่อมต้องเป็นฉากที่ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่
ตามเนื้อเรื่องและบทละครดั้งเดิม เฟิงชิงหยางกับหลินผิงจือไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน
"ต้องขอบคุณผู้กำกับหูที่ช่วยสนับสนุนน่ะครับ"
เฉินผิงย่อมไม่กล้าบอกออกไปว่าเป็นเพราะตนเองขอแก้บทละคร
แน่นอนว่า
บรรดานักแสดงต่างก็ไม่เชื่อว่าเฉินผิงจะมีอำนาจบารมีมากถึงเพียงนั้น
การแก้ไขบทละครเช่นนี้ หากไม่ใช่ผู้กำกับ ก็แทบจะไม่มีนักแสดงคนไหนที่มีอำนาจมากพอจะทำได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น เฉินผิงยังเป็นเพียงแค่นักแสดงระดับสามหรือระดับสี่เท่านั้น
หนำซ้ำยังไม่อาจนับว่าเป็นนักแสดงระดับสามหรือระดับสี่ได้เต็มตัวเลยด้วยซ้ำ
ถึงแม้เฉินผิงจะแสดงซีรีส์มาแล้วสองสามเรื่อง แต่ผลงานที่เขามีบทบาทค่อนข้างสำคัญอย่าง 'ฉู่ฮั่นศึกชิงบัลลังก์สะท้านปฐพี' ก็ยังไม่ออกอากาศจนถึงปัจจุบันนี้
"นายนี่ถ่อมตัวเสียจริง"
เหลียงเจียเหรินตบไหล่เฉินผิงเบาๆ "นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากมาก คว้ามันเอาไว้ให้ดีล่ะ"
"ขอบคุณมากครับอาจารย์เหลียง"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
หลินผิงจือที่เฉินผิงรับบท และเฟิงชิงหยางที่เหลียงเจียเหรินรับบท ได้มาพบกันที่ผาสำนึกตนแห่งเขาหัวซาน
เวลานี้
หลินผิงจือที่เฉินผิงรับบทกำลังฝึกฝนเพลงกระบี่ปราบมารและมหาเวทดูดดาว
เฟิงชิงหยางที่ปลีกวิเวกอยู่บนเขาด้านหลังมาตลอด กลับปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลินผิงจืออย่างกะทันหัน
เฉินผิงตกใจ จึงใช้วิชากระบี่เข้าปะทะกับเฟิงชิงหยาง
ทว่านึกไม่ถึงเลยว่า
ถึงแม้เพลงกระบี่ปราบมารของหลินผิงจือจะบรรลุผลในระดับหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่สามารถทำอะไรเฟิงชิงหยางได้เลยสักนิด
แต่อีกด้านหนึ่ง เฟิงชิงหยางเองก็ตกใจมากเช่นเดียวกัน
วิชากระบี่ของหลินผิงจือแม้จะยังห่างชั้นจากเก้ากระบี่เดียวดายของเขามากนัก แต่อานุภาพที่วิชากระบี่ของหลินผิงจือแสดงออกมา ก็ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจไม่ใช่น้อย
เขาคิดไม่ถึงเลยว่า
บนโลกใบนี้ นอกจากเก้ากระบี่เดียวดายที่เขาฝึกฝนแล้ว จะยังมีวิชากระบี่ที่สามารถเทียบเคียงกับเก้ากระบี่เดียวดายอยู่อีก
อีกทั้งวิชากระบี่นี้ยังดูเหมือนจะทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอยู่ลึกๆ อีกด้วย
"พ่อหนุ่ม ชื่ออะไร?"
"หลินผิงจือ"
"เจ้าก็คือหลินผิงจือ หลานชายของหลินหย่วนถูงั้นหรือ?"
"ถูกต้องแล้ว... ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสคือใครหรือขอรับ?"
เมื่อพบว่าเฟิงชิงหยางไม่มีเจตนาร้าย เฉินผิงจึงเอ่ยถามออกไป
ทว่าเฟิงชิงหยางกลับไม่ได้เปิดเผยออกมา "ชื่อเสียงเรียงนามของข้า ในยุทธภพแห่งนี้ไม่มีใครรู้จักมากนัก"
แต่เฉินผิงกลับจำตัวอักษรสามตัวที่เขียนว่า 'เฟิงชิงหยาง' บนหน้าผาหินหลังภูเขาได้ เขาจึงเอ่ยถามว่า "ท่านคือผู้อาวุโสเฟิงงั้นหรือขอรับ?"
เฟิงชิงหยางพยักหน้ารับเบาๆ
เขามองไปที่เฉินผิงด้วยใบหน้าเคร่งเครียด "คิดไม่ถึงเลย ว่าเจ้าจะเดินทางมาถึงด้านหลังของเขาหัวซานได้"
"สถานที่ที่อันตรายที่สุดก็คือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด เย่ว์ปู้ฉวินอาจารย์ของข้าต้องการจะเอาชีวิตตัวข้า แต่เขาคงคาดไม่ถึง ว่าข้าจะเดินทางกลับมาที่สำนักหัวซานอีกครั้ง"
"เจ้านี่ช่างฉลาดหลักแหลมนัก เพียงแต่น่าเสียดาย..."
หลังจากรับรู้ว่าวิชากระบี่แขนงนี้คือเพลงกระบี่ปราบมาร ข่าวลือทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเพลงกระบี่ปราบมาร เฟิงชิงหยางย่อมต้องรู้ดีอยู่แล้ว
ในขณะเดียวกัน
เกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุทธภพช่วงนี้ แม้เฟิงชิงหยางจะไม่ได้ลงจากเขา แต่ก็พอจะรับรู้ข่าวคราวมาบ้าง
"เย่ว์ปู้ฉวินถึงขั้นเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
เฟิงชิงหยางพูดไปพลางทอดถอนใจไปพลาง "จะว่าไปแล้ว นี่ยังคงเป็นชนวนเหตุหายนะที่เกิดจากการแตกหักระหว่างสายกระบี่และสายลมปราณแห่งสำนักหัวซานในปีนั้น คัมภีร์ทานตะวันเพียงเล่มเดียว กลับก่อให้เกิดพายุโลหิตขึ้นทั่วยุทธภพได้ถึงเพียงนี้"
คล้ายกับกำลังทอดถอนใจถึงเรื่องราวในปีนั้น เฟิงชิงหยางก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความทรงจำอีกครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง เฟิงชิงหยางถึงเพิ่งนึกถึงหลินผิงจือขึ้นมาได้ จากนั้นจึงมองไปที่เฉินผิงแล้วเอ่ยว่า "พ่อหนุ่ม วิชากระบี่ที่เจ้าฝึกฝนใช่เพลงกระบี่ปราบมารหรือเปล่า?"
"ผู้อาวุโสเฟิง รู้ได้อย่างไรหรือขอรับ?"
"เฮ้อ..."
เฟิงชิงหยางถอนหายใจอีกครั้ง "นอกจากเพลงกระบี่ปราบมารแล้ว ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังฝึกฝนวิชายุทธ์แขนงอื่นอีก แม้จะไม่รู้ว่าวิชายุทธ์แขนงนี้เป็นอย่างไร แต่ขข้ารู้สึกได้ว่าวิชายุทธ์แขนงนี้มีความชั่วร้ายผิดปกติ ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีใดๆ ต่อตัวเจ้าเลย"
"ผู้อาวุโสเฟิงสายตาแหลมคม ตัวข้ายังได้ฝึกฝนมหาเวทดูดดาวของเยิ่นหว่อสิงด้วยขอรับ"
"เหตุใดถึงได้ฝึกมหาเวทดูดดาวของเยิ่นหว่อสิงล่ะ?"
"หากข้าไม่ฝึกฝนมหาเวทดูดดาว แล้วจะไปรับมือกับเย่ว์ปู้ฉวินได้อย่างไรเล่า"
สีหน้าของเฉินผิงเผยท่าทีมืดหม่นและเย็นชา บนใบหน้าไม่มีเลือดฝาดเลยแม้แต่น้อย
เฟิงชิงหยางเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกเวทนาจับใจ "ที่ทำแบบนี้มันคุ้มค่าแล้วเหรอ?"
"ข้าไม่อาจทราบ"
เฉินผิงส่ายหน้า แต่กลับกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว "แต่หากข้าไม่ทำเช่นนี้ การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ของตัวข้าก็คงไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว"
เมื่อเฟิงชิงหยางเห็นว่าเฉินผิงมีความมุ่งมั่นอันแรงกล้า เขาไม่ได้เอ่ยห้ามปรามอีก ทว่ายังคงกล่าวว่า "ความยึดติดของเจ้านั้นฝังรากลึกยิ่งนัก แต่สิ่งที่ข้าอยากจะเตือนก็คือ แม้เจ้าจะฝึกฝนเพลงกระบี่ปราบมารและมหาเวทดูดดาวสำเร็จ การโลดแล่นท่องไปในยุทธภพย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่ข้าอยากจะบอกก็คือ สิ่งที่ร้ายกาจที่สุดในยุทธภพแห่งนี้ไม่ใช่วิชายุทธ์ไร้เทียมทาน ทว่าเป็นจิตใจคนต่างหาก"
ประโยคนี้คือคำพูดในต้นฉบับดั้งเดิม ตอนที่เฟิงชิงหยางถ่ายทอดเก้ากระบี่เดียวดายให้กับเล่งฮู้ชง
แต่น่าเสียดาย
ประโยคนี้กลับไม่มีอยู่ในเวอร์ชันนี้เสียได้
ช่างบังเอิญเสียจริง ที่เฟิงชิงหยางดันนำประโยคนี้มาพูดกับหลินผิงจือแทน
เพียงแต่หลินผิงจือไม่ใช่เล่งฮู้ชง
บางทีเล่งฮู้ชงในตอนนั้นอาจจะไม่สามารถทำความเข้าใจประโยคนี้ได้ เพราะเขาไม่เคยลิ้มรสความชั่วร้ายของจิตใจคนอย่างแท้จริง
แต่สำหรับหลินผิงจือในตอนนี้ ประโยคนี้กลับทำให้เขารู้สึกอินไปกับมันอย่างลึกซึ้ง
หนำซ้ำ
เวลานี้ภายใต้ผ้าดำที่ปิดบังดวงตาทั้งสองข้างของเฉินผิงเอาไว้ กลับมีหยาดน้ำตาเอ่อล้นไหลรินออกมาเป็นสาย "ผู้อาวุโสเฟิง ท่านดูสภาพของข้าในตอนนี้สิ ตัวข้ายังจะไม่อาจสัมผัสถึงความโหดร้ายของจิตใจคนบนโลกใบนี้ได้อีกงั้นหรือขอรับ?"
พอพูดประโยคนี้จบ
ทีมงานทุกคนในกองถ่ายต่างก็สะเทือนอารมณ์ไปตามกัน
คนในตระกูลหลินกว่าร้อยชีวิตถูกฆ่าล้างโคตร
หลินผิงจือหลงคิดว่าตัวเองพบที่พึ่งพิงแล้ว แต่นึกไม่ถึงเลยว่าอาจารย์จะใช้กระบี่แทงเขาจนเกือบตาย
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น หลินผิงจือก็ไม่กล้าตาย เขากัดฟันเอาชีวิตรอดอยู่ท่ามกลางความอัปยศอดสูในสำนักหัวซานเรื่อยมา
เพื่อล้างแค้น หลินผิงจือถึงขนาดยอมตอนตัวเองเพื่อฝึกฝนเพลงกระบี่ปราบมาร
และภายหลังสังหารอวี๋ชางไห่กับมู่เกาเฟิงเสร็จ ดวงตาทั้งสองข้างก็ต้องมามืดบอดเพราะโดนพิษ
เมื่อลองนึกย้อนกลับไปถึงชีวิตของหลินผิงจือ สามารถกล่าวได้ว่านี่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของความชั่วร้ายในจิตใจคนอย่างแท้จริง
"คัต..."
และในเวลานี้เอง ผู้กำกับหูอี้จวนก็ตะโกนสั่งคัตได้ถูกจังหวะพอดี
ฉากการแสดงนี้ ถ่ายทำออกมาได้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ
เขาเชื่อมั่นว่า
ขอเพียงแค่ฉากนี้ออกอากาศไป หลินผิงจือที่เฉินผิงรับบท จะต้องทำให้ผู้ชมจำนวนนับไม่ถ้วนตื่นเต้นจนต้องตบโต๊ะลุกขึ้นยืนชื่นชมอย่างแน่นอน