เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 53: ถอดหน้ากากอย่างเป็นทางการ

บทที่ 53: ถอดหน้ากากอย่างเป็นทางการ

บทที่ 53: ถอดหน้ากากอย่างเป็นทางการ


"พี่ชายท่านนี้ ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว"

หยวนปิงเหยียนมองออกไปข้างนอก

ด้านนอกมีเสียงการต่อสู้ดังแว่วมา พี่สาวของกัวเซียงกำลังตามหาตัวเธออยู่

แม้จะต้องจากไป ทว่าหยวนปิงเหยียนกลับมีท่าทีอาลัยอาวรณ์ เธอเอ่ยขึ้นว่า "ข้าอยากขอร้องให้ท่านพี่ทำอะไรให้สักเรื่องจะได้หรือไม่?"

น้ำเสียงนี้ช่างใสซื่อบริสุทธิ์ ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกเคลิบเคลิ้ม

"พูดมาเถอะ"

เฉินผิงซึ่งสวมหน้ากากอยู่มองหยวนปิงเหยียนที่รับบทเป็นกัวเซียงตรงหน้า

พูดตามตรง

ความน่ารักสดใสที่หยวนปิงเหยียนแสดงออกมานั้น ทำเอาเฉินผิงถึงกับมองจนเหม่อลอยไปบ้างเหมือนกัน

แตกต่างจากตัวละครมั่วซานซานที่หยวนปิงเหยียนเคยรับบทก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

มั่วซานซานจะดูสงบเสงี่ยมและอ่อนโยน

ส่วนกัวเซียงคือเด็กสาวที่เพิ่งรู้จักความรัก ทว่ากลับมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทั้งยังมีความองอาจและไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์เหมือนกับเฒ่าประหลาดหวงผู้เป็นตา

ตัวละครแบบนี้ ต่อให้เทียบกับนางเอกอย่างเซียวเหล่งนึ่งก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย

ยิ่งไปกว่านั้น

ครั้งหนึ่งผู้คนมากมายต่างก็ยกให้กัวเซียงเป็นหญิงสาวในฝันของตัวเอง

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่ใช่เซียวเหล่งนึ่งนั้น

ก็ง่ายมาก

เซียวเหล่งนึ่งสมบูรณ์แบบมากเกินไป ทุกคนจึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดแบบนั้น

แต่กัวเซียงไม่เหมือนกัน

เธอดูราวกับเป็นเด็กสาวข้างบ้าน เป็นคนที่น่าทะนุถนอมและชวนให้ชื่นชอบ

"วันหน้า ถ้าท่านพี่กับภรรยาได้พบกันแล้ว ช่วยส่งข่าวให้ข้ารู้ด้วย ข้าจะได้ร่วมยินดีไปกับพวกพี่ด้วย"

"ขอบใจเจ้าที่ห่วงใยตัวข้าและหลงเอ๋อร์ถึงขนาดนี้ พ่อแม่ของเจ้าต่างเป็นจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ถ้าหากเจอเรื่องยุ่งยากอะไร พวกเขาต้องช่วยเจ้าแก้ไขได้อย่างแน่นอน แต่โลกนี้ล้วนแปรผัน คาดเดาเคราะห์ดีเคราะห์ร้ายได้ยาก ถ้าวันหน้ามีเรื่องยุ่งยากที่ไม่สะดวกจะบอกทั้งสองท่าน ก็ส่งคนมาแจ้งข้าได้เลย ข้ายินดีจัดการให้..."

"พี่ชายช่างดีต่อข้ามากเหลือเกิน ถ้าพี่สาวคนโตรู้ว่าจอมยุทธ์อินทรีมาเป็นพี่ชายของข้า นางจะต้องอิจฉาแทบตายแน่ๆ"

"พี่สาวของเจ้าจะมาเห็นหัวคนแบบข้าได้เช่นไร? จริงสิ เรื่องที่ข้ากับเจ้าพบกัน ห้ามเอาไปบอกพี่สาวของเจ้าเด็ดขาด และยิ่งห้ามบอกพ่อแม่ของเจ้าด้วย จะได้ไม่เกิดเรื่องยุ่งยากตามมา เข้าใจใช่หรือไม่?"

เฉินผิงแอบส่ายหน้า อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวในปีนั้นขึ้นมาอีกครั้ง

แขนขวาข้างนั้นของเขา ก็เป็นผลงานที่พี่สาวของกัวเซียงมอบให้

เพียงแต่สิบหกปีผ่านพ้นไป ความเกลียดชังที่หยางกั้วมีต่อกัวฝูดูเหมือนจะจางลงไปมากแล้ว

เมื่อทั้งสองแสดงมาถึงตรงนี้ บรรดานักแสดงต่างก็เงียบกริบไร้เสียงพูดคุย

ผู้กำกับทั้งสี่ท่านต่างก็จ้องมองด้วยความจดจ่อ แววตาของเอ๋อร์ตงเซิงทอประกายความอ่อนโยนอย่างหาที่สุดไม่ได้ ราวกับกำลังหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เขาเคยแสดงนำในภาพยนตร์กำลังภายในเมื่อหลายปีก่อน

ความรักของหนุ่มสาวในยุทธภพ เรื่องราวอันแสนโรแมนติกแบบนี้ ช่างดึงดูดใจผู้คนให้หลงใหลได้อย่างเหลือล้นจริงๆ

เพียงแต่...

เขาไม่เคยได้รับบทบาทอย่างหยางกั้วเลย

หรือต่อให้มีโอกาสได้รับบทนี้ เอ๋อร์ตงเซิงก็ถามตัวเองแล้วว่าคงไม่สามารถถ่ายทอดกลิ่นอายแบบที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ออกมาได้แน่ๆ

"ผู้กำกับข่ายเกอ ดูการแสดงของพวกเขาสิ ผมอยากจะกลับไปกำกับหนังกำลังภายในอีกสักเรื่องเลยทีเดียว"

"ก็เอาสิครับ"

เฉินข่ายเกอเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจไม่ต่างกัน

เขานึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเฉินผิงและหยวนปิงเหยียนจะสามารถถ่ายทอดฉากนี้ให้ออกมาคลาสสิกได้ถึงขนาดนี้

เมื่อลองนำไปเทียบกับการแสดงของนักแสดงคนอื่นๆ ในห้องส่ง

ต่อให้จะเป็นหูซิ่นเอ๋อร์ แม้เธอจะเป็นนักแสดงรุ่นเก๋า และแสดงได้ดีมากก็ตาม

แต่ต่อให้ดีแค่ไหน ก็ยังเทียบไม่ได้กับฉากในตอนนี้

การแสดงของเฉินผิงและหยวนปิงเหยียนเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะไปแล้ว หนำซ้ำยังไม่ด้อยไปกว่าต้นฉบับเลยด้วยซ้ำ

"ถ้าวันหน้าเจ้าเจอเรื่องยุ่งยากเข้าจริงๆ ก็ให้คนส่งเข็มมาให้ข้าเล่มหนึ่ง แต่ต้องจำไว้นะว่า เห็นเข็มก็เหมือนเห็นคน..."

"พี่ชาย ตัวข้ามีเรื่องแรกที่อยากขอร้อง"

ช่วงเวลาที่ทำให้ผู้คนตื่นเต้นเร้าใจมาถึงแล้ว

จุดไคลแมกซ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉากนี้กำลังจะมาถึง

หยางกั้วเอ็นดูน้องสาวอย่างกัวเซียงมาก ประกอบกับเขามีความสัมพันธ์อันซับซ้อนตัดไม่ขาดกับตระกูลกัว เขาจึงมอบเข็มทองสามเล่มให้กัวเซียง

เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าจะช่วยกัวเซียงทำตามคำขอสามประการ

คำขอทั้งสามประการนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ต่อให้เวลานั้นหยางกั้วจะอยู่ห่างไกลนับหมื่นลี้ เขาก็จะรีบเดินทางมาหา

หยวนปิงเหยียนถือเข็มทองหนึ่งเล่ม แล้วยื่นส่งให้หยางกั้ว "ข้าอยากเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพี่"

เฉินผิงถอนหายใจพลางเอ่ยว่า "ที่ข้าสวมหน้ากากก็เพราะไม่อยากเจอคนรู้จักในอดีต การที่เจ้ายอมเสียเข็มผึ้งหยกหนึ่งเล่มเพื่อเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ มันน่าเสียดายเกินไปแล้วกระมัง"

หยวนปิงเหยียนเอ่ยด้วยความไร้เดียงสาว่า "ถ้าแม้แต่หน้าตาของพี่ ตัวข้ายังไม่เคยเห็น แล้วจะบอกว่ารู้จักพี่ได้ยังไงล่ะ เรื่องนี้สำหรับข้าแล้วไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย"

"เอาเถอะ ทำตามที่เจ้าต้องการก็แล้วกัน"

เฉินผิงพยักหน้ารับ

พูดจบ เฉินผิงก็ใช้มือปลดหน้ากากบนใบหน้าออก

เมื่อหน้าจอยักษ์ฉายภาพใบหน้าของเฉินผิงออกมา คนทั้งฮอลล์ก็ส่งเสียงอุทาน "อา..." ออกมาพร้อมกัน

"ให้ตายเถอะ... นี่มัน..."

"นี่คือใบหน้าที่แท้จริงของเฉินผิงเหรอเนี่ย?"

"พระเจ้าช่วย นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?"

รูปร่างหน้าตาของเฉินผิงนั้นธรรมดามาก เรื่องนี้ทุกคนต่างก็รู้ดีอยู่แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะเรื่องรูปร่างหน้าตาของเฉินผิง เอ๋อร์ตงเซิงกับหลิวหมิงถึงขั้นเคยมีปากเสียงกันมาแล้ว

ก่อนหน้านี้ ตอนที่เฉินผิงเลือกรับบทหยางกั้วในบทละครเรื่องนี้ ผู้คนมากมายต่างก็รู้สึกว่ามันแปลกประหลาดอยู่บ้าง

หนำซ้ำยังมีนักแสดงบางคนรอดูเรื่องสนุกอยู่ด้วยซ้ำ

แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะ

ในวินาทีที่เฉินผิงถอดหน้ากากออกมา เฉินผิงกลับกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้สง่าผ่าเผย

เฉินผิงที่อยู่ตรงหน้า แม้แขนขวาจะขาดหายไป แม้บนศีรษะจะมีผมหงอกขาว แม้จะมีหนวดเคราอยู่ไม่น้อย

ทว่าใบหน้าอันหล่อเหลานั้น กลับหล่อทะลุปรอทไปเลยทีเดียว

และถ้าแค่หล่อเพียงอย่างเดียวก็แล้วไปเถอะ

สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นก็คือ บุคลิกภาพอันร้ายกาจของเฉินผิง ถึงกับทำให้ผู้คนมากมายรู้สึกละอายใจในความต่ำต้อยของตัวเอง

กระทั่งมีหนุ่มหน้าใสบางคนถึงกับไม่กล้าสบตาเฉินผิงตรงๆ ด้วยซ้ำ

เดิมทีพวกเขาหลงคิดไปเองว่าตัวเองหล่อเหลา หน้าตาดีขั้นสุด ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็เป็นจุดสนใจของคนอื่น

แต่เมื่อนำไปเทียบกับเฉินผิงแล้ว นั่นคือความแตกต่างราวฟ้ากับเหว

พวกเขาดูราวกับเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ก็ไม่ปาน นับเป็นเรื่องตลกร้ายเสียเหลือเกิน

แน่นอนว่า

ในวินาทีที่เฉินผิงถอดหน้ากากออกมา

หยวนปิงเหยียนที่ประชันบทกับเฉินผิงชะงักอึ้งไปในตอนแรก จากนั้นดวงตากลมโตคู่สวยก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเฉินผิงได้อีกเลย

"เป็นยังไง หรือว่ารูปร่างหน้าตาของข้าทำให้เจ้าตกใจกลัวเสียแล้ว?"

"ไม่ใช่เช่นนั้น"

พวงแก้มทั้งสองข้างของหยวนปิงเหยียนแดงระเรื่อ

นี่คือการหน้าแดงขึ้นมาจริงๆ

ตอนที่ฉากนี้ยังอยู่ในระหว่างการเตรียมตัว เธอก็อยากจะถอดหน้ากากของเฉินผิงออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

ตอนนี้เมื่อเขาถอดหน้ากากออกจริงๆ เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกัวเซียง ที่เอาแต่มองเขาจนชะงักค้างไป

ไม่ใช่แค่มองจนเหม่อลอย ทว่ายังมองเข้าไปถึงขั้วหัวใจอีกด้วย

บางที ในวันหน้าต่อให้ได้เห็นชายหนุ่มคนอื่น เกรงว่าคงไม่มีใครสามารถเดินเข้าไปในใจของเธอได้อีกแล้ว

ด้วยความรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง หยวนปิงเหยียนหันหน้าหนี จากนั้นก็หยิบเข็มทองเล่มที่สองขึ้นมา "เรื่องที่สองที่ข้าอยากขอให้ท่านพี่ทำให้ ก็คือในวันเกิดของข้า พี่ต้องมาพบเจอกันที่เมืองเซียงหยางสักครั้ง"

"ไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ข้าอยากพบแค่เจ้าเพียงคนเดียว ไม่อยากพบเจอผู้อื่น"

"เรื่องนี้ก็แล้วแต่ความพอใจของพี่เลย ส่วนเรื่องที่สาม..."

"เรื่องที่สามเจ้าควรจะคิดให้รอบคอบก่อนแล้วค่อยพูดเถอะ ขอเพียงเจ้ามีเข็มผึ้งหยกอยู่ในมือ ต่อให้จะเป็นเรื่องยากลำบากแค่ไหน ข้าก็จัดการให้เจ้าให้ได้"

"ตกลง"

หยวนปิงเหยียนพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม และแฝงไปด้วยความคาดหวังอันเปี่ยมล้น "วันที่ยี่สิบสี่เดือนนี้ ในวันเกิดของข้า พี่ต้องมาพบเจอกันให้ได้นะ"

"วางใจ ข้าไม่มีทางผิดนัดแน่นอน"

ด้านหลังมีเสียงการต่อสู้ดังขึ้นอีกระลอก หยวนปิงเหยียนเอ่ยด้วยความอาลัยอาวรณ์อย่างที่สุดว่า "คงต้องไปแล้วจริงๆ"

หลังจากนั้น หยวนปิงเหยียนก็เดินจากไปพร้อมกับเหลียวมองกลับมานับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่งลับสายตาของเฉินผิงไป

มังกรหยกภาคสอง เนื้อเรื่องช่วงเข็มทองสามเล่มได้จบลงอย่างเป็นทางการ

ทว่าใบหน้าอันหล่อเหลาของเฉินผิงที่หล่อจนทำให้คนอื่นรู้สึกละอาย กลับทำให้ทุกคนไม่สามารถสงบจิตสงบใจลงได้เลยจริงๆ

จบบทที่ บทที่ 53: ถอดหน้ากากอย่างเป็นทางการ

คัดลอกลิงก์แล้ว