เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 52 หลี่เอ้อร์เป็นบ้าไปอีกรอบแล้วงั้นหรือ?

ตอนที่ 52 หลี่เอ้อร์เป็นบ้าไปอีกรอบแล้วงั้นหรือ?

ตอนที่ 52 หลี่เอ้อร์เป็นบ้าไปอีกรอบแล้วงั้นหรือ? 


ตอนที่ 52 หลี่เอ้อร์เป็นบ้าไปอีกรอบแล้วงั้นหรือ? 

จ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อมองดูเจียงเทียนที่กุมมือน้อยๆ ของจ่างซุนหมิงเยว่ไว้แน่น ในใจของพวกนางก็พลันเกิดความรู้สึกว้าเหว่และน้อยอกน้อยใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ทางด้านล่างเวที หลี่ซื่อหมินและคณะกลับไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดซับซ้อนอะไรมากมาย

มีเพียงจ่างซุนอู๋จี้คนเดียวเท่านั้น ที่ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและทอดถอนใจ

จ่างซุนหมิงเยว่คือบุตรสาวที่เขาโปรดปรานที่สุดในบรรดาลูกๆ ทั้งหมด นางเพียบพร้อมไปด้วยความสามารถทั้งศาสตร์และศิลป์ ซ้ำยังมีรูปโฉมงดงามปานล่มเมือง ตามหลักแล้ว นางคู่ควรที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาผู้เป็นแม่ของแผ่นดิน

ถึงเวลานี้ ตระกูลจ่างซุนของเขาจะมีฮองเฮาถึงสองคนในยุคเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด!

ทว่า จ่างซุนหมิงเยว่เป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยา ในยุคราชวงศ์ถังที่ให้ความสำคัญกับสายเลือดและชนชั้นอย่างถึงที่สุด การที่นางจะคิดก้าวขึ้นไปเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท หรือแม้กระทั่งตำแหน่งฮองเฮา ย่อมไม่มีหวังเลยแม้แต่น้อย

ซ้ำร้าย แม้แต่บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ก็คงไม่มีใครยอมให้บุตรชายสายตรงของตนมาแต่งงานกับบุตรสาวของอนุภรรยาหรอก

แต่การจะให้ลูกสาวผู้เพียบพร้อมคนนี้แต่งงานกับบุตรชายของอนุภรรยาจวนอื่น เขาก็ทำใจยอมรับไม่ได้ จนกระทั่งโชคชะตาเล่นตลก บีบให้นางต้องมาแต่งงานกับเจียงเทียนแทนฉางเล่อ

อย่าได้มองว่าตอนนี้เจียงเทียนเป็นเพียงหัวหน้าค่ายโจรภูเขา แต่จากสายตาของจ่างซุนอู๋จี้ เขามองออกว่าเจียงเทียนผู้นี้คือยอดคนผู้มีความสามารถในการปกครองบ้านเมืองอย่างแท้จริง

และหลี่ซื่อหมินเองก็แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่าต้องการดึงตัวเขามาใช้งาน มิฉะนั้น ฮ่องเต้มีหรือจะยอมทนให้เจียงเทียนกักตัวจ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยไว้เช่นนี้

หากวันใดวันหนึ่งในภายภาคหน้า เจียงเทียนยอมเข้ารับราชการ ด้วยสติปัญญาของเขา ย่อมต้องกลายเป็นผู้ทรงอำนาจล้นฟ้าในราชสำนักอย่างแน่นอน ตัวเขาเพียงคนเดียวก็สามารถสร้างตระกูลขุนนางที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ซึ่งนั่นยังดูดีกว่าพวกบุตรชายสายตรงของขุนนางเหล่านั้นตั้งเยอะ

เมื่อคิดได้ดังนี้ ความโกรธแค้นและขุ่นเคืองที่จ่างซุนอู๋จี้เคยมีต่อเจียงเทียนก็พลันมลายหายไปจนสิ้น

เมื่อเทียบกับจ่างซุนอู๋จี้แล้ว ความคิดของจ่างซุนหมิงเยว่กลับเรียบง่ายกว่ามาก

นางไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย ขอเพียงความจริงใจจากเขาก็เพียงพอแล้ว

เจียงเทียนรับรู้ได้ถึงความหวั่นไหวในจิตใจของจ่างซุนหมิงเยว่ เขาจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน "หมิงเยว่ แม้ว่าสำหรับเหล่าหลี่แล้ว เจ้าจะเป็นเพียงแค่หมากต่อรองในการเจรจาผลประโยชน์ แต่สำหรับข้า เจ้าคือภรรยาของข้า ข้าขอสัญญาว่าจะมอบความจริงใจให้เจ้าตลอดไป"

"นับจากนี้ไป พวกเราจะร่วมทุกข์ร่วมสุข เคียงบ่าเคียงไหล่กันไปจนแก่เฒ่า!"

เมื่อได้ฟังคำสารภาพรักของเจียงเทียน จ่างซุนหมิงเยว่ที่ช้อนสายตาขึ้นมองเขาก็มีน้ำตาคลอเบ้าด้วยความตื้นตันใจ

การได้พบเจอสามีเช่นเขา นางก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วในชีวิตนี้

"ท่านหัวหน้าค่าย ฮูหยิน ทั้งสองท่านพร้อมแล้วหรือยังขอรับ?"

"ข้าน้อยจะเริ่มแล้วนะขอรับ!"

ต้าจ้วงกระแอมไอปรับเสียง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนเสียงดังกังวาน "หนึ่งกราบไหว้ฟ้าดิน! ขอพรให้ค่ายชิงเฟิงของเราฟ้ารนฝนตกต้องตามฤดูกาล!"

เจียงเทียนและจ่างซุนหมิงเยว่หันหน้าออกไปทางความว่างเปล่า แล้วค้อมตัวลงกราบไหว้พร้อมกัน

"สองกราบไหว้ผืนปฐพี! ขอพรให้ค่ายชิงเฟิงของเราได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ทุกๆ ปี!"

ทั้งสองหมุนตัวกลับมา หันหน้าไปทางทุ่งนาอันกว้างใหญ่ แล้วค้อมตัวลงกราบไหว้

"สามสามีภรรยากราบไหว้กันและกัน! ขออวยพรให้ท่านหัวหน้าค่ายและฮูหยินรักใคร่กลมเกลียว ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร และรีบมีบุตรชายสืบทอดตระกูลไวๆ ขอรับ!"

เจียงเทียนและจ่างซุนหมิงเยว่สบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็ส่งยิ้มให้กัน ก่อนจะค้อมตัวลงกราบไหว้ซึ่งกันและกัน

"เสร็จสิ้นพิธี! ส่งตัวเข้าห้องหอ!"

"ยินดีด้วย ยินดีด้วยขอรับ/เจ้าค่ะ!"

"ขอแสดงความยินดีกับท่านหัวหน้าค่ายและฮูหยิน ขอให้มีบุตรชายสืบทอดตระกูลไวๆ นะขอรับ!"

ชาวบ้านในค่ายพร้อมใจกันโห่ร้องแสดงความยินดีอีกครั้ง

เจียงเทียนยิ้มบางๆ เดินลงมาจากเวทีสูง ส่วนจ่างซุนหมิงเยว่นั้น ถูกเสี่ยวชิงประคองพาตัวกลับไปยังห้องหอ

"พี่น้องชาวค่ายทุกท่าน เนื่องในวันมงคลสมรสของข้าในวันนี้ ข้ามีเรื่องสำคัญอยากจะประกาศให้ทุกท่านได้รับทราบ!"

ทันทีที่เจียงเทียนเอ่ยปาก ผู้คนกว่าห้าพันคนในลานกว้างก็พลันเงียบกริบ ตั้งใจฟังอย่างสงบ

"ทุกท่านคงจะเห็นแล้วว่า วันนี้ข้าได้พากลุ่มผู้ลี้ภัยจำนวนกว่าพันคนขึ้นมาอยู่บนค่าย สิ่งที่ข้าอยากจะบอกก็คือ ตั้งแต่วินาทีที่พวกเขาก้าวเท้าเข้ามาในค่ายแห่งนี้ พวกเขาก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่ายชิงเฟิงของเรา ข้าหวังว่าทุกท่านจะปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

ส่วนสมาชิกใหม่ทุกท่านที่เพิ่งขึ้นเขามาในวันนี้ ก็ขอให้พวกท่านวางใจ ขอเพียงพวกท่านตั้งใจทำงานและยินดีที่จะร่วมแรงร่วมใจพัฒนาค่าย ข้าเจียงเทียนขอเอาหัวเป็นประกันเลยว่า พวกท่านทุกคนจะได้กินอิ่มนอนหลับอย่างสุขสบายแน่นอน"

ชาวบ้านค่ายชิงเฟิงต่างพากันโห่ร้องตะโกนรับคำ

"ท่านหัวหน้าค่ายวางใจได้เลยขอรับ พวกเราจะดูแลและปฏิบัติต่อสมาชิกใหม่เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแน่นอนขอรับ"

ส่วนกลุ่มผู้ลี้ภัยที่เพิ่งเข้ามาร่วมสมาชิใหม่ ต่างก็ซาบซึ้งใจจนร้องไห้โฮกู่ก้องเสียงดัง

"ท่านหัวหน้าค่าย พวกเราเชื่อมั่นในตัวท่านขอรับ และพวกเราจะตั้งใจทำงานเพื่อพัฒนาค่ายอย่างสุดความสามารถแน่นอนขอรับ"

ฝางเสวียนหลิงและตู้หรูฮุ่ยต่างก็ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อได้เห็นความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนนับพันตรงหน้า

ส่วนหลี่ซื่อหมินนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความอิจฉาตาร้อน

เมื่อไหร่กันนะ ที่ข้าจะสามารถซื้อใจราษฎรได้ถึงระดับนี้บ้าง

หลี่จิ้งเองเมื่อได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ ก็รู้สึกตกตะลึงอย่างถึงที่สุด

คนทั้งค่ายมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันตั้งแต่ระดับบนลงล่าง นี่มันต้องอาศัยบารมีและความน่าเกรงขามขนาดไหนถึงจะทำได้ถึงระดับนี้กัน!

หากบุรุษผู้นี้เข้าสู่กองทัพ ย่อมต้องได้เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย!

ฝางเสวียนหลิงและคนอื่นๆ ต่างก็ทอดถอนใจในใจ การที่ฝ่าบาทถูกจับตัวมาในครั้งนี้ ถือเป็นโชคดีในคราวเคราะห์จริงๆ ที่ทำให้ได้มาค้นพบยอดคนผู้มีความสามารถระดับอัจฉริยะซ่อนตัวอยู่ในป่าลึกเช่นนี้

หลังจากสิ้นสุดคำปราศรัยของเจียงเทียน เขาก็บอกให้ชาวบ้านทุกคนนั่งประจำที่ เพื่อเริ่มเปิดฉากงานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่

จ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง และคนอื่นๆ ย่อมต้องนั่งโต๊ะเดียวกันกับหลี่ซื่อหมิน

ทันทีที่หลี่ซื่อหมินนั่งลง เขาก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสูตรลับเข้าปากทันที ใบหน้าฉายแววเคลิบเคลิ้มเปี่ยมสุข

หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วคำนี้ ไม่รู้ว่าเขาเฝ้าถวิลหามานานแค่ไหนแล้ว

"ฝ่า... เหล่าหลี่ นี่มันเนื้ออะไรกันหรือ?"

เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของหลี่ซื่อหมิน ตู้หรูฮุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม

หากเป็นเฉิงเย่าจินไอ้ทึ่มนั่นอยู่ตรงนี้ มันคงไม่มัวมานั่งถามให้เสียเวลาหรอก คงจะก้มหน้าก้มตากินลูกเดียวไปแล้ว

"เนื้อหมูยังไงล่ะ พวกเจ้าก็ลองชิมดูสิ หมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วสูตรลับที่เจียงเทียนคิดค้นขึ้นมานี้ อร่อยล้ำเลิศจริงๆ นะ"

เหล่าหลี่พูดพลางคีบเข้าปากอีกชิ้นหน้าตาเฉย

เนื้อ... เนื้อหมูงั้นหรือ?

ฝางเสวียนหลิงและตู้หรูฮุ่ยหันมาสบตากันด้วยความตกใจ

เนื้อหมูมันทั้งเหม็นคาวทั้งสกปรก เหตุใดฝ่าบาทถึงได้เสวยอย่างเอร็ดอร่อยถึงเพียงนี้ หรือว่า พระอาการประชวรของพระองค์จะกำเริบขึ้นมาอีกรอบแล้วล่ะเนี่ย?

จบบทที่ ตอนที่ 52 หลี่เอ้อร์เป็นบ้าไปอีกรอบแล้วงั้นหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว