- หน้าแรก
- ต้าถัง ได้โปรดเถอะ ช่วยเจิ้นด้วย
- ตอนที่ 11 ความอ่อนโยนของจ่างซุนอู๋โก้ว
ตอนที่ 11 ความอ่อนโยนของจ่างซุนอู๋โก้ว
ตอนที่ 11 ความอ่อนโยนของจ่างซุนอู๋โก้ว
ตอนที่ 11 ความอ่อนโยนของจ่างซุนอู๋โก้ว
ภายในศาลาพักร้อนในเขตตะวันตก จ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยกำลังเอนหลังพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้อย่างสุขสบาย
วันนี้พวกนางถือว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าบนโลกนี้จะมีผลไม้ที่เอร็ดอร่อยมากมายถึงเพียงนี้
สับปะรดที่มีหนามเต็มลูก ซ้ำใบยังคมกริบจนบาดมือได้นั้น เมื่อกินเข้าไปกลับมีรสเปรี้ยวอมหวาน ชุ่มฉ่ำชื่นใจ และยังมีผลไม้อีกชนิดที่รูปร่างหน้าตาคล้ายกับเศียรพระพุทธรูป แม้จะส่งกลิ่นเหม็นหึ่ง แต่พอกินเข้าไปกลับหอมหวนเอร็ดอร่อยอย่างขนุน
ของพวกนี้ พวกนางล้วนไม่เคยพบเคยเห็นและไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยทั้งสิ้น!
"ท่านพี่ ที่นี่มันจะดีเกินไปแล้วนะ" หยางเฟยลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นมาเล็กน้อยของตัวเอง พลางทอดถอนใจ "ข้าอยากจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตเลยจริงๆ ที่นี่ดีกว่าในวัง... เอ้ย ดีกว่าที่บ้านตั้งเยอะ"
สภาพของจ่างซุนอู๋โก้วก็ไม่ได้ดีไปกว่าหยางเฟยเท่าใดนัก นางกินจนอิ่มตื้อแทบจะทนไม่ไหวเช่นกัน
"นั่นสิ ของดีๆ ที่นี่มีเยอะแยะไปหมดเลยจริงๆ" จ่างซุนอู๋โก้วกล่าวเห็นด้วย
เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง เสี่ยวชิงก็ยิ้มแล้วเอ่ยขึ้น "ทั้งค่ายนี้ล้วนเป็นของท่านหัวหน้าค่าย พวกท่านคือฮูหยินของท่านหัวหน้าค่าย หากจะอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต ย่อมไม่มีปัญหาอันใดอยู่แล้วเจ้าค่ะ"
"ฮูหยินทั้งสอง สิ่งที่พวกท่านเห็นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของค่ายชิงเฟิงของเราเท่านั้น ยังมีของดีอีกมากมายที่พวกท่านยังไม่เคยเห็นนะเจ้าคะ"
เสี่ยวชิงพูดพลางเงยหน้ามองดวงอาทิตย์ ก่อนจะกล่าวต่อ "แต่ตอนนี้ก็สายมากแล้ว พวกเราควรกลับไปทานอาหารกลางวันกันได้แล้ว อย่าให้ท่านหัวหน้าค่ายต้องรอนานเลยเจ้าค่ะ"
เมื่อจ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยได้ยินเช่นนั้น ก็เงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าใกล้จะเที่ยงแล้วจริงๆ
แม้จะกินจนอิ่มมากแล้ว แต่พวกนางก็ไม่กล้าทำลายบรรยากาศ หรือทำให้เจียงเทียนขัดเคืองใจ ท้ายที่สุดแล้วคนอยู่ใต้ชายคาผู้อื่นก็ต้องยอมก้มหัว
อีกทั้ง อย่าได้มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูเหมือนบัณฑิตผู้สง่างามและสุภาพอ่อนโยนของเขาเชียว แท้จริงแล้วเขาคือหัวหน้าโจรภูเขาที่อารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้เลยต่างหาก
ก่อนกลับ ภายใต้คำแนะนำของเสี่ยวชิง จ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยต่างก็หยิบตะกร้ามาคนละใบ แล้วใส่ผลไม้นานาชนิดกลับไปจนเต็ม
"ท่านหัวหน้าค่าย ฮูหยินทั้งสองกลับมาแล้ว จะให้จางเหล่าลิ่วเริ่มเตรียมอาหารเลยหรือไม่ขอรับ?"
"อืม ให้เขาเริ่มทำได้เลย"
เมื่อได้รับคำตอบ เสี่ยวเตาก็รีบวิ่งไปสั่งการที่ห้องครัวทันที
ในขณะเดียวกัน เสี่ยวชิงก็นำจ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยเดินเข้ามาในโถงใหญ่
เมื่อก้าวเข้ามาในโถงใหญ่ ก็พบว่าเจียงเทียนกำลังนอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือเพื่อรอพวกนางอยู่ พอเห็นทั้งสองเดินเข้ามา เจียงเทียนก็หรี่ตาขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามยิ้มๆ "เป็นอย่างไรบ้าง ค่ายโจรของข้าไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ"
หยางเฟยเบ้ปาก ก่อนจะตอบแบบฝืนใจว่า "มีอะไรดีกัน ก็แค่ปลูกผลไม้หน้าตาประหลาดๆ ไว้บ้างก็เท่านั้นไม่ใช่หรือ?"
"ก็แค่นั้น? ดูทำหน้าเข้าสิ ช่างดูถูกกันเสียจริงนะ" เจียงเทียนเลิกคิ้วขึ้น สายตาจับจ้องไปที่หน้าท้องของหยางเฟย พร้อมกับส่งยิ้มอย่างมีเลศนัย "ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ว่าใครกันที่กินผลไม้เสียจนพุงกางขนาดนั้น ช่าง..."
"ใครกินจนพุงกางกัน!" หยางเฟยถูกเจียงเทียนพูดจี้ใจดำจนหน้าแดงก่ำ นางก้มหน้าลง แล้วบ่นอุบอิบเถียงเสียงเบา
"เอาล่ะๆ น้องหยาง มีอะไรต้องปิดบังกันเล่า" จ่างซุนอู๋โก้วตบมือหยางเฟยเบาๆ แล้วยิ้มไกล่เกลี่ย "ท่านหัวหน้าค่ายเจียง โซนผลไม้ของท่าน พวกเราได้เดินชมจนทั่วแล้ว"
"ผลไม้ละลานตาพวกนั้น ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ท่านไปเอามาจากที่ใดกันหรือ?"
เมื่อถูกจ่างซุนอู๋โก้วตบมือเตือนสติ หยางเฟยจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ตอนนี้นางไม่ใช่กุ้ยเฟยในวังหลวงอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเพียงเชลยคนหนึ่งเท่านั้น
นางลอบด่าตัวเองในใจอย่างหนัก หากทำให้เจียงเทียนโมโหขึ้นมา สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายอะไรขึ้นบ้าง
หากต้องเจอเหตุการณ์เหมือนเมื่อคืนวานอีก นางจะรับมืออย่างไรไหว
การได้รับคำชมเชยและความเลื่อมใสจากสาวงามระดับจ่างซุนอู๋โก้ว ทำให้เจียงเทียนรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก
"เรื่องแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ข้ายังมีของดีกว่านี้อีกเยอะ รับรองว่าพวกเจ้าจะต้องชอบแน่ หรือไม่ พวกเจ้าก็อยู่เป็นฮูหยินค่ายโจรที่ค่ายชิงเฟิงของข้าตลอดไปเลยดีไหมล่ะ"
เจียงเทียนมองจ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความหยอกเย้า
เอ๊ะ~
ฮูหยินค่ายโจร?
หยางเฟยและจ่างซุนอู๋โก้วต่างก็ชะงักไป ค่ายชิงเฟิงแม้จะดีงามเพียงใด แต่พวกนางจะยอมอยู่ที่นี่เพื่อเป็นฮูหยินค่ายโจรได้อย่างไร เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
"ท่านหัวหน้าค่ายเจียง ท่านทั้งเก่งกาจ ห้าวหาญ และหล่อเหลาสง่างามถึงเพียงนี้ ส่วนพวกเราสองพี่น้องก็อายุใกล้จะสามสิบกันแล้ว จะไปคู่ควรกับท่านได้อย่างไร"
จ่างซุนอู๋โก้วยิ้มเยาะตัวเอง "เมื่อคืนข้าก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ว่าจะยกลูกสาวให้แต่งงานกับท่าน นางงดงามมาแต่กำเนิด ซ้ำยังอยู่ในวัยสาวสะพรั่ง นั่นต่างหากล่ะถึงจะคู่ควรกับท่าน"
"ฟังจากน้ำเสียงของเจ้า ดูเหมือนว่าจะไม่อยากอยู่ข้างกายข้าสินะ"
น้ำเสียงของเจียงเทียนเย็นเยียบลงกะทันหัน ทำเอาจ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยสะดุ้งเฮือกด้วยความหวาดกลัว สายตาที่มองเจียงเทียนเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นพรึง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เมื่อเห็นท่าทีอกสั่นขวัญแขวนของทั้งสอง เจียงเทียนก็รู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ
เขาปรายตามองสตรีทั้งสองที่กำลังก้มหน้างุด แล้วสลับไปมองผลไม้ที่เพิ่งเก็บกลับมา ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมา
"ความจริงแล้ว จะปล่อยพวกเจ้าลงเขาก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เจียงเทียนก็หยุดชะงักไปดื้อๆ แสร้งทำทีเป็นเหน็ดเหนื่อย แล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง "เฮ้อ ทำงานมาทั้งเช้า ไหล่ข้าทั้งปวดทั้งเมื่อยไปหมดแล้ว"
เมื่อเห็นจ่างซุนอู๋โก้วและหยางเฟยยังคงยืนนิ่งเฉย เสี่ยวชิงที่อยู่ด้านข้างก็บุ้ยใบ้ส่งสัญญาณให้พวกนาง
จ่างซุนอู๋โก้วผู้ชาญฉลาดเข้าใจความหมายในทันที หากอยากจะลงเขา ก็ต้องเอาใจเจียงเทียนให้จงได้
"การต้องปกครองค่ายโจรขนาดใหญ่เช่นนี้ ท่านหัวหน้าค่ายเจียงคงจะเหน็ดเหนื่อยมากเป็นแน่ พอดีว่าตัวข้าเคยเรียนรู้วิธีการบีบนวดมาบ้าง ให้ข้าช่วยนวดผ่อนคลายให้ท่านเถิดนะ"
พูดจบ จ่างซุนอู๋โก้วก็เดินไปด้านหลังเก้าอี้ไท่ซือ ยื่นมือเรียวขาวนุ่มนวลทั้งสองข้างวางลงบนไหล่ของเจียงเทียน แล้วเริ่มนวดคลึงไหล่ให้เขาด้วยน้ำหนักมือที่แผ่วเบาแต่ชำนาญ
ซี๊ด~
เจียงเทียนรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกาย มันช่างสบายตัวเหลือเกิน