- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพผู้เก่งกาจกับการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่
- บทที่ 9 - ตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 9 - ตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 9 - ตีฝ่าวงล้อม
บทที่ 9 - ตีฝ่าวงล้อม
ตอนที่บุฝานได้สติกลับมา ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว แถมเขายังได้ยินเสียงคำรามของฝูงสัตว์อสูรหมาป่าโลหิตดังระงมไปหมด โชคดีที่ฝนหยุดตกแล้ว บุฝานไม่กล้าชะล่าใจ รีบแบกลั่วหลิงส่วงวิ่งหนีสุดชีวิต วิ่งมาได้สักพัก ท้องฟ้าก็มืดสนิท ฝูงสัตว์อสูรหมาป่าโลหิตที่ได้กลิ่นคาวเลือดก็ไล่ตามมาจนทัน
สัตว์อสูรหมาป่าโลหิตพวกนั้น ตัวใหญ่กว่าบุฝานถึงสองเท่า พอโผล่มาก็พุ่งเข้าใส่พร้อมกันหลายตัว แยกเขี้ยวขู่คำรามใส่เขา บุฝานรู้ตัวว่าหนีไม่รอดแน่ จึงเอาตัวบังลั่วหลิงส่วงไว้ ในช่วงวินาทีความเป็นความตายนั้นเอง
กระบี่มารสัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังคุกคามบุฝาน มันบินกลับมาช่วยเขาด้วยตัวเอง จัดการสังหารสัตว์อสูรหมาป่าโลหิตไปได้หลายตัวอย่างง่ายดาย แล้วพาทั้งสองคนบินหนีมาหลบที่ถ้ำแห่งนี้
ลั่วหลิงส่วงฟังแล้วก็ประหลาดใจมาก “แล้วกระบี่นั่นล่ะ เอามาให้ข้าดูหน่อยสิ”
บุฝานยื่นกระบี่ให้เธอ ลั่วหลิงส่วงเบิกตากว้าง “ทำไมถึงหักเป็นสองท่อนซะล่ะ”
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พอมันพาผมมาถึงที่นี่ มันก็หักซะอย่างนั้น”
บุฝานเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ลั่วหลิงส่วงลูบคลำกระบี่เล่มนั้นแล้วก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด “อ้อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง บุฝาน พวกเราโชคดีมากนะ นางมารคนนั้นมอบของวิเศษชิ้นนี้ให้เจ้า แต่น่าเสียดายที่มันเป็นของวิเศษระดับต่ำ จึงไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญและถูกทิ้งขว้างไว้ในแหวนมิติตลอด แต่พอมาเจอเจ้า มันได้ดื่มด่ำเลือดอันร้อนระอุของพวกเรา สัมผัสได้ว่าเจ้าชื่นชอบมันมาก มันจึงยอมสละชีวิตเพื่อช่วยเหลือ การที่มันสังหารหมาป่าโลหิตไปได้หลายตัวก็นับว่าถึงขีดจำกัดของมันแล้ว การพาพวกเราบินมาถึงที่นี่ได้ ก็คือจุดจบของชีวิตมันแล้วล่ะ”
“น่าเสียดายจัง!”
บุฝานมองกระบี่เล่มนั้นด้วยความอาลัยอาวรณ์ ลั่วหลิงส่วงถอนหายใจ “เฮ้อ! เจ้าเอามันไปฝังเถอะ”
บุฝานพยักหน้า เขาขุดหลุมและฝังกระบี่เล่มนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์ ลั่วหลิงส่วงนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเปลี่ยนเรื่องเพื่อดึงความสนใจของเขา “เจ้าสัมผัสปราณได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แถมยังทะลวงขั้นฝึกปราณระดับต้นได้อีก”
“ฮี่ๆ…”
บุฝานยิ้มร่าอย่างภาคภูมิใจเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “ที่จริงผมก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกนะ แค่ตอนที่เห็นคุณถูกนางมารนั่นรังแก จู่ๆ ผมก็สัมผัสอะไรบางอย่างได้ แล้วผมก็นึกแผนซ่อนกระบี่ไว้ข้างหลังขึ้นมาได้ แต่วิธีนี้ต้องเข้าใกล้เป้าหมายมากๆ ผมก็เลยต้องแกล้งเล่นละครฉากใหญ่ไงล่ะ”
“เล่นละคร? หมายความว่ายังไง”
ลั่วหลิงส่วงไม่เข้าใจความหมายของเขาเลย บุฝานจึงต้องเล่าเรื่องราวบนโลกมนุษย์ให้เธอฟัง ลั่วหลิงส่วงฟังอย่างตั้งใจ เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะมีดาวดวงไหนที่สงบสุขแบบนั้นอยู่ด้วย
ทั้งคู่นั่งคุยกันอยู่นาน จนกระทั่งบุฝานเหนื่อยและเผลอหลับไป ลั่วหลิงส่วงมองดูเขาด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เธอรู้สึกดีกับเขา แต่ก็ตระหนักดีว่าในฐานะศิษย์สำนักหยุนเซียว เธอไม่ควรมีความรู้สึกเช่นนี้ หากเธอได้ไปเกิดบนดาวที่สงบสุขแบบนั้นบ้างก็คงจะดี
ลั่วหลิงส่วงฝืนทนความเจ็บปวดพยุงตัวลุกขึ้น ตอนนี้ระดับพลังของเธอตกลงมาเหลือแค่ขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น แต่ก็ยังพอป้องกันตัวได้ และค่อยๆ ฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ในภายหลัง
เธอตัดสินใจทิ้งเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรหลายเล่ม โอสถสำหรับการฝึกฝนขั้นพื้นฐาน ตำราปรุงยา กระบี่วิเศษอีกหนึ่งเล่ม และของวิเศษอีกชิ้นที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร สรุปคือเธอยกของทุกอย่างที่มีให้กับบุฝานจนหมด กลัวว่าเขาจะไม่มีที่เก็บ ก็เลยให้ถุงมิติไปด้วยอีกใบ พร้อมกับเขียนจดหมายทิ้งไว้ ก่อนจะแอบจากไปอย่างเงียบๆ
เมื่อบุฝานตื่นขึ้นมา ก็พบกับข้าวของกองพะเนินพร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับ แต่ลั่วหลิงส่วงกลับหายตัวไปแล้ว เขาร้อนใจรีบวิ่งออกไปดูข้างนอก ก่อนจะแกะจดหมายอ่านด้วยความกระวนกระวาย
“บุฝาน เมื่อเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ข้าคงจากไปแล้ว ขอโทษด้วยนะ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า ข้าคิดทบทวนดีแล้ว พวกเรามาจากโลกที่แตกต่างกัน ข้ายังมีภาระหน้าที่ของสำนักที่ต้องรับผิดชอบ หากพวกเรามีชะตาได้เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันจริงๆ รอจนเจ้าแข็งแกร่งพอ จงไปหาข้าที่สำนักหยุนเซียว ข้าจะตอบตกลงเจ้าแน่นอน หากเป็นไปได้ ข้าก็ยินดีที่จะตามเจ้าไปใช้ชีวิตบั้นปลายในดาวที่สงบสุขแห่งนั้นด้วยกัน”
อ่านมาถึงตรงนี้ น้ำตาของบุฝานก็ไหลรินไม่ขาดสาย เขาสาบานกับตัวเองว่าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ เนื้อหาในจดหมายส่วนล่างคือคำอธิบายเกี่ยวกับเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร โอสถสำหรับทะลวงระดับพลัง และถุงมิติที่เธอทิ้งไว้ให้
บุฝานทำตามคำแนะนำในจดหมาย โคจรพลังปราณเพื่อเก็บของทั้งหมดลงในถุงมิติ ไม่ลืมที่จะห่อเนื้อย่างที่กินเหลือไปด้วย แต่แล้วเขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบคว้ากระบี่แล้ววิ่งตามเธอไปทันที
ลั่วหลิงส่วงในตอนนี้ไม่สามารถเหาะได้ ทำได้เพียงเดินเท้ากลับไป เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องเดินอีกนานแค่ไหน ท้องฟ้าใกล้จะสางแล้ว ทันทีที่รุ่งสางก็จะปลอดภัย แม้จะมีสัตว์อสูรระดับต่ำโผล่มาบ้าง เธอก็มั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้สบายๆ แต่ใครจะไปคิดว่าบุฝานจะวิ่งไล่ตามมา แถมยังส่งเสียงตะโกนเรียกมาแต่ไกล
“หลิงส่วง… หลิงส่วง…”
ลั่วหลิงส่วงแทบอยากจะบ้าตาย เธอเขียนจดหมายอธิบายไว้ชัดเจนแล้ว ทำไมเขาถึงตามมาอีกล่ะ ท้องฟ้ายังไม่สางดี ขืนตะโกนโวยวายแบบนี้ เดี๋ยวพวกสัตว์อสูรหมาป่าโลหิตก็ได้แห่กันมาหรอก เขาที่มีพลังแค่ขั้นฝึกปราณระดับต้น ไม่มีทางหนีรอดคมเขี้ยวของพวกมันได้แน่
ลั่วหลิงส่วงรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วกระซิบเตือน “บุฝาน เจ้าทำบ้าอะไรเนี่ย ข้าบอกไปชัดเจนในจดหมายแล้ว ทำไมเจ้ายังไม่เข้าใจอีก”
บุฝานยิ้มแฉ่ง “ในที่สุดก็หาตัวเจอ ผมเดาไว้ไม่มีผิดเลยว่าคุณต้องมาทางนี้”
“เฮ้อ!”
ลั่วหลิงส่วงถอนหายใจยาว “เจ้าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร พวกเราไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ถึงตอนนั้นต่อให้หนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว ท่านอาจารย์ของข้าก็ต้องตามหาพวกเราจนเจออยู่ดี สภาพเจ้าตอนนี้ เจ้าคิดว่าจะปกป้องข้าได้งั้นเหรอ”
“ผมเข้าใจที่คุณพูด ผมสัญญาว่าจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ ถึงวันนั้นผมจะไปหาคุณที่สำนักหยุนเซียวแน่ แต่คุณลืมของสำคัญไว้ชิ้นหนึ่งน่ะสิ”
พูดจบ บุฝานก็หยิบโอสถสรรค์สร้างออกมา “ผมรู้ว่ายานี่สำคัญกับคุณมาก ผมถึงได้รีบตามเอามาให้ไง”
ลั่วหลิงส่วงมองโอสถสรรค์สร้างแล้วขมวดคิ้ว เธอผลักมือเขาคืนไป “ของที่ข้าให้เจ้าไปแล้ว ข้าไม่เคยคิดจะทวงคืน โอสถสรรค์สร้างนี้หลอมรวมจากพลังเนรมิตของฟ้าดิน ในอนาคตมันจะมีความสำคัญต่อเจ้ามาก เจ้าเก็บไว้ให้ดีแล้วรีบกลับไปเถอะ ขืนชักช้าเดี๋ยวฝูงหมาป่าโลหิตจะตามมา พวกมันทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
“อ้อ! งั้นคุณระวังตัวด้วยนะ ผมไปล่ะ”
บุฝานเพิ่งจะหันหลังกลับ ก็มีเสียงหอนดังก้องมา “บรู๋ว…” บุฝานหดคอวูบ แอบด่าตัวเองในใจเป็นหมื่นๆ ครั้ง
ลั่วหลิงส่วงขมวดคิ้วแน่น ฟ้าใกล้จะสางแล้ว ต่อให้มีหมาป่าโลหิตก็ไม่น่าจะเกินสองสามตัว แต่ฟังจากเสียงหอนแล้ว น่าจะมีเป็นร้อยเป็นพันตัวเลยนะเนี่ย
ลั่วหลิงส่วงนึกถึงจุดสำคัญขึ้นมาได้ “บุฝาน ตอนที่กระบี่มารของเจ้าฆ่าหมาป่าพวกนั้นไป มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นไหม”
“เอ่อ…”
บุฝานนึกทบทวน “เหมือนจะเห็นหมาป่าโลหิตตัวหนึ่งตาย แล้วก็มีหมาป่าอีกตัวเดินมาดมๆ ศพ จากนั้นก็หอนเสียงดังยาวๆ อ้อ แล้วหมาป่าตัวที่ตาย ท้องมันป่องๆ ด้วยนะ”
ลั่วหลิงส่วงเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดทันที ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางดึงดูดฝูงหมาป่ามาได้เยอะขนาดนี้ สัตว์อสูรหมาป่าโลหิตแม้จะดุร้ายกระหายเลือด แต่มันก็รักเดียวใจเดียวกับคู่ของมันมาก ยิ่งไปกว่านั้น ในท้องของตัวที่ตายยังมีลูกของมันอยู่อีกด้วย
“บุฝาน หลังจากนี้คงต้องสู้กันยิบตาแล้วล่ะ เจ้าไม่ต้องห่วงข้า รีบวิ่งไปทางทิศตะวันออกให้เร็วที่สุด ขอแค่พ้นอาณาเขตนี้ไปได้ พวกมันก็จะไม่ตามไปแล้ว เจ้าก็จะปลอดภัย”
“แล้วคุณล่ะ”
บุฝานรู้สึกเป็นห่วง ลั่วหลิงส่วงบอกให้เขาวางใจ “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไรหรอก ข้ารับมือพวกมันไหว ถ้าขืนเจ้ายังอยู่ ข้าจะต้องพะวงหน้าพะวงหลังคอยปกป้องเจ้า ถึงตอนนั้นพวกเราคงไม่มีใครรอดออกไปได้หรอก”