- หน้าแรก
- ทะลุมิติทั้งทีทำไมต้องกลายมาเป็นขันทีน้อยด้วยเนี่ย
- บทที่ 20 - อาหารมื้อใหญ่
บทที่ 20 - อาหารมื้อใหญ่
บทที่ 20 - อาหารมื้อใหญ่
บทที่ 20 - อาหารมื้อใหญ่
★★★★★
เมื่อได้ยินดังนั้น เฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็ทำหน้างุนงง
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้คิดอะไรมาก ข้อมือของเธอก็ถูกฝ่ามือใหญ่ของซือถูจวิ้นเยี่ยนคว้าหมับเข้าให้แล้ว
เฟิ่งเสี่ยวจิ่วเห็นแบบนั้นก็หลุบตาลงมองฝ่ามือใหญ่ที่กำลังกอบกุมข้อมือของเธอเอาไว้
ผู้ชายคนนี้ไม่เพียงแต่จะหน้าตาหล่อเหลา แต่แม้กระทั่งฝ่ามือของเขาก็ยังดูดีไร้ที่ติ
นิ้วมือเรียวยาว ข้อนิ้วเห็นชัดเจน ผิวขาวผ่องราวกับหิมะ แม้แต่เล็บก็ยังถูกตัดแต่งมาอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ในยามที่ต้องแสงแดด เล็บของเขาก็ยิ่งทอประกายแวววาวดูนุ่มนวล
จิ๊ๆ มือคู่นี้สวยยิ่งกว่ามือของผู้หญิงเสียอีก
บนโลกใบนี้จะมีผู้ชายที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ
รูปร่างหน้าตางดงามไร้ที่ติ กลิ่นอายรอบตัวก็อ่อนโยนละมุนละไม แม้กระทั่งตอนที่เขายิ้มก็ยังดูงดงามราวกับดอกกล้วยไม้ที่กำลังผลิบาน สวยงามจนบรรยายไม่ถูก
พอเห็นแบบนั้นเฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็เผลอมองจนตาค้างไปโดยไม่รู้ตัว
สุดท้ายก็ทำได้แค่ปล่อยให้ซือถูจวิ้นเยี่ยนจูงมือพาเดินลงไปชั้นล่าง
เธอเหม่อลอยอยู่เนิ่นนานจนดึงสติกลับมาไม่ได้เลย
ทว่าหลังจากที่เฟิ่งเสี่ยวจิ่วเพิ่งจะเดินออกไปจากหอตำราได้ไม่นาน เสี่ยวเปาจื่อก็ถือซาลาเปาลูกหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนชั้นสองของหอตำราพอดี
"เสี่ยวจิ่วเอ๋อร์ เจ้าอยู่ไหนน่ะ เสี่ยวจิ่วเอ๋อร์"
เสี่ยวเปาจื่อถือซาลาเปาพลางตะโกนเรียกชื่อเพื่อนสนิทไม่หยุด
แต่ทว่าบนชั้นสองของหอตำรากลับเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เงาของใครสักคน
เสี่ยวเปาจื่อเห็นแบบนั้นก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน บ่นพึมพำด้วยความสงสัย
"เอ๊ะ เสี่ยวจิ่วเอ๋อร์หายไปไหนของเขานะ"
...
ทางด้านเฟิ่งเสี่ยวจิ่ว หลังจากออกมาจากหอตำรา เธอก็ถูกซือถูจวิ้นเยี่ยนจูงมือพามาที่ศาลาริมน้ำแห่งหนึ่งซึ่งถูกจัดตกแต่งอย่างงดงามและมีรสนิยม
สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิกโบราณ ซึ่งแตกต่างจากพวกตำหนักที่หรูหราโอ่อ่าอย่างสิ้นเชิง
ม่านลูกปัดแกว่งไกว ม่านผ้าโปร่งบางเบา บนผนังแขวนภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาและสายน้ำแบบโบราณ ด้านข้างมีโต๊ะเก้าอี้ไม้หลีฮื้อแกะสลักจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบและสะอาดสะอ้าน
พื้นด้านล่างปูด้วยไม้กระดานทั้งหมด ด้านบนปูทับด้วยพรมสีแดงเลือดนก ส่วนด้านล่างนั้นเป็นช่องว่าง ดังนั้นเวลาที่คนเดินเหยียบลงไปจึงมีเสียงสะท้อนกลับมาเบาๆ
แต่สิ่งที่ทำให้เฟิ่งเสี่ยวจิ่วรู้สึกชอบใจมากที่สุดก็คือ ด้านหน้าของศาลาแห่งนี้เป็นแบบเปิดโล่งและมีระเบียงยื่นออกไปกว้างขวาง
เนื่องจากศาลาแห่งนี้สร้างอยู่เหนือทะเลสาบ จึงมีลมพัดโชยมาตลอดเวลา ทำให้รู้สึกเย็นสบายมาก
เวลานี้เป็นช่วงฤดูร้อน
แสงแดดบนท้องฟ้าสาดส่องลงมาอย่างสดใส มีปุยเมฆสีขาวลอยล่องประดับประดาท้องฟ้าสีครามให้ดูงดงามมากยิ่งขึ้น
บริเวณด้านหน้าศาลามีดอกบัวบานสะพรั่ง สีชมพูดูอ่อนหวาน สีขาวดูบริสุทธิ์ราวกับหิมะ สีชมพูอมม่วงดูสง่างาม บางดอกก็ยังหุบตูม บางดอกก็เบ่งบานอวดโฉมเย้ายวนใจ เมื่อได้ใบบัวสีเขียวขจีมาช่วยขับเน้นก็ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้างดงามราวกับภาพวาดบทกวี
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกบัวลอยมาแตะจมูกเป็นระลอก ทำให้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย
เมื่อได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้า มุมปากของเฟิ่งเสี่ยวจิ่วก็ยกยิ้มขึ้นมา เธอส่งยิ้มหวานแล้วเอ่ยปากชม
"ที่นี่สวยจังเลยนะ"
"ชอบที่นี่หรือ"
เมื่อได้ยินคำพูดของเฟิ่งเสี่ยวจิ่ว ซือถูจวิ้นเยี่ยนก็เอ่ยปากถาม
ดวงตาหงส์อันงดงามของเขาจับจ้องไปยังร่างของขันทีน้อยที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ยอมละสายตาไปไหนเลย
ขันทีน้อยคนนี้ช่างมีจิตใจที่บริสุทธิ์และเรียบง่าย คิดอะไรก็แสดงออกทางสีหน้าจนหมดโดยไม่คิดจะปิดบังเลยสักนิด
ยิ่งไปกว่านั้นเวลาที่เขายิ้ม ดวงตากลมโตก็หยีโค้งเป็นสระอิ แววตาเป็นประกายระยิบระยับดึงดูดใจผู้คนให้หลงใหล
แถมเวลาที่ยิ้มตรงมุมปากก็ยังมีลักยิ้มตื้นๆ สองข้างปรากฏขึ้นมาด้วย ช่างดูน่ารักน่าชังเหลือเกิน
เมื่อได้เห็นภาพนั้น ซือถูจวิ้นเยี่ยนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตะลึงในความงดงาม
สุดท้ายพอเห็นเฟิ่งเสี่ยวจิ่วยืนอยู่บนระเบียง สายตาก็มองทิวทัศน์ด้านนอกไปพลาง ส่วนมือเล็กๆ ก็ลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองไปพลางอย่างเผลอตัว
ซือถูจวิ้นเยี่ยนเห็นแบบนั้น ดวงตาหงส์ก็กะพริบไหวเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หันหลังไปสั่งการอะไรบางอย่างกับขันทีที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านข้าง
[จบแล้ว]