เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 155 : ถูกปล้น 21 ครั้งในวันเดียวเนี่ย... มันใช่เรื่องที่น่าภูมิใจด้วยเหรอวะ ?

บทที่ 155 : ถูกปล้น 21 ครั้งในวันเดียวเนี่ย... มันใช่เรื่องที่น่าภูมิใจด้วยเหรอวะ ?

บทที่ 155 : ถูกปล้น 21 ครั้งในวันเดียวเนี่ย... มันใช่เรื่องที่น่าภูมิใจด้วยเหรอวะ ?


“อัจฉริยะเผ่ามนุษย์ ! อัจฉริยะของเผ่ามนุษย์เรามาแว้ววววววววววววววววว ! ! !”

พร้อมกับลำแสงสาดส่องลงมา

ในที่สุดเหล่าอัจฉริยะเผ่ามนุษย์นำโดยฉินหยู่  ฉินหลาน  และซูซิงหางก็ปรากฏตัวขึ้น

แต่ละคนดูร่าเริงแจ่มใส่ผิวพรรณเปล่งปลั่งบุคลิกน่าเกรงขามออกมา

เป็นที่ชัดเจนว่าได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากสนามรบโบราณ

ตรงกันข้าม  เมื่อเปรียบเทียบอัจฉริยะเผ่ามนุษย์กับอัจฉริยะหมื่นเผ่าพันธุ์แล้ว  ความแตกต่างระหว่างทั้งคู่มันกว้างจนไม่รู้จะบรรยายต่อยังไง

ฝ่ายหนึ่งไม่เสื้อผ้าขาดวิ่นก็แทบไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกาย

ส่วนอีกฝ่ายนั้นดูดีมีสง่าราศีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเรียบร้อยดูดีมีความเป็นสุภาพชน

เรียกได้ว่าเป็นความแตกต่างด้านคุณภาพย่างเห็นได้ชัด

ยังไม่พูดถึงคะแนนที่แต่ละฝ่ายได้รับ  เอาแค่การเปิดตัวของเผ่ามนุษย์นี่ก็เล่นเอาผู้ชมส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่ตั้งแต่แรกเห็น

“ฮ่า ๆ ๆ ! ดู ๆ ๆ เหล่าอัจฉริยะเผ่ามนุษย์กู ! เป็นไงล่า  แต่ละคนอย่างกับมังกรมาเดินดิน  แล้วดูไอ้พวกขอทานหมื่นเผ่าพันธุ์ดิ๊  ฮ่า ๆ ๆ ตะโล้ก ~ ตลกอะ !”

“กูขำจะขิตอยู่แล้วเนี่ย  ไอ้แบบนี้เนี่ยนะเรียกว่าอัจฉริยะหมื่นเผ่าพันธุ์แถมยังอ้างตัวว่าจะปกครองหมื่นโลก  มึงไม่เยี่ยวใส่กะลาแล้วชะโงกหน้าดูเงาหัวมั่งวะ  สภาพแม่งไม่ต่างจากขอทานที่อดอยากมาแปดชาติ  พวกมึงมีแค่เนี้ย ? แล้วยังใจกล้าหน้าด้านมาเปรียบเทียบกะอัจฉริยะเผ่ามนุษย์กูอี๊ก  ฟายเผือกเอ๊ย !”

“จริง ! อย่าไปยืนใกล้ ๆ พวกแม่งเชียว  แบบนั้นจะทำให้อัจฉริยะเผ่ามนุษย์เราเสียสง่าราศีเอาได้ !”

“ไงวะไอ้พวกควายหมื่นเผ่าพันธุ์  กรี๊ดสิวะ  กรี๊ดมันออกมา  ไหนล่ะความหยิ่งผยองของพวกมึงไปไหนแล้ว  ชอบข่มคนอื่นนักไม่ใช่ไง ? แล้วไหงตอนนี้มาร้องไห้หาแม่วะหา !”

“กูฮาแป๊บ ! ไอ้พวกห่านี่โผล่มาปุ๊บก็คุกเข่าปั๊บ  ร้องห่มร้องไห้ฟ้องเทพธิดาเหมือนกะลังฟ้องแม่  เห้ย  ไอ้พวกเหี้ยหมื่นเผ่าพันธุ์  ถ้าพวกมึงปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมก็กลับบ้านไปดูดนมแม่มึงต่อนู่นไป๊  ฮ่า ๆ ๆ !”

เมื่อได้ยินเสียงถ่มถุยจากผู้ชมฝั่งมนุษย์แล้ว  ผู้ชมฝั่งหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ยิ่งโกรธแค้นแสนสาหัสและช่วยกันขุดบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของเผ่ามนุษย์ออกมากระหน่ำกันทันที

เมื่อเห็นแบบนั้น  ฉินหยู่  ฉินหลาน  และคนอื่น ๆ ก็หันไปมองกลุ่มคนชรา  ป่วย  และพิการซึ่งกำลังคุกเข่ากับพื้นด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม

“นี่เหรอวะอัจฉริยะของหมื่นเผ่าพันธุ์  ไม่มีเหี้ยไรเลยนี่หว่า”

“มึง ? ! ! !”

แม้จะเป็นแค่ประโยคสั้น ๆ ก็ตาม  แต่ความหมายกลับลึกซึ้งเสียดแทงเข้ากลางใจได้อย่างเหลือเชื่อ

พวกจ้านเฟิงที่โกรธแค้นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  หลังจากฟังคำดูถูกเหยียดหยามเมื่อกี๊แล้วตอนนี้ยิ่งเดือดดาลหนักขึ้นไปอีก

“ถ้าไม่ใช่เพราะเผ่ามนุษย์พวกมึงไม่เล่นสกปรกแอบดักตีหัวพวกกูล่ะก็  ป่านนี้กูคงบี้พวกมันเป็นขยะใต้ตีนไปนานแล้วโว่ย !”

“ตลกแดก”

ฉินหลานหัวเราะเบา ๆ

“แล้วไมพวกมันไม่มาดักตีหัวกูมั่งวะ ? ฮึ ? !”

ก่อนที่จ้านเฟิงจะทันได้ตอบ  ฉินหลานก็เดาคำพูดของอีกฝ่ายไว้ล่วงหน้าแล้วและชิงพูดก่อน

“อย่าบอกนะว่าเพราะพวกมันเป็นเผ่ามนุษย์เหมือนกู”

“บ่องตงเลยนา  ตอนอยู่แดนลับพวกกูน่ะโดนพวกมันปล้นวันเดียวตั้งสามรอบ”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นจ้านเฟิงก็โกรธจัด

“พ่องตาย  แค่สามรอบมึงจะมาอวดทำเพื่อ ! กูโดนไปวันเดียวตั้งยีบเอ็ดรอบโว่ย !”

“ใช่  กูโดนวันเดียวแปดรอบยังไม่พูด  มึงโดนแค่วันเดียสามรอบจะมาขิงทำเหี้ย ?”

จู่ ๆ ความภาคภูมิใจของฝั่งหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ปะทุขึ้นซะงั้น  แล้วพวกมันก็เริ่มโอ้อวดถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของตน

พวกเยว่ฝูทั้งสามต่างโกรธจัดกันหน้าดำหน้าแดง

ผู้ชมที่ได้ยินต่างตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมอีก

“มะ...  มันใช่เรื่องที่เป็นเกียรติยศแก่บรรพบุรุษมั้ยวะ”

“ไอ้พวกนี้แม่งป่วยกันอยู่ป๊ะวะ”

“การถูกปล้นมันใช่เรื่องน่าภูมิใจเหรอ  พวกมึงอะขนาดเสื้อผ้าจะใส่ก็ยังไม่เหลือเลยนะน่ะ”

“ก็ว่าอยู่ว่าไอ้พวกหมื่นเผ่าพันธุ์มันลืมพกสมองมาจากบ้าน  แต่พวกมึงก็ไม่เชื่อ”

“ว่าก็ว่าเถอะ  อีโจรชั่วพวกนั้นแม่งเคยปล้นเผ่ามนุษย์ด้วยกันเองด้วยเหรอวะ”

“เวรเอ๊ย ! มึงไม่รู้หรอก  ยิ่งคิดแม่งยิ่งโมโห  อีพวกเวรนั่นมันหาดีไม่ได้  เลวทรามสุด ๆ ไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่เลย !”

เมื่อหัวข้อสนทนาเริ่มออกทะเลมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ชมทั้งเผ่ามนุษย์ทั้งหมื่นเผ่าพันธุ์ต่างก็เริ่มเปลี่ยนเป็นบ่นให้กันฟังแทน

พวกเยว่ฝูทั้งสามตอนนี้สั่นสะท้านไปทั้งตัว  ทั้งโกรธทั้งแค้นทั้งหน้าซีด

“หุบปากซะ ! ! !”

เมื่อจักรพรรดิออกคำสั่ง  พวกจ้านเฟิงและอื่น ๆ ที่เหลือก็เชื่อฟังทันที

“นี่มันใช่เรื่องน่าภูมิใจเรอะ ? ฮึ ?”

พวกจ้านเฟิงก็รีบคุกเข่าเช็ดน้ำตา  สภาพดูน่าสงสารยิ่งกว่าลูกสะใภ้ตัวน้อยที่ถูกแม่ผัวกระทำย่ำยีอย่างไม่เป็นธรรมเสียอีก

พวกฉินหลานต่างกลอกตามองบนใส่  สีหน้านี่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม

“หึ ! ขยะชั้นต่ำปลาเน่ากุ้งฝอย  ยังจะกล้ามากำแหงต่อหน้าเผ่ามนุษย์กูอีก  ควาย !”

ฉินหลานเดินหน้าประชดต่ออย่างไม่หยุดยั้ง

ขณะที่พวกหลี่เฉิงคุนและอื่น ๆ ที่อยู่ข้างหลังต่างหัวเราะเยาะ  แต่ก็รู้สึกงง ๆ อยู่เหมือนกัน

“เออใช่ ! แล้วทำไมอีพวกโจรชั่วลั่วซือหานมันไม่มาดักตีหัวเราบ้างล่ะเนี่ย...”

“ไม่โดนยัยพวกบ้านั่นตีหัวไม่ใช่เรื่องดีรึไง  ฉันว่าที่เราไม่โดนเพราะเป็นเผ่ามนุษย์เหมือนกันนั่นแหละ”

“แม่จ้าว  ยัยพวกนั้นมันเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีเป็นด้วยเหรอเนี่ย”

“แต่...  ดูทรงไอ้พวกนี้แล้ว  ไม่เหมือนตอนเราโดนปล้นนะ  ดูดิ  ขนาดเสื้อผ้ายังไม่เหลือเลยนะน่ะ”

“เมื่อสังคมพัฒนาขึ้น  วิธีการปล้นก็อัปเกรดขึ้นเป็นธรรมดา”

“อือ...  ก็จริง  แต่สภาพของไอ้พวกอัจฉริยะหมื่นเผ่าพันธุ์นี่แม่งก็ตลกจริง ๆ ส่วนอีพวกโจรชั่วมันก็โจรชั่วสมชื่อ”

เมื่อเห็นว่าพวกเยว่ฝูทั้งสามมองตนด้วยท่าทีที่เป็นปรปักษ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ฉินหยู่จึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“พอละ  ลุยแหลกมายี่สิบวันละ  ไปพักผ่อนกันดีกว่า”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นทุกคนต่างมองไปยังอัจฉริยะหมื่นเผ่าพันธุ์ด้วยสายตาเยาะเย้ยก่อนจะมุ่งหน้าไปยังจุดพักผ่อนอย่างมีความสุข

เมื่อเห็นพวกเยว่ฝูทั้งสามเริ่มจัดเตรียมที่นอนให้พวกควายเผือกทั้งหลายด้วยความโมโห  ฉินหลานก็เบ้ปากแล้วพูดว่า

“ทำไมไอ้พวกเหี้ยนั่นไม่โดนฆ่าตาย ๆ ไปซะ”

“นั่นสิ  ตายไปไม่ถึงหนึ่งในห้าซ่ำ  สำหรับพวกมันแล้วถือว่าเบาเกินไปนะเนี่ย”

“ฉันไม่รู้ว่าพวกลั่วซือหานคิดไรกันอยู่  แต่ก็โคตรใจกล้าอะ  กล้าปล้นแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของหมื่นเผ่าพันธุ์”

“ความกล้านั่นมันมีมาตั้งนานแล้วไม่ใช่ไง ? ก็ดูอย่างไอ้สวะเฉินมู่มันสิ  ถึงขนาดกล้าเสนอหน้าไปแย่งตัวหวางหยู่หนิงกะเย่เมี่ยวเตี๋ยที่มีศักยภาพระดับเอสจากมหาลัยอื่นเลยนะ”

“นั่นสิ ! นายเคยเห็นคนขี้ขลาดที่ไหนกล้ารวบรวมหญิงงามทั้งโลกมาไว้ใช้ชีวิตเสเพลเอาเองบ้างมั้ยล่ะ  ว่าแต่ไอ้เวรนั่นมันสมควรตายที่สุดแล้ว  เวรเอ๊ย !”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นฉินหลานก็ก้มตัวลงเล็กน้อย  กำหมัดแน่นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง และก่อนจะพูด

“น่าเสียดาย...  ตลอดยี่สิบวันมานี้เราไม่เจอไอ้สวะเฉินมู่มันเลย !”

พอได้ยินเแบบนั้นสีหน้าของฉินหยู่ก็มืดหม่นลง

“ก็ถือว่ามันโง่แต่ดวงดี  ไม่ต้องห่วงหรอก  ถึงมันจะรอดแบบทีมมาได้  แต่แบบบุคคลเด๋วแม่งก็ตุยเย่อยู่ดีแหละ !”

“ที่สำคัญคือครั้งนี้ฝีมือแกพัฒนาไปเยอะมาก  ขอบเขตปราชญ์ยุทธ์สามดาวแล้ว  จะฆ่ามันบนลานประลองก็ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ”

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ฉินหลานก็อดที่จะยิ้มไม่ได้

ต้องยอมรับว่าสนามรบโบราณนั้นอันตรายอย่างยิ่ง  วิญญาณแค้นนั่นก็ฆ่ายากฆ่าเย็น  พวกสัตว์ประหลาดก็แข็งแกร่งเหลือจะเชื่อ

ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาดีล่ะก็  ป่านนี้แม้แต่ศพก็ไม่เหลือแล้วล่ะ

แต่ในขณะเดียวกัน  ในนั้นก็มีโอกาสมากมายเกินไปเช่นกัน

ที่นั่นมีสมุนไพรระดับสวรรค์และระดับปราชญ์ที่ในตระกูลมีการจำกัดจำนวนใช้งานไว้อย่างเข้มงวด  รวมถึงมรดกระดับปราชญ์และระดับเกียรติยศอยู่มากมายเต็มไปหมด

ตัวเองยังโชคดีอย่างยิ่งที่สามารถเสริมสร้างเจตจำนงกระบี่ในโบราณสถานที่มีมรดกระดับเกียรติยศ  และยังเข้าถึงระดับจิตปราชญ์จากแผนภาพความคิดระดับปราชญ์ที่ได้จากที่เดียวกันนั่นอีกด้วย

นั่นเป็นสิ่งของที่แม้แต่ในตระกูลก็ยังมีแค่ชิ้นเดียว  และมันยังถูกเก็บรักษาไว้เป็นมรดกตกทอดชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของตระกูลเสียด้วย

แต่ว่าตนกลับได้มาจากในสนามรบโบราณแห่งนี้

คงได้แต่จินตนาการเอาเองแหละว่ามีสมบัติมากมายแค่ไหนที่ซ่อนอยู่ในสนามรบแห่งนี้

ในตอนนี้  ความมั่นใจของฉินหลานพุ่งปรี๊ด  ในใจปรารถนาที่จะสู้กับเฉินมู่แล้วบดขยี้ให้ตายคาลานประลองมานานแล้ว

เมื่อนึกภาพถึงความรุ่งโรจน์ในอนาคตของตนเอง  และภาพที่เย่จิ่นชิว  ลั่วซือหาน  และคนอื่น ๆ ต่างพากันกราบไหว้และเข้าหาตน  มันก็อดที่ยิ้มยิ่งกว่าปืน AK ออกมาไม่ได้

“ฮ่า ๆ ๆ พี่รองพูดถูก  ความใจร้อนเพียงเล็กน้อยสามารถทำลายแผนการอันยิ่งใหญ่ได้  จากประสบการณ์ครั้งนี้ผมได้เรียนรู้อะไรมามากมายเลย  ความแข็งแกร่งของผมก็เหนือกว่าอัจฉริยะคนอื่น ๆ ในรุ่นเดียวกันแล้ว  มันกับผมไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันอีกต่อไป”

“ตอนนี้  สิ่งที่ผมต้องทำก็คือรอให้การแข่งขันแบบตัวต่อตัวเริ่มและหาโอกาสที่จะทำให้มันอับอายขายหน้าคาสังเวียน”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นพวกหลี่เฉิงคุนต่างก็ยิ้มแย้มประจบประแจงอย่างขะมักเขม้น

คำชมเหล่านั้นทำให้ฉินหลานมีความสุขอย่างยิ่งจนยิ้มไม่หุบ

อย่างไรก็ตาม  ในขณะนั้นเอง...

“อีนังโจรชั่วพวกนั้นแหละ ! ! !”

“เหี้ยเอ๊ย  อีพวกโจรชั่วนั่นออกมาแล้ววววววววววววววว ! ! !”

จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกน

ผู้ชมอีกฝั่งหนึ่งซึ่งประกอบไปด้วยผู้คนจากหมื่นเผ่าพันธุ์ต่างเงียบไปชั่วขณะ  ก่อนจะระเบิดเสียงคำรามด่าทอออกมาอย่างกึกก้องกัมปนาท

จบบทที่ บทที่ 155 : ถูกปล้น 21 ครั้งในวันเดียวเนี่ย... มันใช่เรื่องที่น่าภูมิใจด้วยเหรอวะ ?

คัดลอกลิงก์แล้ว