เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 505 มาเที่ยวนี้ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ

บทที่ 505 มาเที่ยวนี้ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ

บทที่ 505 มาเที่ยวนี้ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ


บทที่ 505 มาเที่ยวนี้ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ

แม้ว่าจะรู้ว่ามีขั้นตอนนี้ แต่พอได้สัมผัสกับสถานที่จริง ความรู้สึกนั้นก็ยังแตกต่างจากที่จินตนาการไว้อยู่ดี

ดวงตาของพวกเขาถูกปิดบังไว้ เบื้องหน้ามีแต่ความมืดมิด หัวใจของทุกคนล้วนตื่นเต้นกระวนกระวายขึ้นมาทันที

ภายใต้การนำทางของทีมงาน ทำได้เพียงวางแขนบนไหล่ของคนข้างหน้า คลำทางเดินไปข้างหน้าเป็นระยะๆ และพูดคุยกันบ้างเพื่อปรับบรรยากาศที่ตึงเครียด

พวกเขาเดินไปข้างหน้าตามทางโดยไม่รู้ตัวเลย

ทว่าสิ่งที่ผู้ชมภายนอกเห็นก็คือ มีคนมาแยกพวกเขาออกจากตรงกลาง หกคนถูกแบ่งออกเป็นสองทีม และถูกพาไปยังห้องที่แตกต่างกัน

จากนั้นพร้อมกับดนตรีประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ ภาพก็ตัดไปที่ภายนอกสถานที่ พวกเขาเห็นภาพรวมของโรงพยาบาลจิตเวช รอบด้านเต็มไปด้วยวัชพืช มืดมนและเปียกชื้น ทรุดโทรมจนไม่เหลือชิ้นดี เพียงแค่มองก็ทำให้ผู้ชมจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมาในใจ

สถานที่นี้มันน่ากลัวเกินไปแล้ว

โรงพยาบาลจิตเวชร้างขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า รอยร้าวบนกำแพงและหยากไย่ที่ถูกทิ้งไว้เพราะไม่มีใครสนใจมานานนับปี รวมถึงสัญลักษณ์สีแดงฉานของโรงพยาบาลที่สะดุดตา ประกอบกับตัวอักษรสีเลือดที่ทีมงานรายการเขียนไว้บนอาคารเพื่อสร้างบรรยากาศ ล้วนประทับรอยไว้ในใจของผู้ที่พบเห็น

ผู้ชมต่างกลืนน้ำลาย การที่จะหาสถานที่แบบนี้ได้ก็คงต้องใช้ความพยายามไม่น้อยเลยล่ะ

ในทางกลับกัน ทางด้านแขกรับเชิญ ในบรรดาสามคนที่ถูกแยกออกไป ถังหมิงซีเป็นคนนำขบวน

เนื่องจากความใจกล้าที่ไม่มากพอ เขาจึงไม่กล้ายืนอยู่หน้าสุดและหลังสุดของขบวน จึงชิงยืนตรงกลาง แล้วยังแอบดีใจกับตัวเองด้วย

การยืนตรงกลางไม่ว่าจะอย่างไรก็มีคนอยู่ข้างหน้าและข้างหลัง ถึงจะเจออันตรายอะไรเขาก็แค่หดตัวหลบหลังคนข้างหน้าแล้วหลับตาก็พอ พออันตรายมาถึงก็มีคนข้างหน้าข้างหลังคอยรับหน้าให้

ใครบอกว่าความฉลาดของเขาเป็นการแสดง นี่เขาไม่ได้ฉลาดเกินไปหรอกเหรอ

ตอนที่เขาถูกแยกออกไปเขายังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย นึกว่ายังคงจับไหล่ของคนข้างหน้าอยู่ ไม่ได้ตระหนักเลยว่าแขกรับเชิญข้างหน้าถูกเปลี่ยนตัวไปแล้ว

ส่วนคนที่ถูกแยกออกไปก็ไม่รู้เรื่องอะไรเช่นกัน เพราะมีสองมือเกาะอยู่บนหลังของเขาตลอดเวลา

เฉียวหลิงยืนเป็นคนแรกของขบวน ตามด้วยเซี่ยเยียนหร่าน และนักร้องชายมู่เหลียงเหลียง

ทั้งสามคนมาถึงห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง หลังจากมีเสียงประกาศจากลำโพงบอกให้ถอดผ้าปิดตาออกได้ มือของทุกคนก็ละออกจากไหล่ของคนข้างหน้า แต่มือบนไหล่ของมู่เหลียงเหลียงกลับยังคงวางอยู่ที่เดิม

ตอนนั้นพวกเขายังอยู่ในเหตุการณ์จึงไม่รู้เรื่อง แต่ผู้ชมที่มีมุมมองของพระเจ้ากลับเห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง หัวใจก็พลอยจุกอยู่ที่คอหอยไปด้วย

ในฐานะคนนอก มองดูภาพนี้ก็ตลกดีเหมือนกัน แต่พอลองจินตนาการว่าเป็นตัวเองแล้วอยากจะตายจริงๆ

ภายในห้องมืดสนิท ตอนที่เพิ่งถอดผ้าปิดตาออกยังไม่ชินกับสภาพแวดล้อมที่มืดมิด ชนิดที่เรียกได้ว่ามืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือของตัวเอง ทั้งสามคนจึงยังไม่รู้สึกว่าคนหายไป

มู่เหลียงเหลียงยังนึกว่าถังหมิงซีกลัวเกินไปก็เลยไม่กล้าปล่อยมือที่วางอยู่บนไหล่ของเขา ท้ายที่สุดแล้วก่อนหน้านี้เขาก็บอกเองว่าตัวเองอาจจะขวัญอ่อนไปนิดนึง เลยต้องยืนตรงกลาง

เขายังคงไม่รู้เรื่องรู้ราวและพูดปลอบถังหมิงซีว่า "พี่ถังไม่ต้องกลัวนะ ไม่เป็นไรหรอก ห้องนี้ก็แค่มืดไปหน่อย ไม่มีอะไรหรอก"

เขารู้สึกว่ามือที่ถังหมิงซีจับไหล่เขาไว้เริ่มแน่นขึ้น รัดจนเจ็บ

รอจนพูดไปตั้งเยอะแล้วยังไม่มีใครตอบกลับ เขาถึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ เริ่มลองตบแขนถังหมิงซีเพื่อถามว่าเป็นอะไรไหม

ผลคือจับไปโดนเลือดที่ทั้งเหนียวเหนอะหนะและมีกลิ่นคาวเลือด

วินาทีที่มู่เหลียงเหลียงหันหน้าไป แสงไฟสลัวภายในห้องก็กะพริบขึ้นชั่วขณะ สบเข้ากับใบหน้าที่เน่าเปื่อยอย่างรุนแรง ดวงตาที่เบิกโพลงไร้ซึ่งลูกตาดำ จู่ๆ ก็ขยับขึ้นมา พร้อมกับส่งเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดออกมา

"อ๊ากกกกกก——"

ไม่เพียงแต่มู่เหลียงเหลียงในตอนนั้นเท่านั้น ผู้ชมที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ก็ร้องกรี๊ดตามไปด้วย

แม้จะพอระวังตัวอยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามาแทรกนั้นจะมีใบหน้าแบบนี้ แถมไฟก็ยังสว่างขึ้นมาอย่างกะทันหัน หน้าผีก็โผล่มาเต็มหน้าจอในพริบตา

เสียงร้องอันแหลมปรี๊ดของมู่เหลียงเหลียงทำให้หญิงสาวอีกสองคนหันขวับไปมองโดยสัญชาตญาณ และพอดีกับจังหวะที่แสงไฟสว่างวาบขึ้นมา จึงได้เห็นใบหน้าผีอันน่าสะพรึงกลัวนั้น

ในพริบตานั้น ทุกคนในห้องก็ร้องโวยวายราวกับคนบ้า วิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน บ้างก็นั่งยองๆ เอามือกุมหัว

รอจนห้องกลับเข้าสู่ความมืดมิดอีกครั้ง npc ก็ฉวยโอกาสหลบหนีไปตามมุมอับ สร้างภาพลวงตาว่ามีคนหายไปในห้องปริศนา

แฮะๆ ได้หลอกดารา ได้เงินค่าจ้าง แถมยังได้ออกทีวีอีก มาเที่ยวนี้ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ

ครั้งหน้าถึงไม่ให้ค่าจ้างก็จะมา

สถานการณ์โกลาหลอยู่พักหนึ่ง

ส่วนในอีกห้องหนึ่ง ถังหมิงซีและคนอื่นๆ ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ดังทะลุกำแพงนี้

แต่พวกเขาคิดไม่ถึงว่าทั้งหกคนจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม แม้ว่าจะรู้กฎดี แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เพิ่งเคยเล่นเป็นครั้งแรก จึงไม่ค่อยเข้าใจลูกเล่นของทีมงานรายการ ยังนึกว่าเป็น npc ตัวไหนที่ได้รับคำสั่งมาเสียอีก

ถังหมิงซีถามว่า "นี่เสียงกรีดร้องของผู้ป่วยในโรงพยาบาลจิตเวชเหรอ?"

หยางเสี่ยว "น่าจะเป็น npc ที่ได้รับภารกิจมาแหละ"

พิธีกร "เมื่อไหร่พวกเราจะถอดผ้าปิดตาได้ล่ะ?"

หยางเสี่ยว "พวกคุณรู้สึกไหมว่า เสียงกรีดร้องนั่นฟังดูคุ้นหูจัง...ไม่ใช่สิ ห้องนี้พวกเรามีหกคนหรือเปล่า"

เพียงครู่เดียวหยางเสี่ยวก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ แล้ว ภายในห้องเงียบเกินไป ตอนที่พวกเขาอยู่บนรถบัส พอมีคนพูดคนหนึ่ง อีกห้าคนที่เหลือก็จะมีคนรับมุกสองสามประโยค แต่จนถึงตอนนี้ กลับมีเสียงพูดคุยของแค่สามคนเท่านั้น

ยังไงก็ต้องมีคนตอบรับสักสองคำสิ

ถังหมิงซีร้องบอกว่า "ข้างหน้าฉันมีคนอยู่นะ มู่เหลียงเหลียงอยู่ข้างหน้าฉัน——นี่พวกเราต้องรักษาสภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหน?"

หยางเสี่ยวไม่ได้ตอบคำถามท้ายประโยคของถังหมิงซี เธอหยุดไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ข้างหน้าคุณคือมู่เหลียงเหลียง แล้วเสียงร้องประสานเสียงสูงปรี๊ดที่ดังมาจากห้องข้างๆ นั่นใครล่ะ?"

"นอกจากมู่เหลียงเหลียงแล้ว ไม่มีใครที่เวลาร้องกรี๊ดแล้วจะร้องได้เสียงสูงขนาดนี้โดยไม่เพี้ยนหรอกมั้ง"

ในบรรดาพวกเขา มีเขาเพียงคนเดียวที่เป็นนักร้อง

เวลาร้องกรี๊ดก็ไม่เหมือนคนอื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก

ถังหมิงซีถามคำถามที่ดูโง่เขลามากในเวลานี้ "หมายความว่าพวกเขาอยู่ที่ฝั่งนู้นเหรอ? แล้วคนที่ฉันจับอยู่ข้างหน้าคือใครล่ะ?"

สิ้นเสียงพูด ทั้งห้องก็เงียบสงัด

ทีมงานรายการก็แกล้งกวนประสาทมาช้ากว่าปกติ ให้พวกเขาถอดผ้าปิดตาออก

ทว่าทั้งสามคนกลับยังคงไม่ขยับเขยื้อน

ถังหมิงซีร่างกายแข็งทื่อเหงื่อเย็นแตกพลั่กไปทั้งตัวแล้ว เพราะตอนที่เขากัดฟันแน่นกลั้นเสียงกรีดร้องที่อยู่ในลำคอ แล้วค่อยๆ ปล่อยมือออกจากไหล่ของคนข้างหน้าอย่างระมัดระวังนั้น

อีกฝ่ายก็คว้ามือเขาไว้กะทันหัน เป็นมือที่เปียกชื้นและเย็นเฉียบมาก

ราวกับผีที่สูญเสียอุณหภูมิร่างกายไปแล้ว

"อ๊ากกกกกก!!!"

สองห้องมีเพียงกำแพงกั้นกลาง ส่งเสียงกรีดร้องแหลมปรี๊ดคล้ายคลึงกันออกมา สองเสียงผสานเข้าด้วยกัน ทำให้บรรยากาศรอบๆ สั่นสะท้านไปด้วย

ทั้งหกคนอาจจะหวาดกลัว แต่ผู้ชมหน้าจอโทรทัศน์หลังจากตั้งสติได้ก็เริ่มหัวเราะ

เสียงกรีดร้องและท่าทางทำอะไรไม่ถูกของทั้งหกคน ช่วยปัดเป่าบรรยากาศสยองขวัญในสถานที่ถ่ายทำให้หายวับไปในพริบตา

ถังหมิงซีกรีดร้องพลางดึงมือตัวเองกลับ จากนั้นก็แสดงท่าหมุนตัวแบบโทมัสอยู่กับที่ หวังจะปัดผีให้พ้นรัศมีการเคลื่อนไหวของตัวเอง

"ไสหัวไป ไสหัวไป๊ อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ ฉันมีสร้อยคอที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้ว——ขอร้องล่ะอย่าเข้ามาใกล้ฉัน ฉันจะกลับบ้าน ไอหยา*&¥อ๊ากกกแม่จ๋า..."

จบบทที่ บทที่ 505 มาเที่ยวนี้ไม่เสียเที่ยวเลยจริงๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว