เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 เทพหล่นลงมา

บทที่ 22 เทพหล่นลงมา

บทที่ 22 เทพหล่นลงมา


ฝนพรำลงมาทำให้ศาลาเต๋าเล็กๆ เปียกชุ่ม

หลี่ผิงอันถอดเสื้อคลุมนักพรต เหลือเพียงเสื้อชั้นในหลวมๆ ลากเก้าอี้ไม้ไผ่ไปนั่งสงบใจมองระยะไกลอยู่ใต้ชายคาและม่านฝน ไม่นานก็หลับตาลง ทำใจให้ว่างเปล่า

พลังลมปราณที่ผ่านการชำระล้างด้วยน้ำฝนมีความเย็นสดชื่นขึ้นอีกนิด

นี่เป็นวันที่สี่แล้วนับตั้งแต่ผู้อาวุโสเยี่ยนเชิ่งจากไป หลี่ผิงอันยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้กลับไปสำนักว่านหยุนจงจะปลอดภัยแค่ไหน

วานนี้ เวยเหยียนจื้อได้รับป้ายหยกสื่อสารหนึ่งอัน ในนั้นถามถึงความปลอดภัยของเวยเหยียนจื้อในตอนนี้

เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ทางทะเลตะวันออกยังคงตึงเครียดมาก นักพรตศักดิ์สิทธิ์ภายในสำนักบางส่วนดูเหมือนจะสูญเสียการติดต่อกับสำนักชั่วคราว

'ไม่เกี่ยวอะไรกับตัวข้าในตอนนี้อยู่แล้ว'

ผู้ฝึกตนขั้นควบแน่นปราณหลี่ผิงอันคิดเช่นนั้น

ตัวเขาไม่ใช่คนชอบลุ้นเรื่องที่ร้อนแรงอยู่แล้ว และในสายตาเขาแล้ว อุปกรณ์วิเศษและโอสถศักดิ์สิทธิ์ภายนอกนั้น มีความสำคัญน้อยกว่าการตระหนักรู้ในมรรคาของตนเองมาก

ถึงตอนนี้เขาจะอยู่ในขั้นหยวนเซียน เจินเซียน แต่หากไม่ได้รับคำสั่งจากอาจารย์หรือสำนัก เขาก็คงไม่ไปยุ่งกับเรื่องนี้อยู่ดี

"ผิงอัน! เร็วๆ มาลองชิมเนื้อแปลกๆ ที่ข้าพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ ดูสิ!"

เฉินกงหมินถือกระต่ายย่างเดินฝ่าม่านฝนพรมพรายในภูเขา รีบเข้ามาในศาลาเต๋าพร้อมกับตะโกน

หลี่ผิงอันเห็นแล้วก็ยิ้มออกมา

ปกติพรตเฉินก็ชอบทำสัตว์ป่าที่มีพลังปราณเล็กน้อยเป็นกับแกล้ม ปรากฏว่าเรื่องนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลย

หลี่ผิงอันหยิบโต๊ะเล็กมา เอาสุราดีสองไหที่ตักตวงมาจากพ่อของตัวเองออกมา พรตเฉินกงหมินขนผักป่ามาอีกกำหนึ่งจากด้านหลังศาลาเต๋า ขุดถั่วเปรี้ยวหวานที่หลี่ผิงอัน 'ประดิษฐ์' มาตั้งแต่สมัยก่อนออกมานิดหน่อย

เฉินกงหมินเอ่ยถามอย่างสงสัย "ผู้จัดการเวยเหยียนจื้อไปไหน"

"บอกว่าไปฝึกตนหลังภูเขา" หลี่ผิงอันยักไหล่ "พลังปราณเขาอยู่ห่างจากที่นี่แค่สิบลี้ รู้หรือไม่ว่าเขากำลังทำอะไร"

"รอจนผู้จัดการกลับมาข้าจะหาให้เขาตัวหนึ่ง พวกเราค่อยรีบกินตอนร้อนๆ กันก่อน"

เฉินกงหมินฉวยขากระต่ายยัดให้หลี่ผิงอัน

หลี่ผิงอันกว่าปีแล้วที่ไม่ได้กินอะไรโดยตรง พอเห็นขากระต่ายย่างหนังกรอบมันวาวนี้ก็โดนกระตุ้นความอยาก ก้มหน้าฝังฟันลงไปคำหนึ่ง เคี้ยวอย่างละเอียดช้าๆ ปุ่มรับรสก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนลึกในจิตใจเพิ่มความรู้สึกพอใจมากขึ้นอีกนิด

มรรคาแห่งตัณหา ไม่ได้อยู่ที่รูปร่าง แต่อยู่ที่จิตใจ

เขาสะสมความเข้าใจบางส่วนเอาไว้ เคี้ยวเนื้อกระต่ายอย่างช้าๆ แล้วถอนหายใจเบาๆ

"มีอะไรไม่สบายใจหรือ"

เฉินกงหมินพิงพนักเก้าอี้ไม้ไผ่ จิบเหล้าที่ปากไหหนึ่ง เปิดเผยสีหน้าเคลิ้มฝัน

"เหล้าเจ๋ง! นี่คือเหล้าเซียนของแท้เลย! ไม่เหมือนกัน เหล้าที่ผู้ฝึกเซียนกลั่นน่ะไม่เหมือนกับเหล้าที่พวกเรากลั่นเลยจริงๆ !"

หลี่ผิงอันหัวเราะ "ต่างกันตรงที่ถ้าดื่มมากไปจะปวดหัวหรือหัวหมุนเท่านั้นเอง"

"ตะกี้ได้ยินเจ้าถอนหายใจ... โดนรังแกในสำนักหรือ"

เฉินกงหมินมีรอยยิ้มเอ็นดูปรากฏบนใบหน้าขาวสะอาดไร้หนวดเครา และดวงตาก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วง

"ไม่กี่วันนี้ ข้าได้ยินผู้จัดการเวยเหยียนจื้อเล่าเรื่องราวของเจ้าและพ่อหลายเรื่อง ไม่คิดว่าพ่อเจ้าจะมีอัตราพลังชะตาเข้มแข็งขนาดนั้น

"ข้าในฐานะผู้รักษาการณ์นครหว่านอันนี่ คงมองข้ามไปแล้วจริงๆ

"เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลหรอก สำนักมีคำสั่งเข้มงวดว่าห้ามเผยแพร่ ข้าก็จะเก็บเป็นความลับ"

"ก็แค่ดูเหมือนว่าแต่เดิมท่านจะมีการติดต่อกับพ่อข้าไม่มากนักเท่านั้นเอง"

หลี่ผิงอันรินสุราให้ตัวเอง มองน้ำในจอกที่สั่นระริกเล็กน้อย เปล่งเสียงเบาๆ

"ตอนนี้ข้าคิดจะอยากได้อาจารย์เซียนแท้สอนยังลำบากอยู่เลย แต่สิ่งที่อาจารย์ให้ข้าได้ พ่อก็ให้ข้าได้ทั้งหมดแล้ว ถือว่าก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอก

"ก็แค่ขาดอาจารย์นำทางฝึกฝน ก็เลยไม่รู้ว่าต่อจากนี้ตัวเองจะหลงผิดไปสู่ทางที่ผิดหรือเปล่า"

"ความกลัดกลุ้มของเจ้านั่นทำให้คนอื่นอิจฉาจริงๆ "

เฉินกงหมินหัวเราะ

"เจ้าสำนักคนปัจจุบันเป็นหลานศิษย์รุ่นหลานของอาจารย์ใหญ่คงหมิง สำนักของเรานิยมทั้งในลำดับรุ่นเสมือนและรุ่นจริงควบคู่กันไป

"รุ่นเสมือนคือ ระดับการฝึกฝนหนึ่ง รุ่นหนึ่ง พอถึงขั้นเทียนเซียนก็สามารถเรียกเทียนเซียนท่านอื่นๆ ได้ว่าเป็นสหาย ส่วนรุ่นจริงก็คือรุ่นจริงๆ ขึ้นอยู่กับการสืบทอดความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์

"ตอนที่ผู้ฝึกเซียนหาศิษย์ก็ยังต้องดูที่รุ่นจริง ดังนั้นเจ้าเลยหาอาจารย์ยากหน่อย

"แต่ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ เจ้าทำได้อย่างไร ถึงได้ก้าวเข้าสู่ขั้นควบแน่นปราณได้ในเวลาแค่สามปีเท่านั้น"

หลี่ผิงอันยักไหล่ "สิ่งที่จำเป็นนั้นก็คือโชคหนึ่งส่วน โอกาสสามส่วน และเหงื่อพยายามอีกหกส่วน"

ในแววตาของเฉินกงหมินเต็มไปด้วยความสงสัย

หลี่ผิงอันจึงต้องเสริมอีกประโยค "และการสนับสนุนจากพ่อข้าอย่างเต็มกำลังเก้าสิบส่วน"

"ฮ่าๆๆๆ !"

เฉินกงหมินเงยหน้าหัวเราะเสียงดัง หลี่ผิงอันส่ายหน้า แล้วก็กัดขากระต่ายต่อ

อีกครู่ หลี่ผิงอันพูดขึ้นอย่างเชื่องช้า "ท่านพ่อของข้าคงจะเป็นเซียนแล้ว"

เฉินกงหมินหยุดหัวเราะในทันที มองหน้าหลี่ผิงอันอย่างซับซ้อนใจ ก่อนจะก้มหน้ากัดขากระต่าย

เมื่อสุราล่วงลงคอไปได้หลายอึก พรตเฉินทนไม่ไหวจึงระบายออกมา

"ช่างว่างระหว่างผู้ฝึกปราณกับผู้ฝึกปราณด้วยกันมันต่างกันเกินไป!

พรสวรรค์ที่ดีเกิดมาเป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า การฝึกฝนก้าวหน้าง่ายเหมือนดื่มน้ำเย็น แต่พวกเราผู้ฝึกปราณที่มีพรสวรรค์ธรรมดา ฝืนฝึกได้อย่างยากลำบากเช่นนี้

สำนักไม่ให้ความสำคัญ ความเร็วในการฝึกฝนช้าล่าช้า อยากได้ทรัพยากรในการฝึกฝนยังต้องไปแย่งชิงด้วยตัวเอง

เพราะเรื่องพวกนี้ที่ทำให้ติดกรรม แล้วจิตใจยังจะนิ่งสงบได้อย่างไร

เฮ้อ!

เจ้ายิ่งใหญ่แห่งเกาะจินเอ๋อที่ทะเลตะวันออกกล่าวว่า เต๋าคือสิ่งที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับสรรพชีวิต แต่ในสายตาข้าแล้ว ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันจะมีความเท่าเทียมได้อย่างไร"

หลี่ผิงอันหัวเราะ "สามารถฝึกเต๋าได้ ก็เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตเกินเก้าส่วนสิบแล้วไม่ใช่หรือ"

"ใช่แล้ว" เฉินกงหมินหัวเราะ "พอได้ยินเจ้าพูดแบบนี้ เต๋าของข้าก็สบายขึ้นมากเลย"

หลี่ผิงอันถือไหสุราจิบหนึ่งอึก เหลือบมองม่านฝนที่พรำลงมา

เขาพึมพำ "ความแตกต่างของแต่ละบุคคลในโลกนี้ใหญ่เกินไป คำว่าเท่าเทียมนั้น ไม่ต่างอะไรกับความฝันของคนโง่"

"ความแตกต่างของแต่ละบุคคล?"

เฉินกงหมินยิ้มเล็กน้อย

"ที่เจ้าพูดมานี่ก็แปลกดี เป็นเช่นนั้นจริงๆ"

"สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าหรือข้าหรอก"

หลี่ผิงอันหัวเราะ

"พวกเราก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนเล็กๆ คนหนึ่ง ขอแค่พยายามเป็นเซียนถามเต๋า หยวนเซียนก็ยังแค่ฝืนยืนหยัดในสวรรค์แผ่นดินได้เท่านั้น พอใจในตัวเองก็เพียงพอแล้ว"

เฉินกงหมินหัวเราะพยักหน้ารับ แล้วก็ถามขึ้นอีก "ผิงอัน เจ้าตั้งใจจะออกเดินทางเมื่อไหร่"

"อีกสองสามวันนี้ล่ะ"

หลี่ผิงอันเอ่ย

"ถ้าข้างทะเลตะวันออกยังรบกันอยู่ ก็อ้อมไปทางด้านตะวันตกเท่าที่จะทำได้ ให้ผู้จัดการเวยเหยียนจื้อพาข้าไป ก็กลับสำนักได้ภายในหนึ่งวันแล้ว"

"ต้องการให้ข้าเขียนจดหมายแจ้งกลับไปด้วยไหม"

พรตเฉินหัวเราะ

"ก็เขียนว่า ข้าได้รับจดหมายจากภายในสำนักแล้ว ศิษย์คนนี้เป็นเลิศ สามารถเข้าเรียนฝึกฝนในสำนักภายนอก ฮ่าๆ! เกรงว่าผู้อาวุโสในสำนักภายนอกคงจะปลิวมาทุบตีข้าสักยก!"

ทว่าหลี่ผิงอันกลับพูดอย่างจริงจังว่า "ท่านควรมอบจดหมายฉบับหนึ่งให้ข้าจริงๆ เขียนตามที่ท่านพูดเมื่อครู่เลยก็ได้ ส่วนข้อความที่ว่าศิษย์นี้เป็นเลิศนั้นไม่ต้องเขียนก็ได้"

พรตเฉินชะงักงัน "ตะกี้ข้าก็แค่พูดล้อเล่นนะ"

หลี่ผิงอันพูดอย่างจริงจัง "เราควรจะทำทุกอย่างให้รอบคอบสักนิด เพื่อไม่ให้คนอื่นหาเรื่องจับผิดได้"

พรตเฉินเต็มไปด้วยความงุนงง "พ่อของเจ้าได้อาศัยสำนักแล้วนี่ ทำไมยังต้องระแวดระวังมากขนาดนี้ด้วย"

"ความเข้มงวดไม่เคยเป็นเรื่องแย่หรอกนะ"

หลี่ผิงอันเอ่ยเสียงเบา

"พ่อข้าตอนนี้เพิ่งแค่กำลังจะเป็นเซียน ไม่ใช่ถึงขั้นเทียนเซียนแล้ว ทุกสวัสดิการที่ข้ากับพ่อได้รับในสำนัก ล้วนมาจากของกำนัลที่อาจารย์ใหญ่มอบให้ สิ่งเหล่านี้ยังไงก็เป็นน้ำที่ไม่มีต้นตอ ไม่อาจยั่งยืนได้นานนัก

หรือพูดอีกอย่างก็คือ พ่อข้าได้อาศัยอำนาจของอาจารย์ หากวันหนึ่งอำนาจเสื่อมถอย ก็จะต้องมีผู้ที่อิจฉาเกลียดเข้าโจมตีชำระบัญชีพ่อลูกเรา

ดังนั้น เรื่องใดๆ อย่าให้เป็นช่องโหว่ให้คนอื่นพูดจาเสียดสีได้ เช่นนั้นค่อยมีความกังวลภายหลังน้อยลง

หากสักวันพ่อข้าได้เลื่อนขั้นสูงส่ง ไต่ขึ้นแตะเจินเซียน เทียนเซียน พ่อลูกเราค่อยจะยืนหยัดในสำนักได้อย่างแท้จริง

ที่ข้าอยากหาเทียนเซียน เจินเซียนในสำนักเป็นอาจารย์ตลอดมา ก็เพราะมีความคิดในส่วนนี้เช่นกัน"

เฉินกงหมินครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าช้าๆ "ความคิดเช่นนี้ของเจ้าถูกต้อง พวกเจ้าพ่อลูกฐานรากตื้นเขินเกินไป หากวันหนึ่งเผลอไปพูดจาทำให้อาจารย์ใหญ่ไม่พอใจ เกรงว่าชีวิตความเป็นอยู่จะกลับตาลปัตรทันที... ข้าจะกลับไปเขียนจดหมายฉบับหนึ่งให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ!"

"ขอบคุณท่านพรต"

"โอ๊ย ตอนนี้พวกเราเป็นสหายเดียวกันแล้ว ต่อไปเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่ ก็ทำให้ข้าหน้าบานเป็นพองได้แล้ว!"

เฉินกงหมินสะบัดแขนเสื้อ รีบร้อนเดินกลับเข้าบ้านไปเลย

ส่วนหลี่ผิงอันกลับมานั่งที่เก้าอี้ไม้ไผ่ ฉีกเนื้อกระต่ายชิ้นหนึ่ง จิบสุราอึกหนึ่ง แล้วก็จ้องม่านฝนอย่างเหม่อลอย

ไม่นาน พรตเฉินก็โยนป้ายหยกสื่อสารอันหนึ่งมาให้หลี่ผิงอัน

หลี่ผิงอันกำลังจะขอบคุณ แต่เต๋าในใจกลับมีความรู้สึกสั่นสะเทือนขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ

มันคือความรู้สึกสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับอันตรายโดยฉับพลัน

หึ่ง หึ่งๆ!

หลี่ผิงอันรีบเอื้อมมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงถุงจัดเก็บแยกเฉพาะที่มีป้ายคำสั่งกลับสำนักว่านหยุนจงเก็บไว้นั้นออกมา

ถุงนั้นกำลังสั่นดิ้น ลวดลายสีทองกำลังแวววาบบนนั้น นั่นคือลวดลายอาคมห้ามบนอุปกรณ์วิเศษ

ลวดลายอาคมเหล่านั้นดูเหมือนกำลังละลายอย่างรวดเร็ว!

หลี่ผิงอันโยนถุงนั้นขึ้นไปกลางอากาศทันที แสงเกราะป้องกันหลายสายส่องสว่างรอบกาย พลางฉวยเฉินกงหมินมาซ่อนไว้ข้างหลังตัวเอง และถอยหนีอย่างรวดเร็ว

ปัง!

ถุงอุปกรณ์วิเศษระเบิดออก ป้ายหยกรูปทรงคล้ายเหรียญนั้นลอยค้างอยู่กลางอากาศ แสงที่ฉายออกมาสูงเทียมฟ้า!

พลังปราณรีบรวมกันกะทันหัน เกิดกังหันน้ำวนล้อมรอบแสงสว่างขึ้น สายฟ้าหลากสีวาบขึ้นตามกัน

หลี่ผิงอันและเฉินกงหมินหนีออกมานอกศาลาเต๋าแล้ว

จังหวะนั้นเอง!

สายฟ้าสีเขียวสายหนึ่งผ่าลงมาจากกลางน้ำวน เชื่อมโยงเข้ากับป้ายคำสั่งกลับสำนักว่านหยุนจงที่ลอยอยู่กลางอากาศ ร่างโปร่งบางร่างหนึ่งร่วงลงมาตามสายฟ้าอย่างตรงๆ!

ปรากฏการณ์ประหลาดในที่ต่างๆ จางหายไปอย่างรวดเร็วหลี่ผิงอันและเฉินกงหมินมองตากัน เฉินกงหมินรีบจะวิ่งเข้าไปช่วยคนทันที แต่กลับถูกหลี่ผิงอันยื่นมือออกมาดึงไว้

"ผิงอัน! นางเป็นคนของสำนักว่านหยุนจงเรา! ในมือนางก็มีป้ายคำสั่งกลับสำนักเช่นกัน!"

"อย่าเข้าไป พลังปราณในตัวนางอาจจะเสียการควบคุมเมื่อไรก็ได้... ผู้จัดการเวยเหยียนจื้อ! อย่าอ่านหนังสือแล้ว!"

หลี่ผิงอันหันหลังตะโกนเสียงดัง

"รีบมาช่วยคนเร็วเข้า!"

"มาแล้วๆ ! เกิดอะไรขึ้นน่ะ!"

ร่างของเวยเหยียนจื้อร่อนลงมาจากหลังเขาอย่างเร่งร้อน รีบเก็บสมุดภาพในมือ ใบหน้าแดงก่ำกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

...

อีกครู่หนึ่ง

ในศาลาเต๋าของพรตเฉิน

หลี่ผิงอันยืนอยู่ข้างเตียงพลางขมวดคิ้ว มีแก้วและขวดวางระเกะระกะอยู่ข้างมือ

เวยเหยียนจื้อและเฉินกงหมินคนหนึ่งกำลังร่ายอาคมอยู่ด้านนอก อีกคนยืนอยู่ด้านหลังเฝ้ามองอย่างเป็นห่วง

บนเตียงมีผู้หญิงคนหนึ่งนอนอยู่

หน้าตาของนางดูอายุน้อย คล้ายเป็นเจินเซียน แต่ก็เหมือนระดับวิชาจะสูงกว่าเจินเซียน... สิ่งนี้สูงเกินไปสำหรับหลี่ผิงอันในตอนนี้ที่จะตัดสินได้อย่างชัดเจน

คงจะเป็นกึ่งก้าวเทียนเซียนหรือเปล่านะ?

ใบหน้าของนางซีดเซียว ผมยาวที่ปกติถักเป็นทรงผมซวงหงส์กระจายออก บนร่างที่ผอมแห้งมีแผลฉกรรจ์หลายแห่ง

โชคดีที่หลี่ผิงอันมียาลูกกลอนศักดิ์สิทธิ์ติดตัวมาหลายชนิด มียาบางตัวที่แม้แต่เทียนเซียนก็ใช้รักษาแผลได้ นางจึงได้กินลงไปแล้วในตอนนี้

การใช้ญาณทัศนะระดับควบแน่นปราณสำรวจร่างเซียนของเจินเซียน นั่นก็เหมือนกับการหาเรื่องลำบากใส่ตัวเอง

หลี่ผิงอันจึงไม่ลองทำอะไรมาก เพียงสังเกตสีหน้าท่าทางและความรู้สึกถึงพลังปราณที่เปลี่ยนแปลงรอบๆ ตัวนางหลังจากให้ยา

หญิงนักพรตขมวดคิ้วเบาๆ ริมฝีปากแห้งผากนั้นเผยอเล็กน้อย

หลี่ผิงอันรีบเอ่ยว่า "ข้าคือหลี่ผิงอัน ศิษย์ของสำนักว่านหยุนจง เป็นสหายของมู่หนิงหนิง ศิษย์ของชิงสวี่ ขอท่านอาจารย์วางใจรักษาตัวเถิด ท่านอาจารย์ใช้ป้ายคำสั่งกลับสำนักว่านหยุนจงมา ย้ายมายังป้ายคำสั่งกลับสำนักว่านหยุนจงที่อยู่ในมือข้าพอดี"

คิ้วที่ขมวดอยู่ของหญิงนักพรตค่อยๆ คลายลง ดูเหมือนจะได้ยินชื่อคุ้นหูแล้ว

เฉินกงหมินถาม "ผิงอัน? เจ้ารู้จักนางหรือ?"

หลี่ผิงอันเอ่ย "นี่น่าจะเป็นเจินเซียนของยอดเขาสายหมอก นามเต๋าชิงซู่"

จริงๆ แล้วหลี่ผิงอันก็เพียงแค่เคยได้ยินมู่หนิงหนิงเล่าว่า ชิงซู่น้องอาจารย์ของนางเป็นผู้บ้าบำเพ็ญเต๋า ฝึกวิชาเต๋าดวงใจบริสุทธิ์ มีรอยประทับดอกบัวอยู่บนหน้าผาก ถูกขนานนามว่าเป็นเซียนดีเด่นที่สุดในพันปีของยอดเขาสายหมอก ฝึกฝนเพียงราวสามร้อยปีก็มีความหวังจะทะลุสู่ขั้นเทียนเซียน

หญิงนักพรตผู้นี้มีป้ายคำสั่งกลับสำนักว่านหยุนจง ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการเน้นย้ำจากภายในสำนักอย่างแน่นอน ระดับวิชาเข้ากัน และพลังปราณที่ไม่มีสิ่งเจือปนเลยแม้แต่น้อย ก็เข้ากันกับคุณสมบัติเฉพาะของวิชาเต๋าดวงใจบริสุทธิ์...

เขาเดาว่าน่าจะถูกแปดเก้าส่วนไม่ผิดแน่

เวยเหยียนจื้อจัดการอาคมเสร็จ รีบวิ่งกลับมา "ผิงอัน! ข้าตรวจสอบดูแล้วทั้งหมด! ในรัศมีร้อยกว่าลี้รอบนี้ชั่วคราวยังไม่มีความผิดปกติใดๆ! อาการของนางเป็นอย่างไรบ้าง?"

หลี่ผิงอันเอ่ย "ผู้จัดการ ท่านมาดูอาการบาดเจ็บของท่านนักพรตผู้นี้สิ"

"ข้าจะลองดู!"

เวยเหยียนจื้อเดินเข้ามาใกล้ ชี้นิ้วไปที่หญิงนักพรตคนนั้นในระยะไกล ก่อนจะสูดหายใจเฮือกใหญ่

"วิญญาณเชื่อมโยงแทบจะแตกสลายไปแล้ว ร่างเซียนได้รับบาดเจ็บหลายสิบแห่ง อาการบาดเจ็บแบบนี้อันตรายมาก...

แต่ดูเหมือนนางจะใช้วิชาลับบางอย่าง หรือไม่ก็ใช้สมบัติวิเศษอะไรสักอย่าง ในวิญญาณเชื่อมโยงของนางมีพลังปราณประหลาดอย่างหนึ่ง ทำให้วิญญาณเชื่อมโยงที่กำลังแตกสลายอยู่ชายขอบฝืนคงอยู่ได้

บาดแผลบนร่างเซียนสามารถรักษาได้ด้วยยาลูกกลอน ตอนนี้ปัญหาหลักอยู่ที่วิญญาณเชื่อมโยงของนาง ถ้านางมีจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็จะเกิดปัญหาได้ง่ายมาก"

เฉินกงหมินถาม "ข้าจะไปรายงานภายในสำนักแล้วนะ!"

"ท่านพรตอย่าเพิ่ง"

หลี่ผิงอันขมวดคิ้วเล็กน้อย

"เรื่องนี้มีความน่าสงสัยอยู่บ้าง ป้ายคำสั่งกลับสำนักว่านหยุนจงควรจะพาผู้ใช้กลับสำนักได้แท้ๆ แต่ทำไมมาโผล่ที่ข้าได้ล่ะ?"

เวยเหยียนจื้อเอ่ย "เจ้าพูดก็จริง นอกจากว่าทางกลับสำนักจะถูกใครใช้วิชาปิดกั้นเอาไว้"

"มี...อาคม...ขวาง..."

หญิงนักพรตเผยอปากเล็กน้อย พูดด้วยเสียงเบาหวิวมาก

"อย่า...ยุ่ง...กับข้า...ออกไป...ก็พอ..."

สามนักพรตมองหน้ากัน

เฉินกงหมินพูดเสียงเบา "หากเห็นสหายร่วมสำนักอยู่ในอันตรายแต่ไม่ช่วย เต๋าของข้าจะสงบได้อย่างไร?"

ดวงตาของเวยเหยียนจื้อเปล่งประกาย "หากสามารถปกป้องนางกลับสำนักได้ นี่เป็นความดีความชอบอันยิ่งใหญ่แน่นอน"

หลี่ผิงอันหยิบแผนที่ที่หามาจากภายในสำนักออกมา กางออกพินิจพิจารณาอย่างละเอียด คิดหาเส้นทางหนีตายสำรองไว้สองสามเส้น

จบบทที่ บทที่ 22 เทพหล่นลงมา

คัดลอกลิงก์แล้ว