- หน้าแรก
- แฟ้มลับคู่หูสายเทา กฎหมายไม่รับ เราจัดให้
- บทที่ 8 - เงินมาถึงมือ
บทที่ 8 - เงินมาถึงมือ
บทที่ 8 - เงินมาถึงมือ
บทที่ 8 - เงินมาถึงมือ
"ลูกพี่ ทำไมแกไม่รับสายล่ะ?"
วั่งไฉมองดูโทรศัพท์บนโต๊ะที่หน้าจอสว่างวาบขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยความไม่เข้าใจ
ซูอิงฮุยในตอนนี้นั่งไขว่ห้าง คีบบุหรี่ไว้ในมือพลางพ่นควันปุ๋ยๆ "มันมีสิ่งที่เรียกว่าแกล้งปล่อยเพื่อจับให้อยู่หมัดไงล่ะ รับสายครั้งแรกเขาจะคิดว่าเราโดนบีบบังคับ ไม่รับสายครั้งที่สองเขาจะเริ่มกระวนกระวาย ครั้งที่สาม... ครั้งที่สี่... เขาก็จะเริ่มกังวลว่าจะส่งเงินมาให้ไม่ได้ ทีนี้แหละ เขาก็จะยิ่งลนลานกว่าพวกเราเสียอีก!"
คำอธิบายนี้ทำเอาวั่งไฉฟังจนอ้าปากค้าง ถึงแม้ซูอิงฮุยจะอธิบายให้มันฟังแล้ว แต่มันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าไอ้ลูกไม้ตื้นๆ พวกนี้มันจะมีประโยชน์อะไร
"ฮัลโหล?"
จังหวะนี้เองโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ในที่สุดซูอิงฮุยก็ยอมรับสาย
ซูอิงฮุยเปิดลำโพง เสียงร้อนรนของหลี่ซุ่นจวี๋ดังมาจากปลายสาย "ฉันให้! ฉันยอมจ่าย! ฉันจะเอาเงินให้แก! เราจะแลกเปลี่ยนกันยังไง!"
ซูอิงฮุยยักคิ้วหลิ่วตาให้วั่งไฉ: เห็นไหมล่ะ อย่างที่ฉันบอกเป๊ะ ผู้หญิงคนนั้นเอาเงินมาประเคนให้แล้ว
"พรุ่งนี้เช้าสิบโมงตรง ที่ใต้สะพานตรงทางเข้าหมู่บ้านพวกเธอ เอาเงินมาให้ฉันที่นั่น จำไว้ว่าฉันขอเป็นเงินสด ตอนนี้เธอไปจองคิวถอนเงินที่ธนาคารได้เลย แล้วก็มาคนเดียวด้วย ถ้าฉันเห็นคนอื่นมาด้วยเมื่อไหร่ การแลกเปลี่ยนถือเป็นอันยกเลิก!"
เสียงของหลี่ซุ่นจวี๋ดังมาจากปลายสาย "ฉันเอาเงินให้แก แกก็จะเอารูปให้ฉันใช่ไหม? ไม่ๆ แกไม่ต้องเอามาให้ฉันหรอก แกแค่ทำลายรูปพวกนั้นทิ้งก็พอแล้ว!"
"เธอวางใจเถอะ ฉันบอกไปตั้งนานแล้ว ว่าฉันแค่อยากได้เงิน เราไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน ขอแค่ได้เงินมา เธอจะไปเดินบนถนนใหญ่ของเธอ ส่วนฉันก็จะเดินบนสะพานไม้ซุงของฉัน ต่างคนต่างไป"
หลังจากตกลงกันง่ายๆ อีกสักสองสามประโยค ซูอิงฮุยก็วางสายไป ไม่เปิดโอกาสให้หลี่ซุ่นจวี๋ได้พูดอะไรต่อเลย
ถึงซูอิงฮุยจะไม่มีการศึกษาสูงส่งอะไร แต่หลักการที่ว่า 'พูดมากเสียมาก' เขาย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี
"สามแสนหยวนซื้อทองได้เท่าไหร่วะ! ซื้อได้ถึงสิบชั่งไหม?" หลังจากซูอิงฮุยโทรศัพท์เสร็จ วั่งไฉก็แทบอดใจรอไม่ไหวรีบถามขึ้นมาทันที ในตอนนี้แววตาของมันฉายแววละโมบโลภมากอย่างเห็นได้ชัด
ซูอิงฮุยกลอกตาใส่ "ซื้อได้สิบชั่งกะผีอะไรล่ะ แค่สองชั่งก็ยังจะหืดขึ้นคอเลย แกคิดว่ากำลังซื้อผักกาดขาวหรือไง?"
"แล้วก็ เลิกคิดจะฮุบเงินก้อนนี้ซะเถอะ เงินพวกนี้ต้องเอาไปคืนหลิวอี้"
วั่งไฉได้ยินดังนั้นก็มองซูอิงฮุยด้วยสายตาประหนึ่งมองคนโง่ "เงินอยู่ในมือแท้ๆ แกยังจะยอมเอาไปประเคนคืนให้เขาอีกเหรอ? ลูกพี่ ไม่ได้จะว่าหรอกนะ แต่กุมารแจกทรัพย์เขาก็ไม่ได้ทำกันแบบนี้นะโว้ย ลองนึกถึงตอนที่เราต้องแทะผักกาดขาวประทังชีวิตดูสิ"
"แกเป็นแค่หมาจะไปรู้อะไร? นี่เขาเรียกว่าจรรยาบรรณวิชาชีพ ธุรกิจนี้เราไม่ได้ทำกันแค่ครั้งเดียวจบนะ ขืนชื่อเสียงเน่าเหม็นขึ้นมา วันหลังแกยังอยากจะหาเงินอยู่อีกไหมล่ะ?"
ตอนนี้วั่งไฉอยากจะตะปบหน้าซูอิงฮุยด้วยอุ้งเท้าหมาสักทีจริงๆ ชื่อเสียงบ้าบออะไรกัน แกน่ะมีชื่อเสียงกะเขาที่ไหนเล่า
ซูอิงฮุยยังพูดเสริมอีกว่า "เขาเรียกทำอาชีพไหน ก็ต้องรักอาชีพนั้นเว้ย"
……
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ซุ่นจวี๋ก็ไปเบิกเงินที่ธนาคาร เธอทำตามคำสั่งของอีกฝ่าย โดยจองคิวถอนเงินไว้ล่วงหน้าตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
เพียงครึ่งชั่วโมงผ่านไป หลี่ซุ่นจวี๋ก็สะพายกระเป๋าใบใหญ่ออกจากธนาคาร ภายในมีเงินสดบรรจุอยู่เต็มเหนี่ยว 300,000 หยวนถ้วน ไม่ขาดไม่เกิน
สัมผัสถึงความหนักอึ้งของเงินก้อนโตในกระเป๋า หลี่ซุ่นจวี๋ก็รู้สึกเสียดายจนใจแทบขาด เพราะเงินพวกนี้กำลังจะตกไปอยู่ในมือไอ้โจรแบล็กเมล์สารเลวนั่นในอีกไม่ช้า
แม้จะเสียดาย แต่หลี่ซุ่นจวี๋ก็ยังรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
ขอแค่แก้ปัญหาได้ก็พอ ขอแค่เรื่องนี้ผ่านพ้นไปได้ก็พอ ขอแค่ได้แต่งงานอย่างราบรื่นก็พอแล้ว!
หลี่ซุ่นจวี๋แอบสาบานในใจว่า ขอเพียงเรื่องนี้ผ่านพ้นไปได้ วันหลังเธอจะไม่แอบไปเล่นสนุกกับเหลียงกั๋วหลงอีกแล้ว
ทว่า ผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที หลี่ซุ่นจวี๋ก็แอบเปลี่ยนคำสาบานเงียบๆ... นานๆ ครั้งก็คงไม่เป็นไรมั้ง
อื้อ! นานๆ ที
เพราะเธอชอบความรู้สึกแบบนี้เอามากๆ ความรู้สึกที่ได้แอบลักลอบเป็นชู้กับเหลียงกั๋วหลง ลับหลังจางเหวินลี่
เมื่อหลี่ซุ่นจวี๋ดึงสติกลับมาได้ เธอก็หยิกต้นขาตัวเองแรงๆ พร้อมกับบ่นในใจ: เวลาแบบนี้แล้ว ยังจะมาคิดเรื่องพวกนี้อยู่อีก!!
เมื่อออกจากธนาคาร หลี่ซุ่นจวี๋ก็เรียกแท็กซี่ รีบตรงดิ่งกลับหมู่บ้านทันที ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงชั่วโมงกว่าๆ ก็จะถึงเวลานัดหมายแล้ว
อุโมงค์ใต้สะพานหน้าหมู่บ้านอยู่ติดริมถนนยกระดับ เมื่อหลายปีก่อนที่นี่เคยเป็นทางผ่านจำเป็นสำหรับการออกหมู่บ้าน แต่ตั้งแต่มีการสร้างทางด่วน ถนนแถวนี้ก็ถูกปรับปรุงใหม่ การออกหมู่บ้านผ่านอุโมงค์ใต้สะพานกลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก นานวันเข้าอุโมงค์นี้จึงถูกปล่อยทิ้งร้าง และแทบจะไม่มีใครสัญจรผ่านไปมาอีกเลย
ตอนที่หลี่ซุ่นจวี๋มาถึง เธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา 09:46 น.
ยังดีที่ยังไม่เกินเวลา
เธอเดินไปที่ริมอุโมงค์ใต้สะพาน และวางกระเป๋าที่บรรจุเงินไว้บนก้อนอิฐแดงด้านข้างตามคำสั่ง
ทันใดนั้น โทรศัพท์ของหลี่ซุ่นจวี๋ก็ดังขึ้น หลี่ซุ่นจวี๋รีบกดรับสาย
เสียงจากปลายสายดังขึ้น "เธอไปได้แล้ว ฉันจะทำลายรูปพวกนั้นทิ้งเอง"
จากนั้นสายก็ถูกตัดไป หลี่ซุ่นจวี๋กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณนี้ นอกจากอุโมงค์ใต้สะพานแล้ว ก็มีแต่ลานดินรกร้าง ไม่เห็นมีกล้องวงจรปิดเลยสักตัว แล้วอีกฝ่ายรู้ได้ยังไงว่าเธอมาถึงแล้ว?!
"โฮ่ง! โฮ่ง!"
เสียงหมาเห่าดึงสติหลี่ซุ่นจวี๋ที่กำลังคิดฟุ้งซ่านให้กลับสู่ความเป็นจริง ตอนนี้มีสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่กำลังแยกเขี้ยวยิงฟัน จ้องมองหลี่ซุ่นจวี๋ด้วยสายตาดุดัน
"แฮ่~!"
สุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ส่งเสียงคำรามขู่หลี่ซุ่นจวี๋ในลำคอ ขาทั้งสี่ย่อลงเล็กน้อย ราวกับพร้อมจะกระโจนเข้ามาขย้ำเธอได้ทุกเมื่อ
หลี่ซุ่นจวี๋ตกใจกลัวจนต้องถอยกรูด แต่ทุกครั้งที่เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าว สุนัขสีเหลืองก็จะเดินคุกคามเข้ามาหนึ่งก้าวเช่นกัน
"แฮ่~! โฮ่ง!"
และในเสี้ยววินาทีนั้น สุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ก็กระโจนเข้าใส่หลี่ซุ่นจวี๋ หลี่ซุ่นจวี๋รีบหันหลังกลับ โกยอ้าวหนีสุดชีวิต
เสียงหมาเห่ายังคงไล่หลังมาติดๆ หลี่ซุ่นจวี๋ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปมอง จนกระทั่งเธอวิ่งเข้ามาในหมู่บ้าน และได้เจอชาวบ้านสองสามคน หัวใจที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายของเธอถึงได้ร่วงลงมาสู่ความสงบ
คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนในหมู่บ้าน พวกเขาเอ่ยปากทักทายหลี่ซุ่นจวี๋
"อ้าว นี่อาจวี๋ไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงวิ่งหอบแฮ่กๆ มาถึงนี่ได้ล่ะ"
"นั่นสิ อีกเดี๋ยวก็จะได้เป็นเจ้าสาวอยู่แล้วนะ ยังจะมาวิ่งจ็อกกิ้งตอนเช้าอยู่อีก"
"วิ่งน่ะมันต้องใส่รองเท้าผ้าใบสิ ขืนใส่รองเท้าหนังแบบนี้วิ่ง เดี๋ยวข้อเท้าก็แพลงหรอก"
เมื่อต้องเผชิญกับคำถามของหลายๆ คน หลี่ซุ่นจวี๋ก็หอบหายใจแฮ่กๆ พลางตอบว่า "มี... มี... มีหมาไล่กัดฉัน!"
ทว่าเมื่อเธอหันกลับไปมอง สุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ที่วิ่งไล่ตามเธอมาเมื่อครู่ ก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
หลี่ซุ่นจวี๋ไม่ได้เอะใจเลยสักนิดว่า ผู้หญิงตัวคนเดียว แถมยังใส่รองเท้าหนังแบบเธอ จะเอาปัญญาที่ไหนไปวิ่งหนีสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ที่ร่างกายกำยำล่ำสันพ้นได้
ในเวลาเดียวกัน สุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ที่ไล่กวดหลี่ซุ่นจวี๋เมื่อครู่ ก็ได้วิ่งกลับมาที่อุโมงค์ใต้สะพานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หมาตัวนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากวั่งไฉ
วั่งไฉวิ่งเหยาะๆ ไปที่กระเป๋า ใช้ฟันงับหูกระเป๋าแล้วคาบขึ้นมา จากนั้นก็หันหลังกลับ ออกวิ่งออกจากหมู่บ้านไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยอย่างคล่องแคล่ว
เมื่อมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน วั่งไฉก็กระโดดขึ้นไปบนรถตู้คันหนึ่งที่เปิดประตูรอไว้อยู่ แล้วยื่นอุ้งเท้าหมาไปดึงประตูรถปิด
ท่วงท่าทั้งหมดดูลื่นไหลราวกับสายน้ำ ทำรวดเดียวจบไม่มีสะดุด
หากมีใครบังเอิญมาเห็นเข้า คงต้องอุทานออกมาแน่ๆ ว่าหมาตัวนี้มันทำตัวเหมือนคนยิ่งกว่าคนเสียอีก
หลังจากที่วั่งไฉปิดประตูเรียบร้อย รถตู้ก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะลับสายตาไปจากนอกหมู่บ้าน
ส่วนคนขับรถตู้น่ะเหรอ แน่นอนว่าต้องเป็นคุณชายซูอิงฮุยของเราอยู่แล้ว "เป็นไงล่ะ เงินหนักไหม?"
วั่งไฉกำลังใช้อุ้งเท้าเขี่ยกระเป๋าถือเล่น "หนักงั้นเรอะ? ไม่ได้จะคุยโม้หรอกนะ แต่กระเป๋าใส่เงินแบบนี้ ให้ฉันแบกทีเดียวสิบใบวิ่งยังได้เลย!"
เมื่อต้องเผชิญกับคำคุยโวโอ้อวดของวั่งไฉ ซูอิงฮุยก็ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง ทำเพียงชูนิ้วกลางให้มันอย่างเป็นมิตรไปหนึ่งที
(จบแล้ว)