- หน้าแรก
- ไอ้หื่นเจ้าเล่ห์ในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน
- บทที่ 200 อสูรอสุราโซ่เหวลึก เยียนม่อเสวียน (6)
บทที่ 200 อสูรอสุราโซ่เหวลึก เยียนม่อเสวียน (6)
บทที่ 200 อสูรอสุราโซ่เหวลึก เยียนม่อเสวียน (6)
“...พูดจบแล้วหรือยัง?”
คำพูดนั้น...
สบาย ๆ
ไม่ใส่ใจ
และยังคงไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
กระแทกใส่เยียนม่อเสวียนราวกับตบหน้าอย่างแรง
ชั่วขณะหนึ่งความเงียบปกคลุมพื้นที่ทั้งหมด
จากนั้นเส้นเลือดบนลำคออสูรของเยียนม่อเสวียนปูดโปนขึ้น
กรามของเขาขบแน่นจนแทบแตก
รูม่านตาสีแดงโลหิตขยายออก
เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
และความคลุ้มคลั่ง
“...พูดจบแล้วหรือ?”
เขาทวนคำช้า ๆ
น้ำเสียงสั่นสะท้าน
“พูดจบแล้วงั้นหรือ?!”
ตูม!!
จิตสังหารมหาศาลปะทุออกมาจากร่างของเขาราวกับภูเขาไฟระเบิด
แคร้งงง!!
แคร้งงง!!
แคร้งงง!!
แคร้งงงงง!!!
เสียงโซ่นับไม่ถ้วนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว โซ่สีดำทั่วร่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ขณะที่ความเดือดดาลในดวงตาของเยียนม่อเสวียนพุ่งขึ้นถึงขีดสุด...
โซ่ทุกเส้นบนร่างของเยียนม่อเสวียนสั่นกระตุกอย่างรุนแรง
ราวกับอสรพิษคลุ้มคลั่งนับร้อยตัวที่กำลังดิ้นรนเพื่อฉีกเนื้อหนังของตนเอง
จากนั้นพวกมันก็จมลึกลงไปอีก
ฉึกกก!
โลหะสีดำแทงลึกเข้าไปในกล้ามเนื้อของเยียนม่อเสวียน
หลอมรวมเข้ากับกระดูกและเส้นเอ็นมากยิ่งขึ้น
พลังออร่าของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน
รุนแรงเสียจนท้องฟ้าส่งเสียงคำราม
ครืนนน...
ในบริเวณใกล้เคียง หนิงเจี้ยนลี่และเหล่าศิษย์หญิงต่างเบิกตากว้างก่อนจะกระอักเลือดออกมาเล็กน้อยเพียงเพราะถูกแรงกดดันนั้นกดทับ ส่วนผู้เฒ่าฮั่นที่อยู่ไกลออกไปแทบทรุดลงกับพื้น
เมื่อถูกคลื่นออร่าอันน่าสะพรึงนั้นปะทะเข้าเต็ม ๆ
‘น…นี่มันจิตสังหารอะไรกัน!?’
‘มันยังเพิ่มขึ้นได้อีกงั้นหรือ!?’
‘นี่มันยังเป็นระดับหลอมปราณอยู่จริงหรือ!?’
เขาก้มศีรษะลงด้วยความตกตะลึง
แทบไม่กล้าเชื่อสิ่งที่กำลังเห็น
ในขณะเดียวกันเยียนม่อเสวียนค่อย ๆ กางแขนออก
แสงสีแดงคล้ำเต้นระริกอยู่ใต้ผิวหนัง ราวกับมีโซ่หลอมเหลวกำลังเลื้อยอยู่ภายในร่างกาย
“ในเมื่อเจ้าดูถูกข้ามากถึงเพียงนี้...”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ ก่อนจะยกมือขวาขึ้นสู่ท้องฟ้า
ทันทีนั้นโซ่ทั้งหมดก็สั่นสะเทือน ราวกับสัตว์ร้ายนับพันกำลังตอบรับคำเรียกของเจ้านายแล้วพวกมันก็ระเบิดออก
ฉัววววววววว!!!
โซ่สีดำจำนวนมหาศาลพุ่งทะลุออกมาจากแผ่นหลัง
หัวไหล่
กระดูกสันหลัง
ซี่โครง
และแขนทั้งสองข้างของเยียนม่อเสวียน
ไม่ใช่เพียงสิบสาย
ไม่ใช่เพียงร้อยสาย
แต่มีนับร้อยเส้น
พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับเสาค้ำฟ้าสีดำ
จากนั้นพวกมันเริ่มบิดตัว
เริ่มหลอมรวม
เริ่มรวมศูนย์
รูม่านตาของหนิงเจี้ยนลี่หดเล็กลงทันที
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล
ราวกับมีบางสิ่งอัปมงคลกำลังจะถือกำเนิด
“นะ..นั่นมันอะไรกัน...?”
นางพึมพำด้วยเสียงสั่น
ทางด้านผู้เฒ่าฮั่นเองก็ยกมือกุมหน้าอก
ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“นั่น... นั่นมัน...!!!”
แม้แต่เขาก็ไม่อาจกล่าวสิ่งที่กำลังเห็นออกมาได้
ส่วนหลี่เฟิงกลับเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจ
เยียนม่อเสวียนกางแขนออกกว้าง ร่างกายค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ขณะที่โซ่สีดำมหาศาลบิดตัวอยู่เบื้องหลัง
เขาก้มมองหลี่เฟิงจากเบื้องบน มองชายผู้ยังคงสงบนิ่งไร้ความหวาดหวั่น
ก่อนจะตะโกนออกมาด้วยเสียงกึกก้อง ปลดปล่อยกระบวนท่าสุดท้ายของตน
“อสูรอสุราโซ่เหวลึก!!”
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น
ท้องฟ้าทั้งผืนก็พลันมืดลง
โซ่มหาศาลด้านหลังเยียนม่อเสวียนหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
ก่อเกิดเป็นวังวนขนาดยักษ์ ก่อนจะแปรสภาพเป็นอักขระมารมหึมา
ราวกับค่ายกลนรกที่ถูกสร้างขึ้นจากโลหะมีชีวิต
หมุนวนอยู่กลางฟากฟ้า แผ่กลิ่นอายแห่งความตายและความสิ้นหวังลงมาปกคลุมทั่วทั้งผืนป่า..
จากนั้นเงาร่างขนาดมหึมาก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นด้านหลังเยียนม่อเสวียน
เป็นภาพลวงตาของอสุรายักษ์ตนหนึ่ง
สูงตระหง่านราวกับสามารถค้ำจุนฟ้าดินได้
สามเศียร หกกรและในแต่ละกรนั้น ต่างถือหอกโซ่ขนาดมหึมาที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีแดงหลอมเหลว
เมื่อมันอ้าปากคำราม
เมฆบนท้องฟ้าก็สั่นสะเทือน
ฟ้าดินพลันมืดมิด
“ร๊าาาาาาาาาาาาาาาาาห์!!!”
เสียงคำรามกึกก้องสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี
แรงกดดันเพียงอย่างเดียว ก็เพียงพอทำให้หนิงเจี้ยนลี่ทรุดลงคุกเข่ากับพื้น
“นะ..นี่มัน...”
“นี่มันพลังระดับอะไรกันแน่?!”
นางกล่าวด้วยใบหน้าซีดเผือด
แม้แต่หลี่เฟิงเองยังอดประหลาดใจเล็กน้อยไม่ได้
แต่ในวินาทีต่อมาเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
ก่อนหันไปมองเยียนม่อเสวียนด้วยความตกใจ
“เจ้า...”
“กำลังใช้พลังชีวิตของตัวเองอยู่งั้นหรือ?”
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน
ว่าพลังชีวิตของเยียนม่อเสวียนกำลังร่อยหรอลงอย่างบ้าคลั่ง
ขณะที่ออร่าอันน่าสะพรึงนั้นยังคงพุ่งทะยานสูงขึ้นไม่หยุด
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น รอยยิ้มของเยียนม่อเสวียนก็กว้างขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ
“หึหึ...”
“นี่ก็แค่เทคนิคลับต้องห้ามสำหรับสังเวยชีวิตธรรมดา ๆ เท่านั้น”
เขาหัวเราะเบา ๆ
ก่อนยกนิ้วชี้ไปยังหลี่เฟิง
ดวงตาสีแดงโลหิตเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่งและความมุ่งมั่น
“...และด้วยสิ่งนี้”
“ข้าจะมอบคำตอบของข้าให้แก่เจ้า….”
ออร่าของอสุรายักษ์ด้านหลังปะทุขึ้นอีกครั้ง
ราวกับกำลังเตรียมปลดปล่อยการโจมตีสุดท้ายที่แลกมาด้วยชีวิตทั้งหมดของผู้ใช้
เยียนม่อเสวียนประกบฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกันอย่างแรง
อสุรายักษ์ด้านหลังก็เคลื่อนไหวตาม
แขนทั้งหกข้างประสานท่าทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
“....ประหารหมื่นโซ่!!!”
ฟ้าดินถล่มทลาย
ตูมมมมมมมมมมมม….!!!
โซ่นับหมื่นสายที่ใหญ่โตพอจะบดขยี้ขุนเขา พุ่งทะยานลงมาจากฟากฟ้าราวกับฝนดาวตกแห่งหายนะ
แต่ละสายห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีดำแดงที่คำรามลั่น
แต่ละสายอัดแน่นด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึง
ราวกับสามารถทำลายทุกชีวิตที่ขวางหน้าให้สูญสิ้น
และทุกสายต่างพุ่งเป้าไปยังบุรุษเพียงคนเดียว…หลี่เฟิง
อากาศฉีกขาด มิติเริ่มบิดเบี้ยวภายใต้พลังอันมหาศาลนั้น
หลี่เฟิงเงยหน้ามองการโจมตีที่กำลังถล่มลงมาจากท้องฟ้า
ภาพเบื้องหน้าราวกับวันสิ้นโลกกำลังมาเยือน
“...อันนี้สิ”
เขาพึมพำออกมาอย่างอดไม่ได้
“น่าประทับใจจริง ๆ”
เหนือศีรษะของเขา
มหาสายฝนแห่งโซ่เพลิงกำลังร่วงหล่นลงมา
อุณหภูมิโดยรอบพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
แม้แต่ท้องฟ้ายังดูราวกับกำลังพังทลายลงมา
โซ่เพลิงหมื่นสาย...
ตกลงสู่หลี่เฟิงในการโจมตีเพียงครั้งเดียวที่ราวกับจะล้างโลก
และเมื่อเห็นภาพอันน่าสะพรึงนั้น
หนิงเจี้ยนลี่ก็กรีดร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก
“ท่านศิษย์พี่!!!”
…
…
…
ในขณะเดียวกัน
หลี่เฟิงเพียงถอนหายใจเบา ๆ
ขณะมองเยียนม่อเสวียนผู้กำลังแผ่ออร่าชวนสะพรึงออกมา
พร้อมเงาอสุรายักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง
ดูเหมือนว่าหลังจากปลดปล่อยการโจมตีนี้ออกไป
เยียนม่อเสวียนจะต้องตายอย่างแน่นอน
เพราะพลังชีวิตทั้งหมดของเขากำลังถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น
แม้หลี่เฟิงจะไม่เคยสงสารศัตรู แต่เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นและความแน่วแน่เช่นนี้จากอีกฝ่าย เขาก็อยากตอบแทนด้วยความจริงจังเช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เฟิงก็กำหมัดแน่น
แสงสีเงินเริ่มรวมตัวขึ้นบนแขนของเขาอย่างช้า ๆ ดวงดาวทั้งห้าสิบสองดวงภายในร่างหลอมดารา ดูเหมือนจะรับรู้ถึงเจตนาของผู้เป็นนาย
พวกมันส่องสว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนจักรวาลขนาดย่อมภายในร่างของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า ร่างทั้งร่างอาบไปด้วยแสงสีเงิน
หลี่เฟิงเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะตั้งท่าชกอย่างเรียบง่าย
จากนั้นจึงปลดปล่อยกระบวนท่าสุดท้ายของตนด้วยพลังทั้งหมดที่มี
“หมัดดาราร่วงหล่น”
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น….
ตูมมมมมม!!!
เสาแสงสีเงินขนาดมหึมาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เข้าปะทะกับมหาสายฝนแห่งโซ่เพลิงที่กำลังร่วงหล่นลงมา
และในวินาทีที่ทั้งสองสัมผัสกัน…
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม….!!!
คลื่นแรงกดดันมหาศาลระเบิดออกไปทุกทิศทาง
ราวกับพายุเฮอริเคนกำลังอาละวาด
ต้นไม้ถูกถอนรากถอนโคน
พื้นดินระเบิดแตกกระจาย
ขุนเขาสั่นสะเทือน
แต่แล้วเสาแสงสีเงินกลับพุ่งทะลวงโซ่ทั้งหมด
ราวกับกำลังฉีกกระดาษเปื่อย ๆ
ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งมันได้
มันพุ่งตรงขึ้นไป
มุ่งหน้าสู่อสุรายักษ์บนท้องฟ้า
...
เยียนม่อเสวียนมองภาพนั้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มขื่นขม
แม้จะสังเวยทุกอย่างแล้ว แม้จะเผาผลาญพลังชีวิตทั้งหมด
บังคับโซ่ทุกเส้นในร่างกายให้ทำงานเกินขีดจำกัด
ทำลายร่างกายที่เหลืออยู่จนแทบไม่เหลือชิ้นดี
แม้จะปลดปล่อยการโจมตีที่ตั้งใจจะลากศัตรูลงนรกไปด้วยกัน
มันก็ยังไม่พอ
ไม่ใกล้เคียงเลยแม้แต่น้อย
เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ
เลือดสายหนึ่งไหลออกจากมุมปาก
“...อา...”
“สมแล้ว...”
“สัตว์ประหลาดจริง ๆ...”
ขณะที่แสงสีเงินสาดส่องมาถึงตัวเขา
มันก็เริ่มกลืนกินร่างของเขาอย่างช้า ๆ
เริ่มจากปลายแขน ไต่ขึ้นมาตามแขนขาแผ่กระจายผ่านหน้าอก
ค่อย ๆ กลืนกินร่างกายทั้งหมด
ภายในแสงสว่างอันเจิดจ้านั้น
กาลเวลาราวกับเชื่องช้าลง
ภาพตรงหน้าของเยียนม่อเสวียนพร่าเลือน
ร่างกายเริ่มสั่นไหวและเศษเสี้ยวของตัวตนเขา
ก็ค่อย ๆ สลายกลายเป็นละอองแสงทีละน้อย…
แต่กระนั้น...แววตาของเขากลับอ่อนลง
ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว หากเป็นเพราะการยอมรับชะตากรรม
ขณะที่แสงสีเงินค่อย ๆ กลืนกินร่างของเขาจนหมดสิ้น
เยียนม่อเสวียนก็เอ่ยกระซิบประโยคสุดท้ายออกมาอย่างแผ่วเบา
“...ช่างเป็นชีวิตที่... สูญเปล่าสิ้นดี...”
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม…!!!
แสงสว่างเจิดจ้าระเบิดขึ้นกลางท้องฟ้า
ฟ้าดินสั่นสะเทือน
ดวงอาทิตย์สีเงินขนาดมหึมาราวกับถือกำเนิดขึ้นกลางเวหา
ความสว่างอันไร้ขอบเขตแผ่กระจายออกไป
กลืนกินทุกสิ่งที่อยู่โดยรอบ
เปรี๊ยะ!
เสาแสงแห่งความเจิดจ้าสายหนึ่งพุ่งทะลุร่างอสุราที่แตกสลาย
ทะยานขึ้นสูงยิ่งกว่าเดิม
พุ่งตรงขึ้นไปสู่ชั้นฟ้า
ราวกับต้องการเจาะทะลวงสวรรค์ทั้งเก้า
ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งมันได้
ไม่มีสิ่งใดต้านทานมันได้
แม้แต่เมฆหมื่นลี้ก็ถูกฉีกกระจายจนหมดสิ้น
เมื่อแสงสว่างค่อย ๆ เลือนหาย ท้องฟ้ากลับคืนสู่ความเงียบงัน
ปลอดโปร่ง ไร้เมฆแม้แต่ก้อนเดียว ราวกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงความฝัน
และเยียนม่อเสวียนก็หายไปแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของร่องรอย
ไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้มาก่อน
เหลือเพียงความเงียบที่ปกคลุมทั่วทั้งผืนป่าและสายลมที่พัดผ่านอย่างแผ่วเบา...