เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 195 อสูรอสุราโซ่เหวลึก เยียนม่อเสวียน

บทที่ 195 อสูรอสุราโซ่เหวลึก เยียนม่อเสวียน

บทที่ 195 อสูรอสุราโซ่เหวลึก เยียนม่อเสวียน


หนิงเจี้ยนลี่ที่กำลังกอดศีรษะของหลี่เฟิงไว้แน่น กะพริบตาปริบ ๆ อย่างสับสน

อีกครั้งแล้ว...

ทิวทัศน์รอบตัวเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเสียจนนางแทบไม่ทันได้ตั้งตัว

แต่เมื่อมองเห็นสภาพความพินาศรอบด้าน หนิงเจี้ยนลี่ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ครั้งนี้หลี่เฟิงคงช่วยชีวิตนางและเหล่าศิษย์พี่น้องหญิงเอาไว้อีกแล้ว

“ข...ขอบคุณท่านศิษย์พี่อีกครั้งเจ้าค่ะ...”

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งจากใจ

หลี่เฟิงเพียงยิ้มให้พลางเหลือบมองนาง

“ไม่เป็นไรหรอก ตราบใดที่ข้ายังอยู่ ข้าจะปกป้องพวกเจ้าทุกคนเอง”

เขายิ้มอย่างมีเสน่ห์ มุมปากยกขึ้นเผยให้เห็นฟันขาวสะอาด

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หนิงเจี้ยนลี่ก็นิ่งเงียบไป

จากนั้นนางก็พลันนึกถึงสิ่งที่เยียนม่อเสวียนเคยพูดเกี่ยวกับหลี่เฟิง...

เรื่องที่ว่าเขาดูเหมือนจะต้องการฝึกบำเพ็ญคู่กับพวกนาง

และยิ่งหลี่เฟิงช่วยชีวิตนางมาหลายต่อหลายครั้ง ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณในใจก็ยิ่งทับถมมากขึ้นเรื่อย ๆ

ทว่าแทนที่จะรู้สึกยินดี หนิงเจี้ยนลี่กลับรู้สึกแน่นอึดอัดอยู่ในอก

สีหน้าของนางค่อย ๆ หม่นลงเล็กน้อย

เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่เฟิงก็ขมวดคิ้วมองนางอย่างสงสัย ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

‘หรือว่านางยังโดนพิษอยู่?’ เขาคิดในใจ

สิ่งที่หลี่เฟิงไม่รู้ก็คือ ศิษย์ของสำนักกระบี่สวรรค์นั้นเป็นคนที่เด็ดขาดอย่างยิ่ง

เนื่องจากได้รับการอบรมมาตั้งแต่วัยเยาว์ คนส่วนใหญ่จึงไม่ชอบติดค้างบุญคุณผู้อื่น... หรือแม้แต่ความแค้นก็ตาม

เมื่อเป็นหนี้ใครสักคน พวกเขาจะพยายามตอบแทนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

มิฉะนั้น มันจะกลายเป็นปมค้างคาในใจ คอยรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายธรรมะจำนวนมากชื่นชอบสำนักกระบี่สวรรค์ ขณะที่ฝ่ายมารกลับไม่ค่อยถูกชะตาด้วยนัก เพราะคนของสำนักนี้สุดโต่งเกินไป ไม่ว่าจะในด้านความคิดหรือการกระทำ

หนิงเจี้ยนลี่กัดริมฝีปากแน่น ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้แล้ว

ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความแน่วแน่

ในฐานะศิษย์ของสำนักกระบี่สวรรค์ เมื่อใดที่ตัดสินใจแล้ว พวกเขาจะลงมือทำทันที เพราะถูกฝึกมาให้เด็ดเดี่ยวเช่นนั้น

หนิงเจี้ยนลี่ค่อย ๆ โน้มตัวเข้าไปใกล้ข้างหูของหลี่เฟิง ก่อนกระซิบเสียงเบา

“...ท่านศิษย์พี่ หากท่านต้องการบำเพ็ญคู่กับข้า... ข้าก็... ไม่ได้รังเกียจเจ้าค่ะ หลังจากเรื่องนี้จบลง...”

นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พร้อมขยับร่างเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น หลี่เฟิงก็กะพริบตาปริบ ๆ อย่างงุนงง

‘หืม? ข้าเคยพูดตอนไหนว่าต้องการบำเพ็ญคู่?’

จากนั้นเขาหันกลับไปมอง และเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสำนึกบุญคุณและความจริงจังของหนิงเจี้ยนลี่

ขณะที่กำลังจะอธิบายให้เข้าใจ ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

‘เดี๋ยวก่อน... นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะลองดูสักครั้ง...’

หลี่เฟิงคิดว่า บางทีเขาควรลองบำเพ็ญคู่สักครั้ง เพื่อดูว่ามันได้ผลดีจริงหรือไม่

ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยลอง เพราะในตอนแรก การขอเสพสุขทางโลกจากเหล่าเซียนสาวผ่านร่างมนุษย์ของพวกนางนั้นง่ายกว่าการขอบำเพ็ญคู่มาก

เท่าที่เขาเข้าใจ การเสพสุขทางโลกกับการบำเพ็ญคู่นั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

อย่างแรกเป็นเพียงการปล่อยตัวตามกิเลสผ่านร่างมนุษย์ของอีกฝ่าย

แต่อย่างหลังจำเป็นต้องเชื่อมโยงพลังวิญญาณ เปิดรากฐานแห่งการบำเพ็ญให้แก่กัน ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดเผยตัวตนทั้งหมดให้อีกฝ่ายรับรู้

แน่นอนว่า สิ่งที่หลี่เฟิงสนใจมีเพียงความสุขทางโลกเท่านั้น

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยคิดจริงจังเกี่ยวกับการบำเพ็ญคู่มาก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา ระดับพลังของเขาก็ก้าวหน้าอย่างมั่นคงอยู่แล้ว

หากไปขอบำเพ็ญคู่กับเหล่าเซียนสาวเหล่านี้แต่แรก คงมีแต่จะทำให้การเสพสุขทางโลกผ่านร่างมนุษย์ของพวกนางยุ่งยากซับซ้อนขึ้น

แต่ตอนนี้...ในเมื่อมีคนเสนอตัวให้ถึงที่ หากเขาปฏิเสธก็คงโง่เกินไปหน่อย

หลี่เฟิงจึงยิ้มให้หนิงเจี้ยนลี่ โดยไม่ได้พูดอะไรออกมา

..

..

‘แปลก... แปลกเกินไป... แปลกชะมัด’

เยียนม่อเสวียนขมวดคิ้วพลางจ้องมองหลี่เฟิง

ใบหน้าที่ยุบเละและกรามที่แตกหักของเขากำลังสมานตัวกลับคืนอย่างรวดเร็ว สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าบาดแผลฟื้นฟูขึ้นทุกวินาที

แต่จิตใจของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับความเจ็บปวดเลย

ความคิดทั้งหมดกำลังวนเวียนอยู่กับหลี่เฟิง

ทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าหมอนี่ช่างประหลาดเหลือเกิน

เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหลี่เฟิงอยู่เพียงระดับหลอมปราณขั้นที่แปดเท่านั้น

อ่อนแอ...

ไร้ความสำคัญ...

แต่ถึงอย่างนั้น...

‘ความเร็วของเขา... พละกำลังของเขา... ไม่มีอย่างไหนสมเหตุสมผลเลย’

เยียนม่อเสวียนขมวดคิ้วลึกขึ้น พลางวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น

สายตามองหลี่เฟิงที่กำลังค่อย ๆ วางเหล่าศิษย์หญิงลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล

จากนั้นสายตาของเขาก็กวาดมองร่างกายอันกำยำเกินมนุษย์ของหลี่เฟิง

กล้ามเนื้อทุกส่วนสมบูรณ์แบบราวกับถูกสลักขึ้นจากสวรรค์

เส้นสายแต่ละมัดอัดแน่นไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับขุนเขายักษ์ที่กดทับลงบนตัวเขา

‘เขาต้องเป็นผู้บำเพ็ญสายขัดเกลาร่างกายแน่... แต่ข้าไม่เคยเห็นพละกำลังที่เกินจริงถึงเพียงนี้มาก่อน’

เยียนม่อเสวียนรู้ดีว่าผู้บำเพ็ญสายขัดเกลาร่างกายนั้นมีพลังทางกายภาพมหาศาล

แต่เขาก็รู้ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดของเส้นทางนี้เช่นกัน

การยกระดับแต่ละขั้นของการขัดเกลาร่างกายนั้นยากเย็นและเชื่องช้ากว่าการยกระดับพลังบำเพ็ญหลายเท่า

ยิ่งไปกว่านั้น หากอาศัยเพียงพละกำลังดิบก็สามารถข้ามขั้นต่อสู้ได้ง่าย ๆ เช่นนี้

คนทั้งโลกคงเลือกเดินเส้นทางนี้ไปแล้ว

แต่ความจริงกลับไม่ใช่เช่นนั้น

และต่อให้หลี่เฟิงเป็นอัจฉริยะเพียงใด

มันก็ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมหมัดของเขา...

หมัดที่เยียนม่อเสวียนมองออกอย่างชัดเจนว่ากำลังยั้งมืออยู่...

จึงทำให้เขารู้สึกราวกับความตายกำลังเฉียดผ่านลำคอทุกครั้งที่ถูกชก

ขณะที่ความคิดหมุนวนราวกับเครื่องจักรที่ทำงานหนักเกินขีดจำกัด

จู่ ๆ ความจริงบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในหัว

‘อา... คำตอบง่ายดายขนาดนี้ เหตุใดข้าถึงเพิ่งนึกออก?’

ดวงตาของเขาพลันสว่างวาบ

‘เว้นเสียแต่ว่า... เขาจะมีร่างพิเศษเหมือนข้า’

แต่ทันทีที่คิดเช่นนั้น หัวใจของเยียนม่อเสวียนก็สั่นสะท้าน

‘ไม่... ไม่ใช่แค่เหมือนข้า ร่างพิเศษของเขาต้องน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าของข้าหลายเท่า’

เยียนม่อเสวียนอดตกตะลึงกับข้อสรุปของตัวเองไม่ได้

เขารู้ดีว่าผู้ที่ถือกำเนิดมาพร้อมร่างพิเศษนั้นหาได้ยากเพียงใด

ในคนล้านคนอาจไม่มีแม้แต่คนเดียวและตัวเขาเองก็เป็นผู้ครอบครองร่างพิเศษที่เคยทำให้ทั้งสำนักแทบตกอยู่ในความโกลาหลมาแล้ว

มีผู้คนมากมายที่ต้องการสังหารเขา...

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกไม่น้อยที่ต้องการปกป้องเขา

เพราะทุกคนต่างเข้าใจว่า ด้วยคุณลักษณะของร่างพิเศษที่เขาครอบครอง

เมื่อทะลวงสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้สำเร็จ เขาจะกลายเป็นยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่โดยแท้จริง

แม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุด ผู้เป็นอาจารย์ของเขาก็วางแผนจะผลักดันเขาให้กลายเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ หลังจากการเดินทางครั้งนี้สิ้นสุดลง

แต่ตอนนี้...เขากลับมีลางสังหรณ์ว่าร่างพิเศษของหลี่เฟิงเหนือกว่าของตน

ไม่ใช่เหนือกว่าเพียงเล็กน้อยแต่เหนือกว่าอย่างท่วมท้น

ทว่าหากฝ่ายธรรมะมีศิษย์อัจฉริยะระดับสัตว์ประหลาดเช่นนี้อยู่จริง

ชื่อเสียงของเขาควรจะแพร่กระจายไปทั่วแล้ว

แต่เยียนม่อเสวียนกลับไม่เคยได้ยินชื่อหลี่เฟิงมาก่อน

‘...เจ้านี่ต้องเป็นอัจฉริยะลับของฝ่ายธรรมะแน่ ข้าควรไปหาศิษย์พี่ม่อเสียก่อน หากมีพวกเราสองคน บางทีอาจกำจัดต้นกล้านี้ได้ก่อนที่มันจะเติบโต...’

ในที่สุดเยียนม่อเสวียนก็มาถึงข้อสรุปที่ชัดเจน

เขาต้องล่าถอยก่อนแล้วค่อยกลับมาพร้อมกำลังเสริม

แต่ถึงอย่างนั้น...

“เฮ้ เจ้ายิ้มโง่อะไรอยู่?”

เสียงของหลี่เฟิงดังขึ้นอย่างสบาย ๆ

เขาเดินเข้ามาช้า ๆ พลางจ้องมองใบหน้าที่ยิ้มกว้างของเยียนม่อเสวียน

ตอนนั้นเองเยียนม่อเสวียนจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า

ตนเองกำลังยิ้มจนมุมปากแทบฉีกถึงใบหูอยู่แล้ว...

เยียนม่อเสวียนรีบเก็บรอยยิ้มบนใบหน้า ก่อนเงยหน้ามองหลี่เฟิง

เขาควรถอย...

ใช่แล้ว ควรถอยก่อน

แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อยากรู้เช่นกันว่าระหว่างร่างพิเศษของพวกเขา ใครจะเหนือกว่ากัน

เขาไม่เคยต่อสู้กับผู้ที่มีร่างพิเศษเหมือนตนมาก่อน

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่ดูเหมือนจะมีร่างพิเศษเหนือกว่าเขาเสียอีก

“ขออภัยด้วย”

เยียนม่อเสวียนกล่าวพร้อมรอยยิ้มสงบนิ่ง

“ข้าแค่... ตื่นเต้นไปหน่อย”

หลี่เฟิงหยุดอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ก่อนหมุนไหล่คลายกล้ามเนื้ออย่างเกียจคร้าน

เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

เสียงข้อต่อดังลั่นราวกับก้อนหินยักษ์บดขยี้เข้าหากัน

เพียงเสียงนั้นก็ทำให้อากาศโดยรอบสั่นสะเทือนเล็กน้อย

“ตื่นเต้นงั้นหรือ?”

หลี่เฟิงกล่าวพลางกวาดสายตามองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มมุมปาก

“หน้าของเจ้าเพิ่งถูกข้าซัดจนยับเหมือนแป้งโดนคลึงแท้ ๆ ยังจะยิ้มได้อีก”

“พวกผู้บำเพ็ญมารนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ”

เยียนม่อเสวียนไม่ได้ใส่ใจกับคำเย้ยหยันนั้น

เขาค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ ปรับลมปราณให้มั่นคง

แม้กระดูกทั่วร่างยังคงปวดระบมจากหมัดก่อนหน้า

แต่ในดวงตาของเขากลับลุกโชนด้วยความคาดหวังอันแปลกประหลาด

ความคาดหวังที่เกือบจะดูคลุ้มคลั่ง

“เพราะมันหาได้ยาก”

เยียนม่อเสวียนยอมรับ พร้อมส่งสายตาที่มีนัยบางอย่าง

“ที่จะได้พบคนอย่างเจ้า...”

หลี่เฟิงเอียงศีรษะเล็กน้อย

คำพูดของอีกฝ่ายฟังดูเหมือนกำลังสื่ออะไรบางอย่าง

แต่สุดท้ายเขาก็ขี้เกียจคิดต่อ

ทว่า...ก่อนที่เยียนม่อเสวียนจะได้พูดอะไรเพิ่มเติม

หลี่เฟิงก็หายวับไปจากจุดเดิม

ฟุ่บ!

ลมกระโชกรุนแรงพุ่งกระแทกหน้าอกของเยียนม่อเสวียนในชั่วพริบตาถัดมา

รูม่านตาของเขาหดเล็กลงทันที เพราะหลี่เฟิงได้พุ่งมาถึงตรงหน้าแล้ว

มือข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อของเขาเอาไว้กลางประโยค

“รู้อะไรไหม?”

หลี่เฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว”

จากนั้น….

ตูมมมมม!!

เขาฟาดร่างของเยียนม่อเสวียนลงสู่พื้นอย่างรุนแรง

พื้นดินยุบตัวกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ในทันที

ฝุ่นควันระเบิดกระจายออกทุกทิศทาง

แม้แต่ต้นไม้โดยรอบยังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจากแรงกระแทก

แต่...เยียนม่อเสวียนไม่ได้ร้องโอดโอยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้ามเขากลับหัวเราะออกมา

“...ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”

เสียงหัวเราะหยาบกระด้างและบ้าคลั่งดังก้องออกมาจากก้นหลุม

ราวกับคนเสียสติที่เพิ่งค้นพบบางสิ่งที่ทำให้ตนตื่นเต้นจนถึงขีดสุด...

“ใช่... ใช่แล้ว! นี่แหละ!”

เยียนม่อเสวียนกระอักเลือดออกมา แต่กลับยิ้มกว้างราวกับคนเสียสติ ขณะเงยหน้ามองหลี่เฟิงที่กำลังก้มมองเขาด้วยสายตาเย็นชา

“แรงกดดันเช่นนี้... ความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกเช่นนี้...”

“ข้ารู้อยู่แล้ว!”

“เจ้าเป็นเหมือนข้า... เหมือนกันจริง ๆ!”

“พวกเราเหมือนกันเสียจนน่าหวาดกลัว!”

หลี่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย มองชายคลุ้มคลั่งที่ยังหัวเราะทั้งที่บาดเจ็บสาหัสด้วยสายตาแปลกประหลาด

‘อัจฉริยะฝ่ายมารพวกนี้ไม่กลัวตายกันจริง ๆ หรืออย่างไร?’

เขาอดนึกถึงเสิ่นเจียไม่ได้แล้วก็มาถึงเจ้านี่

คนหนึ่งเอาแต่ยั่วโมโหเขาทั้งที่กำลังโดนอัดจนน่วม

ส่วนอีกคนกลับหัวเราะและยิ้มราวกับคนบ้า ทั้งที่เลือดยังไหลออกจากปากไม่หยุด

จากนั้นเขาก็เห็นเยียนม่อเสวียนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน

ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายร้อนแรงราวกับคนที่กำลังตกอยู่ในอาการคลั่ง

หลี่เฟิงหรี่ตาลง ในที่สุดเขาก็เริ่มรำคาญเจ้านี่จริง ๆ

“มาจบเรื่องตลกนี่กันเถอะ”

เขาแค่นเสียงเยาะ

พร้อมเตรียมปิดฉากทุกอย่างในการโจมตีครั้งถัดไป

กล้ามเนื้อแขนของเขาปูดโปนขึ้นอย่างชัดเจน

แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวค่อย ๆ แผ่กระจายออกจากร่าง

เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารนั้น

เยียนม่อเสวียนกลับยิ้มออกมา

“เจ้าพูดถูก...”

ทันใดนั้น….

กริ๊ง...

กริ๊ง...

กริ๊ง...

เสียงโลหะกระทบกันแผ่วเบาดังสะท้อนก้องไปทั่วป่า

โซ่สีดำสนิทสายแล้วสายเล่าเลื้อยออกมาจากใต้แขนเสื้อของเยียนม่อเสวียน

พวกมันดูมืดมนและน่าขนลุกอย่างยิ่ง

บนผิวโซ่สลักอักขระเพลิงเอาไว้ทั่วทั้งเส้น

อักขระเหล่านั้นเต้นกระเพื่อมราวกับหัวใจที่กำลังสูบฉีดเลือด

โซ่พันรอบแขนของเขาเหมือนอสรพิษที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล

สั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับมีชีวิต

จากนั้น…

แคร้ง!!

แคร้ง!!

แคร้ง!!

เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่น

โซ่อีกหลายสายพุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมา

เคลื่อนที่รวดเร็วราวสายฟ้า

พุ่งเข้าหาเยียนม่อเสวียนจากทุกทิศทาง

ในพริบตาเดียว มันก็พันรัดลำตัว แขน ขา และลำคอของเขาเอาไว้

อักขระบนโซ่สว่างวาบเป็นสีแดงเลือด

ราวกับมีเหล็กหลอมเหลวไหลเวียนอยู่ภายใน

เยียนม่อเสวียนแอ่นร่างขึ้น

พลังวิญญาณมหาศาลปะทุออกจากตัว

“อ๊ากกกกก…..!!”

พื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกกระจาย

เพราะโซ่เหล่านั้นไม่ได้เพียงแค่พันธนาการเขา...

แต่มันกำลังหลอมรวมเข้ากับร่างกายของเขา

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

โลหะสีดำแทงทะลุผิวหนัง

ก่อนจะจมลึกเข้าไปในเนื้อหนังอย่างไร้รอยต่อ

เกราะสีดำเข้มที่เต็มไปด้วยหนามแหลมค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นบนหัวไหล่และหน้าอก

ประกบเข้าหากันอย่างแน่นหนา

ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมาตั้งแต่กำเนิด

กร๊อบ!

กร๊อบ!

เสียงกระดูกและโลหะขยับตัวดังลั่น

หนามแหลมจำนวนมากงอกยื่นออกจากเกราะ

เงาร่างของเยียนม่อเสวียนขยายใหญ่ขึ้น

หนาขึ้น หนักแน่นขึ้น และดุดันกว่าที่เคยหลายเท่า

ทันใดนั้นคลื่นจิตสังหารอันรุนแรงและกดดันถึงขีดสุดก็ระเบิดออกจากร่างของเขา

กวาดผ่านผืนป่าทั้งผืนราวกับพายุโลหิต

ต้นไม้สั่นสะท้าน

ใบไม้ปลิวว่อน

สัตว์อสูรในบริเวณต่างพากันหลบหนีด้วยความหวาดกลัว

ราวกับมีอสูรโบราณตนหนึ่งกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล...

ใบไม้รอบด้านถูกแรงกดดันฉีกกระชากออกจากกิ่ง

หมุนวนขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับพายุ

ก่อนจะลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านกลางอากาศ

“หืม?”

หลี่เฟิงหยุดชะงัก

สายตาจับจ้องไปยังร่างของเยียนม่อเสวียนที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ชายตรงหน้ากลายเป็นสัตว์ประหลาดโดยสมบูรณ์

ร่างกายสูงใหญ่ขึ้นอย่างมหาศาล

สูงตระหง่านเหนือเขา

พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากร่างนั้นอย่างต่อเนื่อง

รุนแรงเสียจนอากาศโดยรอบดูราวกับกำลังลุกไหม้

แม้แต่หลี่เฟิงยังต้องเงยหน้าขึ้น

จึงจะมองเห็นร่างทั้งหมดของอีกฝ่ายได้

กร๊อบ!

กร๊อบ!

เสียงแตกหักดังขึ้นอย่างช้า ๆ

บนศีรษะของเยียนม่อเสวียน

เขาโลหะสีดำเข้มคู่หนึ่งค่อย ๆ งอกออกมา

มันวาวเย็นราวกับหล่อขึ้นจากเหล็กศักดิ์สิทธิ์

ในขณะเดียวกันดวงตาสีแดงโลหิตของเขาก็เปิดขึ้นอย่างช้า ๆ

ก่อนจะส่งยิ้มให้หลี่เฟิง

รอยยิ้มที่ดูชั่วร้ายและน่าหวาดหวั่น

“...เจ้าพูดถูก”

เยียนม่อเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“มาจบเรื่องตลกอันยืดเยื้อนี้กันเถอะ... ดีหรือไม่?”

มุมปากของเขายกขึ้น

เผยรอยยิ้มดุจปีศาจจากขุมนรก

ขณะที่พลังอันบ้าคลั่งยังคงทะยานสูงขึ้นไม่หยุด...

จบบทที่ บทที่ 195 อสูรอสุราโซ่เหวลึก เยียนม่อเสวียน

คัดลอกลิงก์แล้ว