เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 ฉันไม่ใช่สวะ

บทที่ 1 ฉันไม่ใช่สวะ

บทที่ 1 ฉันไม่ใช่สวะ


[SC] บทที่ 1 ฉันไม่ใช่คนขี้แพ้

ที่ภูเขาซงนาน ยอดมงกุฎของเหล่าภูผา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมายเลข 1 แห่งแดนสวรรค์

มีคนกล่าวว่าผู้ฝึกตนหลายหมื่นคนหลบซ่อนอยู่ในภูเขาแห่งนี้

บริเวณเชิงเขาห่างจากจุดชมวิวไม่ไกลนัก ชายที่มีหนวดเครากำลังยืนอยู่ที่เบื้องหน้าของหลุมศพไร้นามแห่งหนึ่ง

ถ้าเกิดมีใครสักคนที่มีความรู้เรื่องฮวงจุ้ยมาเห็นเข้า เชื่อเลยว่าเขาคนนั้นจะต้องตื่นตะลึงอย่างแน่นอนที่ได้เห็นฮวงจุ้ยของสุสานแห่งนี้

คนบ้าแบบไหนกันที่เลือกที่แบบนี้เป็นสุสานกันนะ?

"ปู่ หลานมาเยี่ยมแล้ว" ชายคนนั้นพูดก่อนจะโค้งคำนับด้วยความเคารพไปที่หลุมศพไร้นามแห่งนั้น

ชื่อของเขาคือซิงเฉิง ตอนนี้อายุได้ 26 ปี สูง 180 เซนติเมตร มีลักษณะท่าทางและหน้าตาที่ดูหล่อเหลา

หลังจากทำความเคารพเสร็จ ชายหนุ่มก็เท ‘ซวีเฟิง 375’ (เหล้าจีน) ลงไปที่เบื้องหน้าหลุมศพของปู่ ที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะว่าตาแก่ของเขาชอบดื่มเหล้าเป็นอย่างมาก เมื่อก่อนแกต้องดื่นอย่างน้อย 1 ขวดทุกวัน

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ซิงเฉิงต้องออกไปจากดินแดนโบราณของราชวงศ์ที่ 13 แห่งนี้ ตอนนี้เขาก็มีโอกาสได้กลับมาอีกจนได้

เมื่อ 2 ปีก่อน ซิงเฉิงพึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ระหว่างนั้นปู่ของเขาก็ได้จากไปด้วยวัย 81 ปี ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็ไม่ได้ไปเยี่ยมปู่เลยแม้แต่น้อย ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าก่อนหน้านั้นปู่ของซิงเฉิงเคยบอกไว้ว่าถ้ายังไม่ครบ 2 ห้ามกลับมา

นี่จึงทำให้ซิงเฉิงจำใจต้องทำตามคำสั่งปู่ เขาตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ได้พบเห็นเหตุการณ์มากมาย เสี่ยงตายก็หลายครั้ง และในที่สุด วันนี้ก็มาถึง

"ปู่ พรุ่งนี้ผมจะเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ ไว้ตรุษจีนจะกลับมาเยี่ยมใหม่ รักษาตัวด้วยนะครับ" ซิงเฉิงพูดขณะที่กำลังทำความสะอาดหลุมศพ

อันที่จริงเขายังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากจะถามปู่ของเขา แต่ตอนนี้ปู่ก็ตายไปแล้ว เพราะงั้นคำถามที่ว่าก็คงจะไม่มีวันได้รับคำตอบ...

แต่ก่อน ซิงเฉิงจำความได้ว่าเขาไม่ใช่คนเมืองซีอาน ปู่เป็นคนพาเขามาอยู่ที่นี่ตอน 4 ขวบ ส่วนเรื่องที่ว่าเขามาจากไหน พ่อและแม่เป็นใครนั้น เรื่องพวกนี้ชายหนุ่มไม่รู้เลยแม้แต่น้อย

ตอนเด็ก ๆ ซิงเฉิงเคยถามเรื่องพวกนี้ แต่ปู่ของเขาก็บอกปัด และพูดเพียงแค่ว่าพอถึงเวลาแล้วก็จะรู้เอง

เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ซิงเฉิงก็ตัดสินใจบอกลาหลุมศพของปู่ก่อนจะเดินจากไป

ถึงแม้ว่าเขาพึ่งจะมาที่เมืองแห่งนี้ไม่นาน แต่ตัวซิงเฉิงก็คิดว่าพรุ่งนี้เขาคงต้องออกเดินทางต่อแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น… เขาต้องไปหาใครบางคนเสียก่อน

หลังจากซิงเฉิงคล้อยหลังไปไม่นาน ชายลึกลับสองคนที่แอบมองอยู่ในป่าก็ค่อย ๆ ออกมาจากที่ซ่อนอย่างช้า ๆ

"หัวหน้า ไม่ไปพบเขาจะดีเหรอครับ?" ชายร่างสูงที่สายตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร พูดกับชายวัยกลางคนข้างกายด้วยความเคารพ

ชายวัยกลางคนที่สวมรองเท้าลินินก้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยและเส้นผมที่เริ่มแซมขาวนิด ๆ และแม้ว่าจะเขาจะยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม หากแต่บรรยากาศรอบตัวของชายวันกลางคนผู้นั้นกลับทำให้คนรอบข้างรู้สึกข้างหวาดกลัว เขาเหลือบตามองไปในทิศทางทางที่ซิงเฉิงจากไป ก่อนจะหันกลับไปมองที่หลุมศพข้าง ๆ

"ปล่อยให้เขาไปเถอะ ฉันละอยากจะรู้จริง ๆ ว่าชายคนนั้นสร้างสัตว์ประหลาดแบบไหนออกมา" ชายวัยกลางคนหัวเราะเยาะ

ใช้เวลาราว ๆ 20 นาทีตั้งแต่เดินลงจากตีนเขามาถึงถนน แต่ก่อนที่ซิงเฉิงจะได้ออกไปจากเขา ชายหนุ่มก็โดนคนแปลกหน้า 3 คนขวางเอาไว้

"ไอ้หนุ่ม มอบสิ่งนั้นมาให้พวกข้าซะ ! แล้วเราจะปล่อยแกไป" ชายที่คาดว่าน่าจะเห็นหัวโจกของกลุ่มพูดพร้อมกับโยนมีดในมือไปมา

"จากเสฉวนถึงซินเจียง จากซินเจียงถึงชิงไห่ จากชิงไห่ถึงซีอาน นี่พวกแกไม่เหนื่อยเลยรึไง?" ซิงเฉิงหัวเราะออกมา เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอ หากแต่ไม่ว่าเขาจะไปไหน เจ้าพวกนี้มันก็ตามมาตลอด

"อย่ามาเล่นลิ้น แกรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น!"

ซิงเฉิงถอนหายใจ "ก็บอกไปตั้งกี่รอบแล้ว ว่าฉันไม่ได้เอาอะไรมาจากตระกูลซ่ง ทำไมไม่เชื่อกัน? นี่พวกแกเคยเชื่อใจคนอื่นมั่งไหมเนี่ย? "

"ดูท่าคงคุยไม่รู้เรื่องสินะ!" ชายที่เป็นหัวโจกคนนั้นพูดอย่างเกรี้ยวกราด

ซิงเฉิงรู้สึกเบื่อที่จะพูดต่อแล้ว เขาเลยคิดที่จะตัดบท "งั้นก็เข้ามาเลย ถ้ามั่นใจมากนักละก็"

ว่าแล้วทั้งสามก็พุ่งเข้าหาซิงเฉิงในทันที

"คิดว่าฉันคนนี้อ่อนแอมากสินะ?" มุมปากของซิงเฉิงยกขึ้นเล็กน้อย ถ้าไม่เพราะปู่ของเขาเคยเตือนไว้ ป่านี้ซิงเฉิงคงจะจัดการพวกคนที่ตามราวีเขาไปนานแล้ว

แล้วตอนนี้ชายหนุ่มเหมือนได้รับการปลดปล่อย เพราะฉะนั้นตัวเขาเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยั้งมืออีกต่อไป ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคนเราโดนดูถูกมากเข้า คนอื่น ๆ ก็จะพาลคิดเอาได้ว่าคนคนนั้นเป็นพวกคนขี้แพ้

เมื่อหนึ่งใน 3 คนนั้นเข้ามาถึงเบื้องหน้าของชายหนุ่ม ซิงเฉิงก็เตะเข้าไปที่ข้อมือของฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ ก่อนจะแย่งมีดในมือของชายคนนั้นมา และแทงเข้าไปที่ต้นขาของคู่ต่อสู้ในทันที

อีกสองคนที่เหลือเข้ามาถึงตัวของซิงเฉิงแล้ว เขาตัดสินใจหลบการโจมตีต่อเนื่องอย่างใจเย็น พร้อม ๆ ไปกับการหาจังหวะสวนกลับ

“ผัวะ!” ซิงเฉิงต่อยสวนกลับไปที่อกซ้ายของอีกฝ่าย หมัดนั่นแรงเสียจนทำให้กระดูกซี่โครงของชายคนนั้นหักไป 2 ซี่ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเปลี่ยนเป้าหมายด้วยการกระโดดแทงเข่าใส่ชายอีกคนที่อยู่ข้าง ๆ อย่างรวดเร็ว

ในขณะที่คนทางขวาล้มลงไป ก็ราวกับว่าซิงเฉินมีตาหลัง ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างด้านหลัง ตัวเขาตัดสินใจหมุนหลบ ก่อนจะหันกลับไปคว้าข้อมือของชายอีกคนที่กำลังจะใช้มีดเข้ามาทำร้าย

ซิงเฉิงแย่งมีดออกมา ก่อนจะใช้มันแทงสวนกลับเข้าไปที่ไหล่ซ้าย และปิดท้ายการโจมตีด้วยการส่งหมัดเข้าไปที่แก้มขวาจนอีกฝ่ายสลบไปในทันที ซึ่งตัวซิงเฉิงเอง เขาไม่ได้ตัดสินใจหยุดเพียงแค่นี้ ชายหนุ่มดึงมีดออกมาแล้วแทงเข้าไปที่ไหล่อีกข้างหนึ่งด้วยเช่นกัน

การปะทะจบลงอย่างง่ายดาย ผลก็คือซิงเฉิงไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ส่วนคู่ต่อสู้ทั้ง 3 ของเขา ก็ได้แต่นอนหมดสภาพอยู่กับพื้น

เห็นแบบนี้แล้วจะยังมีคนคิดว่าเขาเป็นคนขี้แพ้อยู่ไหม ?

"นี่ เอาโทรศัพท์มาให้ยืมหน่อย" ซิงเฉิงพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ทั้ง 3 คนที่บาดเจ็บหนัก จ้องมองไปทางซิงเฉิงด้วยความไม่เข้าใจ พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าซิงเฉิงจะทำอะไรแบบนี้

‘ไหนใครบอกว่าไอ้หมอนี้มันเป็นพวกขี้แพ้ไง!?’

"ไม่หรอ? งั้นฉันเข้าไปหยิบเองก็ได้" ว่าแล้วซิงเฉิงก็เข้าหยิบโทรศัพท์ของทั้ง 3 คนในทันที

เมื่อเห็นโทรศัพท์ทั้ง 3 เครื่อง ชายหนุ่มก็อดบ่นพึมพำออกมาไม่ได้ "ให้ตายเถอะฉันยังใช้โนเกียอยู่เลย พวกแกเล่นใช้ไอโฟน 6 เลยเหรอ รวยใช้ได้เลยนี่น่า"

จากนั้นซิงเฉิงก็โยนโทรศัพท์ของทั้งสามเครื่องลงพื้น ก่อนที่จะกระทืบพวกมันจนแหลกละเอียด แล้วพูดคนทั้ง 3 ว่า "โว้ว ๆ เผลอหลุดมือซะได้ ฉันนี้มันไม่ไหวเลยจริง ๆ "

ทั้ง 3 ได้แต่รู้สึกอยากร้องไห้ออกมา เมื่อเห็นซากของโทรศัพท์ทั้ง 3 เครื่อง ตอนนี้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังจะตายจากการเสียเลือดมาก แถมพื้นที่ภูเขาแบบนี้ คงไม่มีใครบังเอิญผ่านมาง่าย ๆ พอมาเสียโทรศัพท์ไปแบบนี้อีก แล้วงี้ใครจะช่วยพวกเขาได้กัน?

ซิงเฉิงเดินจากไป ทิ้งทั้ง 3 เอาไว้ โดยที่พวกเขาทั้ง 3 นั้นก็ได้แต่พูดด่าว่าสรรเสริญบรรพชนทั้ง 18 รุ่นของซิงเฉิง

หลังออกมาจากภูเขาซงนานแล้ว ซิงเฉิงก็จัดการโกนหนวด โกนเครา ก่อนที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า รู้ตัวอีกที ตอนนี้ก็คล้อยบ่ายเสียแล้ว

ว่าแล้วชายหนุ่มก็เลือกที่จะเดินไปตามท้องถนนเล็ก ๆ ในเมืองทางตอนใต้ ที่เขามาที่ก็เพราะว่า แถวนี้คือบ้านที่ที่พ่อแม่บุญธรรมของเขาอาศัยอยู่ ตัวเขานั้นอยู่ที่นี่มาตั้งแต่สมัยประถม

พ่อแม่บุญธรรมของเขาปฏิบัติกับซิงเฉิงไม่ต่างไปจากพ่อและแม่แท้ ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะปู่บอกไว้ละก็ ชายหนุ่มก็คงคิดว่าทั้งสองเป็นพ่อแม่แท้ ๆ ของเขาไปแล้ว

"เฉิงเอ้อกลับมาแล้วหรอ หายไปไหนมาตั้ง 2 ปี ไปอยู่ไหนมาหื๊ม ? พวกเราคิดว่าเธอตายไปแล้วซะอีก" ทันทีที่ซิงเฉิงมาถึง หญิงวัยกลางคนก็พูดพร้อมกับเข้ามาสวมกอดเขาด้วยความคิดถึงในทันที

ซิงเฉิงเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูก เพราะเขารู้ดีว่าคนตรงหน้าปฏิบัติต่อเขาราวกับลูก เพราะฉะนั้นซิงเฉิงก็เลยปล่อยให้เธอทำตามใจสักพัก

ผ่านไปนานกว่าหญิงวัยกลางคนจะสงบลง เธอได้จะชักชวนให้ซิงเฉิงมานั่งกินข้าวด้วยกัน เพราะตั้งแต่ที่เธอรู้ว่าซิงเฉิงจะกลับมา หญิงวัยกลางคนก็ได้เตรียมอาหารมื้อใหญ่ให้กับเขาแล้ว

"คุณป้ายังเหมือนเดิมเลยนะครับ สบายดีไหม? แล้วคุณลุงละครับ อยู่ไหน?" ซิงเฉิงถามอย่างสุภาพ

เขารู้ดีว่าช่วงเวลา 2 ปีที่หายไปนั้น สภาพของครอบครัวนี้ไม่ดีอย่างมาก คุณลุงของเขาถูกใส่ร้ายแล้วโดนสั่งจำคุก ส่วนบริษัทก็โดนเทคโอเวอร์ กว่าจะรู้ตัว ซิงเฉิงก็เกือบที่จะสูญเสียครอบครัวนี้ไปแล้ว

"เฉิงเอ้อ ชีวิตของลุงหลินน่ะเต็มไปด้วยปัญหามากมาย …" เมื่อพูดถึงตรงนี้ คุณป้าหวางลี่ก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง

ซิงเฉิงรู้สึกผิดเล็กน้อย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิด แต่ก็ทั้งสองคนก็ดูแลเขามาเป็นเวลานาน ในฐานะครอบครัวแล้ว เขาก็เป็นเหมือนกับลูกชายคนเดียวในบ้านหลังนี้…

"คุณป้าคิดซะว่ามันเป็นเรื่องของดวงก็ได้นะครับ คุณปู่เคยพูดเอาไว้ว่า ชีวิตในวัยกลางคนของลุงหวัง เขาจะต้องจัดการด้วยตัวเอง แต่ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ยังไงความหวังก็ย่อมมีเสมอ" ซิงเฉิงปลอบป้าหวาง

"ลุงหวังยังสบายดี เขารู้เรื่องนี้แล้ว …" หวางลี่ส่ายหัวไปมาจนน้ำตาของเธอกระเด็นไปทั่ว

ซิงเฉิงพูดต่อ "อีกอย่างผมไม่ได้กลับมาเฉย ๆ ตอนนี้ผมหาทางช่วยคุณลุงได้แล้ว”

"เฉิงเอ้อ ครั้งนี้เธอช่วยไม่ได้หรอก ถ้าเธอมาเกี่ยวข้อง เธอจะทำร้ายตัวเองเอานะ ขอแค่เธอและซินซินยังสบายดี ป้าก็ดีใจแล้วล่ะ" หวางลี่ไม่ได้ถือคำพูดของซิงเฉิงเป็นจริงจัง เธอมองว่าซิงเฉิงเป็นแค่เด็กธรรมดา แถมปัญหาที่ลุงหลินมีก็ใช่จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แล้วแบบนี้ซิงเฉิงจะช่วยได้ยังไง

"โอเคครับคุณป้า แล้วซินซิน ตอนนี้เธอไปเรียนที่ไหนหรอครับ?" ซิงเฉิงแสดงความกังวลออกมา ซินซินเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของลุงหลินและป้าหวาง เธออายุอ่อนกว่าเขาแค่ไม่กี่ปี  สำหรับซิงเฉิงแล้ว เขารักเธอเหมือนกับน้องสาว

"เธอเรียนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้" ป้าหวังไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือว่าร้องไห้ดี

ซิงเฉิงพูดอย่างมีความสุข "เซี่ยงไฮ้....งั้นก็ดีเลย ผมจะไปวันพรุ่งนี้ เดี๋ยวผมจะจัดการเรื่องหลังจากนี้เองครับ "

"แต่เธอเพิ่งจะกลับมาเองนะ?" ป้าหวางตกใจมากเมื่อได้ยิน

…..

ระหว่างมื้อค่ำซิงเฉิงอยู่กินข้าวพร้อมกับป้าหวาง รสมือของคุณป้ายังคงเหมือนเมื่อก่อน เมื่อเขากินขนมปังพริก ดวงตาของซิงเฉิงก็แดงก่ำ เขามีเพียงแค่ปู่ และไม่มีพ่อแม่ ใครต่อใครต่างก็ล้อว่าชายหนุ่มเป็นเด็กกำพร้า สำหรับที่นี่เขากลับรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกลับมีครอบครัวอีกครั้ง

ปู่ของเขาเคยพูดไว้ว่า เรื่องความรู้สึกพวกนี้ไม่ควรพูดออกไป แค่เก็บไว้ในใจก็พอแล้ว สำหรับซิงเฉิงแล้ว ดังนั้นชายหนุ่มจึงเลือกที่จะไม่พูดออกไป และเขาก็ตั้งมั่นเอาไว้ว่าถ้าใครเข้ามายุ่งกับ ‘ครอบครัว’ ของเขาแล้วละก็ เขาจะจัดการมันเอง!

หลังมื้อค่ำ ซิงเฉิงก็เดินออกจากบ้าน เพื่อมุ่งหน้าไปยังลานบาร์บิคิวทางเหนือของถนนหยางต๋า

ที่นั่นมีร้านอาหารชื่อว่า ‘บาร์บิคิวไผ่ฉู่หนาน’ นี่ร้านแห่งนี้นั้นขึ้นชื่อในแถบนี้เป็นอย่างมาก ในอดีตตอนที่เขากลับมาที่นี่ทุกครั้ง ตัวซิงเฉิงเองก็มักมาแวะกินที่ร้านนี้กับเพื่อนฝูงอยู่บ่อย ๆ

ซิงเฉิงมาถึงที่ร้านก่อน จากนั้นเขาก็โทรเรียกเพื่อนสนิททั้ง 4 คนของให้ตามมา พวกเขาทุกคนต่างประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงของซิงเฉิง แต่ก็มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นที่ว่างพอจะมาตามนัดได้ ซึ่งตัวเขาเองก็เข้าใจ และไม่ได้บ่นอะไร

นั่นก็เป็นเพราะชายหนุ่มรู้ดีว่า ชีวิตของคนเรานั้นไม่มีอะไรที่จะเหมือนเดิม

"เพื่อนรักซิงเฉิงให้ตายเถอะ! เราคิดกันตั้งนานว่านายหายหัวไปไหนมา 2 ปี ไม่คิดจะติดตงติดต่อมาบ้างเลยนะ?" เพื่อนทั้ง 2 ของเขามาถึงเวลาเดียวกัน  โดยต้นเสียงของคนที่พูดก็คือ เหม็งโจว ชายที่หนุ่มรูปหล่อ

"ตอนที่โทรมาก็นึกว่าอำกันเล่น ๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายกลับมาจริง ๆ" ฮาวเหล่ย เพื่อนคนที่สองของเขาสบถออกมา ชายผอมและสูงมาก นั่นก็เพราะเขาเป็นทหารมาก่อน แต่ว่าตอนนี้ปลดประจำการแล้ว

" มา ๆ นั่งก่อน ๆ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเพื่อน" ซิงเฉิงยิ้ม พร้อมกับเข้าไปสวมกอดเพื่อนรักทั้ง 2 ของเขา

เมื่อทั้ง 3 นั่งลง ฮาวเหล่ยก็ตะโกนออกมาว่า "น้อง ๆ 3 ลัง 9 ดีกรีนะ ส่วนเมนูก็เอา เนื้อ 20 หยวน ไต 20 หยวน เค้กงาดำ 3 ชิ้น ไข่ปิ้ง 1 จาน บลาๆ…"

"คืนนี้ไม่เมาไม่กลับว้อยยยย!" เหม็งโจวพูดขึ้นมาอย่างมีความสุข

ในโลกของนักดื่มนั้น ต้องเป็นคนสำคัญมาดื่มด้วยเท่านั้น คุณถึงจะสามารถเพลิดเพลินไปกับมันได้ ถ้าไม่งั้นก็ถือว่าเป็นการเสียเวลาไปเปล่า ๆ

ดังนั้นซิงเฉิงจึงร่าเริงสุดขีด "ไอ้กร๊วก! มา ๆ ไม่เมาไม่กลับเว๊ย!"

ทั้ง 3 ชนแก้วกัน ก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มขึ้น

"2 ปีนี้เป็นยังไงบ้าง?" ซิงเฉิงถาม

"พึ่งปลดประจำการมา เลยยังไม่ได้หางานทำ เพื่อนเหม็งก็หมั่นแล้ว เห็นว่าจัดงานปีหน้า อย่าลืมไปงานแต่งมันด้วยนะ!" ฮาวเหล่ยหัวเราะ

"แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ?" ซิงเฉิงถามต่อ

เหม็งโจวถอนหายใจก่อนจะพูดต่อว่า "เพื่อนซวี่ กับเพื่อนหวู่หยอง พวกเขาไม่ค่อยติดต่อกันมาสักพักแล้ว นายก็น่าจะลองโทรไปแล้วไม่ใช่หรอ ? พวกเราไม่ได้เจอหน้ากันมานานแล้ว ฉันว่านายคงรู้ว่านั่นหมายถึงอะไร…"

ซิงเฉิงถอนหายใจ "เห้ออออ งั้นก็ช่างมันเถอะ ดื่ม!"

"เอาเลย ๆๆ ดื่ม ๆ!"

นี่พึ่งจะต้นเดือนตุลาคม เพราะงั้นอากาศในตอนนี้ก็เลยยังร้อนอยู่ ร้านบาร์บีคิวที่เต็มไปด้วยความคึกคัก มีทั้งคนมากินข้าว มาดื่มเหล้า หัวเราะ พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มันเป็นสถานที่ ๆ คุ้นเคย และความรู้สึกที่คุ้นชิน

ซิงเฉิงรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวเขาในตอนนี้มันวิเศษมาก

"เพื่อนซิง แล้ว 2 ปีนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ? เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม?"

"เอาไว้ว่ากันที่หลัง แต่ช่วงนี้ก็สบายดี"

"ไอ้เวรเอ๊ย แล้วเรื่องหลังจากนี้จะเอายังไงล่ะ?"

"พอดื่มกับพวกเองเสร็จ ฉันว่าจะขึ้นรถไฟตอนตี 1 ไปเซี่ยงไฮ้ต่อเลย ว่าจะไปหาอะไรทำที่นั่นแหละ…" ซิงเฉิงอธิบาย ชายหนุ่มไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดบังเรื่องพวกนี้

"เซี่ยงไฮ้? ซู๋ซินก็อยู่ที่เซี่ยงไฮ้นี่นะ"

"เพื่อนเหม็งอย่า!" เมื่อได้ยินฮาวเหล่ยก็รีบอุดปากเพื่อนเขาทันที เหม็งโจวเอง เขาก็เหมือนจะพึ่งรู้ตัวเลยชะงักไป

ซิงเฉิงส่ายหัว "ช่างเถอะ ไม่เป็นไร เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว"

"ดื่ม ๆ หยุดพล่ามอะไรไร้สาระได้แล้วน่า!" ก่อนที่จะดื่มเบียร์ไป 3 ลัง

พอจวนจะถึงเวลาที่ซิงเฉิงต้องไปขึ้นรถไฟแล้ว เพื่อนทั้งสองคนก็พากันบอกลา พวกเขาแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเองอีกครั้ง ส่วนซิงเฉิงก็ขึ้นแท็กซี่ไปยังสถานี โดยไม่มีสัมภาระอะไรติดตัว

สายตาของซิงเฉิงมองออกไปที่ทิวทัศน์ภายนอกรถไฟไป เขามองไปที่กำแพงซึ่งมีร่องรอยด่างดำที่บอกเล่าถึงกาลเวลาที่ผ่านไป เขามองเห็นชื่อของถนนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่วนตัวเมืองก็ราวกับเป็นชายชราที่คอยเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอย่างเงียบงัน

เมื่อรถไฟออกจากชานชาลา ซิงเฉิงรู้ดีว่านี่เป็นการเดินทางครั้งใหม่ของเขา…

จบบทที่ บทที่ 1 ฉันไม่ใช่สวะ

คัดลอกลิงก์แล้ว