- หน้าแรก
- นินจาเงินเดือนแห่งโคโนฮะ ทำไมพวกห้าคาเงะต้องมาขอร้องให้ข้าช่วยกู้โลก
- บทที่ 176 แก่นแท้ของระบบการฝึกฝนที่แตกต่าง วิถีสู่อายุวัฒนะในโหมดเซียน
บทที่ 176 แก่นแท้ของระบบการฝึกฝนที่แตกต่าง วิถีสู่อายุวัฒนะในโหมดเซียน
บทที่ 176 แก่นแท้ของระบบการฝึกฝนที่แตกต่าง วิถีสู่อายุวัฒนะในโหมดเซียน
เพียงครึ่งเดือน คิซารุก็สำเร็จการฝึกวิชาเซียนทั้งสามขั้นตอนแห่งภูเขาเมียวโบคุ เขาสามารถรักษาสมดุลระหว่างพลังงานธรรมชาติและจักระได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะอยู่นิ่งหรือเคลื่อนไหว เพื่อเข้าสู่โหมดเซียนสำหรับการต่อสู้
ฟุคาซากุยืนประจันหน้ากับคิซารุอยู่ใต้รูปปั้นกบหินสูงตระหง่าน ซึ่งเคยใช้สาธิตอานุภาพของวิชาเซียนในตอนแรก
"คิซารุน้อย ลองใช้แค่จักระขยับรูปปั้นดูก่อนสิ" ฟุคาซากุเอ่ยขึ้น เพื่อช่วยให้คิซารุเข้าใจถึงผลลัพธ์การขยายพลังของวิชาเซียนได้ดียิ่งขึ้น
"นั่นเป็นคำขอที่น่ากลัวจริงๆ เลยนะเนี่ย!" คิซารุพูดพลางลูบคางขณะแหงนหน้ามองรูปปั้น
"เอาน่า ลองดูสิ!" ฟุคาซากุเร่งเร้า
"เข้าใจแล้วครับ!"
คิซารุขานรับเสียงดัง ก่อนจะเดินเข้าไปหารูปปั้น ภายใต้สายตาของฟุคาซากุ รวมไปถึงจิไรยะและกามะบุนตะที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ
คิซารุใช้มือเคาะรูปปั้นเบาๆ จากนั้นก็ย่อตัวลงและเอื้อมมือซ้ายสอดเข้าไปใต้ฐานของรูปปั้น
เขายึดเท้าทั้งสองข้างไว้กับพื้นอย่างมั่นคงและออกแรงส่งไปทั่วทั้งร่าง คิซารุไม่ได้ใช้จักระเลยแม้แต่น้อย เขาใช้เพียงพละกำลังทางกายล้วนๆ
ภายใต้พละกำลังมหาศาลของคิซารุ รูปปั้นกบหินตันก็เริ่มสั่นไหวและค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้น
รูปปั้นกบถูกคิซารุยกขึ้นสูงทีละนิดอย่างช้าๆ
เมื่อคิซารุขยับตัวและรูปปั้นกบค่อยๆ ลอยสูงขึ้น ฟุคาซากุ กามะบุนตะ และจิไรยะที่เฝ้ามองอยู่ ต่างก็เบิกตากว้างและอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ฟุคาซากุซึ่งเดิมทีตั้งใจจะให้คิซารุได้สัมผัสถึงพลังของวิชาเซียน โดยการเปรียบเทียบระหว่างการใช้จักระธรรมดากับการใช้จักระเซียน ถึงกับแทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่
นี่... นี่มันใช่สิ่งที่มนุษย์ทำได้งั้นเหรอ?
ไม่เพียงแต่เขาไม่ได้ใช้วิชาเซียน เขายังไม่ได้ใช้จักระเลยด้วยซ้ำ เขาแค่ใช้พละกำลังทางกายยกรูปปั้นกบหินตันขึ้นมาดื้อๆ เลยเนี่ยนะ?
รูปปั้นนี้สูงตั้ง 7 เมตรเลยนะ! แถมยังเป็นหินตันอีกต่างหาก!
เจ้าคิซารุคนนี้มันไม่ใช่มนุษย์แล้ว มันร้ายกาจยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดเสียอีก!
นอกเหนือจากคิซารุแล้ว กบสองตัวและมนุษย์อีกหนึ่งคนที่อยู่ที่นั่นล้วนแต่ฝึกฝนวิชาเซียนและมีความสามารถในการรับรู้ที่ยอดเยี่ยม พวกเขาสามารถยืนยันได้เลยว่าไม่มีความผันผวนของพลังงานธรรมชาติหรือจักระใดๆ บนร่างของคิซารุเลย
"จิไรยะ นี่คือสิ่งที่พวกมนุษย์อย่างนายทำได้งั้นเหรอ?" กามะบุนตะซึ่งมีขนาดตัวเริ่มใหญ่โตจนเกือบจะสูงเท่ารูปปั้น เอ่ยถามด้วยความมึนงง
แม้แต่กามะบุนตะที่มีความสูงและรูปร่างใกล้เคียงกับรูปปั้น ก็ยังไม่สามารถขยับรูปปั้นกบหินนี้ได้ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียวอย่างแน่นอน
และเป็นเพราะเขารู้ซึ้งด้วยตัวเองนี่แหละ กามะบุนตะจึงยิ่งตกใจกับการกระทำของคิซารุที่ยกรูปปั้นขึ้นมาได้
"อืม! ฉันชินซะแล้วล่ะ" ความตกใจในใจของจิไรยะไม่ได้น้อยไปกว่ากามะบุนตะเลย แต่การคลุกคลีกันมาหลายปีทำให้เขาคุ้นเคยกับความแข็งแกร่งที่ผิดมนุษย์มนาของคิซารุไปเสียแล้ว
กามะบุนตะหรี่ตามองจิไรยะที่ยืนอยู่แทบเท้าของตน และแกล้งถามจี้จุด "แล้วนายทำได้ไหมล่ะ?"
"ฉันไม่ใช่สัตว์ประหลาดสักหน่อย!" จิไรยะตอบคำถามเพื่อนจอมกวนอย่างหงุดหงิดพลางกอดอก
"แค่ก! แค่ก! แค่ก!"
ฟุคาซากุเมินเฉยต่อบทสนทาระหว่างลูกชายกับจิไรยะ ในที่สุดเขาก็ได้สติ เมื่อมองไปที่คิซารุซึ่งกำลังชูรูปปั้นไว้เหนือหัวด้วยมือทั้งสองข้าง เขาก็กระแอมไอออกมาสองสามครั้งก่อนจะเอ่ยขึ้น
"คิซารุน้อย วางรูปปั้นลงเถอะ!"
คิซารุบิดเอวและหน้าท้อง ส่งแรงไปทั่วทั้งร่าง ก่อนจะโยนรูปปั้นที่ชูไว้เหนือหัวไปลานกว้างใกล้ๆ ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนชั่วขณะ
คิซารุปัดมือเบาๆ และพูดพร้อมรอยยิ้มว่า "เกือบไปแล้วเชียว! ถ้านานกว่านี้อีกนิด ผมคงทนรับน้ำหนักไม่ไหวแน่ๆ"
สำหรับคำพูดของคิซารุนั้น ไม่มีมนุษย์หรือกบตัวไหนที่อยู่ที่นั่นเชื่อเขาเลยแม้แต่คำเดียว
แบบนั้นเขาเรียกว่า