- หน้าแรก
- องค์ชายสิบสี่ทะลุมิติสยบใต้หล้า
- บทที่ 90 - มาถึงสำนักศึกษา
บทที่ 90 - มาถึงสำนักศึกษา
บทที่ 90 - มาถึงสำนักศึกษา
บทที่ 90 - มาถึงสำนักศึกษา
เรือเหาะทะยานไปด้วยความเร็วสูง เพียงไม่นาน เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ก็ลับสายตาไป ทัศนียภาพเบื้องล่างแปรเปลี่ยนเป็นทิวเขาสลับซับซ้อนและแม่น้ำสายยาว
ภาพทิวทัศน์เช่นนี้ช่างแปลกใหม่สำหรับผู้ที่เพิ่งเคยขึ้นเรือเหาะเป็นครั้งแรกเสียเหลือเกิน แม้แต่บุตรหลานชนชั้นสูงในเมืองหลวงก็ยังอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าลงไปดู
มีเพียงเจียงรั่วเฉินคนเดียวเท่านั้น ที่นั่งขัดสมาธิลงกับพื้นทันที หมายจะใช้เวลานี้ในการฝึกฝน
ในชาติก่อน เขาเคยเห็นภาพการบินบนท้องฟ้ามานักต่อนักแล้ว ย่อมไม่รู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่อันใด
เมื่อเห็นเจียงรั่วเฉินนั่งลง ก็เริ่มมีคนทำตามบ้าง ทิวทัศน์แม้งดงาม แต่ก็คงไม่มีใครเอาแต่นั่งมองดูตลอดทั้งวันหรอกกระมัง?
ยิ่งใกล้จะเข้าสู่สำนักศึกษาไท่อี่ ซึ่งเป็นดินแดนที่รวมเหล่าอัจฉริยะมากมาย หลายคนก็เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา การฝึกฝนสมาธิจึงเป็นวิธีคลายความกังวลที่ดีที่สุด
ในยามฝึกฝน เวลาดูจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้สึกเพียงชั่วครู่เดียว ท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดลง และผ่านไปอีกเพียงครู่เดียว แสงแรกของรุ่งอรุณก็สาดส่องมาที่ขอบฟ้า เป็นสัญญาณเริ่มต้นของวันใหม่
"นั่น... นั่นเหมือนจะเป็นสำนักศึกษาไท่อี่!" ประจวบเหมาะกับช่วงรุ่งอรุณพอดี ไม่รู้ว่าผู้ใดส่งเสียงร้องด้วยความตกตะลึงและตื่นเต้นขึ้นมา
ดาดฟ้าเรือที่เงียบสงบมาตลอดพลันเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที แทบทุกคนลุกพรวดขึ้นยืนพร้อมกัน
เจียงรั่วเฉินเองก็ไม่เว้น เขาค่อยๆ ลุกขึ้น และทอดสายตาไปยังเบื้องหน้า
ณ ขอบฟ้าที่แสงอาทิตย์กำลังทอแสง ปรากฏสำนักศึกษาขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ ยอดตึกสูงเสียดฟ้าเทียบเท่าก้อนเมฆ ดุจดั่งวิมานบนสรวงสวรรค์ เปล่งประกายรัศมีอันศักดิ์สิทธิ์
เมื่อมองต่ำลงมา ก็พบเมืองขนาดมหึมาที่โอบล้อมสำนักศึกษาเอาไว้ เมืองแห่งนี้มีขนาดใหญ่กว่าเมืองหลวงเจิ้นหนานถึงสามสี่เท่า ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของทุกคน
"นั่นคือเมืองอันใดกัน?" ท่ามกลางเสียงฮือฮา มีคนเอ่ยถามข้อสงสัยในใจขึ้นมา
"นั่นไม่ใช่เมืองหรอก สุดลูกหูลูกตาที่เจ้าเห็น นั่นแหละคือสำนักศึกษาทั้งหมด!" จู่ๆ ก็มีเสียงสตรีที่เจือไปด้วยความเย่อหยิ่ง เอ่ยตอบคำถามของคนผู้นั้น
ทุกคนหันขวับไปมองโดยสัญชาตญาณ ก็เห็นเฉินเชี่ยนเอ๋อร์และลู่หย่วนเดินออกมาจากห้องโดยสาร มุ่งหน้ามาทางพวกเขา
เจียงจ้านที่อยู่ในกลุ่มคนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบเดินเข้าไปประสานมือคารวะด้วยรอยยิ้ม "คารวะศิษย์พี่ ศิษย์เจ๊!"
"ศิษย์พี่ ศิษย์เจ๊" เมื่อคนอื่นๆ ตั้งสติได้ ก็รีบทักทายตาม
พวกเขาล้วนเป็นผู้มาใหม่ ย่อมต้องการสานสัมพันธ์อันดีกับศิษย์พี่ศิษย์เจ๊ทั้งสอง เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือในภายภาคหน้า
เฉินเชี่ยนเอ๋อร์และลู่หย่วนพยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นเฉินเชี่ยนเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นว่า "ใกล้จะถึงสำนักศึกษาไท่อี่แล้ว ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะชี้แจงกฎกติกาของสำนักศึกษา และสิ่งที่พวกเจ้าต้องทำหลังจากนี้ให้ฟัง ข้าจะพูดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หากจำไม่ได้ แล้วไปทำผิดกฎจนโดนลงโทษ ก็อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน"
"ศิษย์เจ๊เชิญกล่าวมาเถิด พวกข้าตั้งใจฟังอยู่ขอรับ" เจียงจ้านตอบรับ
เฉินเชี่ยนเอ๋อร์พยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มอธิบาย "แม้พวกเจ้าจะผ่านการทดสอบมาแล้ว แต่ข้อมูลของพวกเจ้ายังไม่ได้ถูกบันทึกลงในระบบของสำนักศึกษา ในทางปฏิบัติแล้ว พวกเจ้ายังไม่ถือว่าเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาไท่อี่ ดังนั้น หลังจากลงจากเรือเหาะแล้ว พวกเจ้าต้องตามข้าไปยังวิหารลงทะเบียน เพื่อบันทึกข้อมูลและรับป้ายหยกประจำตัว จากนั้นจึงไปรวมตัวกันที่ลานรับศิษย์ใหม่ เพื่อทำการแบ่งเขต เมื่อทำขั้นตอนเหล่านี้เสร็จสิ้น พวกเจ้าถึงจะได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการของสำนักศึกษาเรา!"
"นอกจากนี้ กฎระเบียบของสำนักศึกษานั้นเข้มงวดมาก แต่ละเขตก็จะมีกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป เมื่อเข้าสู่สำนักศึกษาแล้ว ทางที่ดีพวกเจ้าควรจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวเข้าไว้ ที่นี่ไม่ใช่ราชอาณาจักรเจิ้นหนานหรอกนะ!"
"แบ่งเขต? ศิษย์เจ๊ พวกเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันหรอกหรือขอรับ?" ทันทีที่เฉินเชี่ยนเอ๋อร์กล่าวจบ เจียงจ้านก็รีบซักถามด้วยความสงสัย
คนอื่นๆ เองก็แสดงท่าทีอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับสำนักศึกษาไท่อี่มากนัก นอกเหนือจากที่รู้ว่าเป็นสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงและเป็นแหล่งรวมอัจฉริยะแล้ว ก็แทบจะไม่รู้อะไรอีกเลย
"ย่อมไม่ได้อยู่ด้วยกัน พวกเจ้าจะถูกนำไปรวมกับคนจากอีกเก้าอาณาจักร จากนั้นก็สุ่มแบ่งออกเป็นเก้าเขตในสายนอก" เฉินเชี่ยนเอ๋อร์ตอบ
"สวรรค์คุ้มครอง ขอให้ข้าได้อยู่เขตเดียวกับน้องสิบสี่ด้วยเถิด!" เมื่อได้ยินคำกล่าวของเฉินเชี่ยนเอ๋อร์ เจียงซิงเยวี่ยก็รีบกระซิบอธิษฐานอยู่ข้างๆ เจียงรั่วเฉินทันที
เมื่อเห็นท่าทีของนาง เจียงรั่วเฉินก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา "อยากอยู่เขตเดียวกับข้าขนาดนั้นเชียว?"
"แน่นอนสิ เจ้าเก่งกาจถึงเพียงนั้น ข้าเพิ่งจะมาใหม่ ย่อมอยากหาที่พึ่งพิงเป็นธรรมดา" เจียงซิงเยวี่ยตอบกลับอย่างหน้าตาเฉย
คราวนี้ไม่ใช่แค่เจียงรั่วเฉินที่หัวเราะ แม้แต่หลี่โหรวเอ๋อร์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ด้วยความที่สนิทสนมกับเจียงรั่วเฉิน ตั้งแต่ขึ้นเรือเหาะมา พวกนางทั้งสองก็วนเวียนอยู่ข้างกายเจียงรั่วเฉินมาตลอด แม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมายนัก แต่ก็ถือว่าดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
"แม่นางหลี่ ท่านหัวเราะอะไร หรือว่าท่านไม่อยากอยู่เขตเดียวกับน้องสิบสี่งั้นรึ?" เจียงซิงเยวี่ยถาม
"ข้าก็อยากอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่น่าเสียดาย ที่ข้าเข้ามาในฐานะนักปรุงโอสถ ข้าจึงต้องไปอยู่ที่ตำหนักโอสถ ไม่ได้ถูกนำไปแบ่งเขตกับพวกท่านด้วย" หลี่โหรวเอ๋อร์ตอบ
"อย่างนี้นี่เอง" เจียงซิงเยวี่ยไม่ได้ซักถามอะไรอีก นางหันกลับไปให้ความสนใจกับเฉินเชี่ยนเอ๋อร์ต่อ
"เอาล่ะ ขั้นตอนคร่าวๆ ก็มีเพียงเท่านี้ เมื่อเรือเหาะจอดสนิทแล้ว ก็จงตามพวกข้ามาให้ดี หากทำผิดพลาด พวกเจ้าต้องรับผลที่ตามมาเอง" หลังจากอธิบายขั้นตอนคร่าวๆ จบ เฉินเชี่ยนเอ๋อร์และลู่หย่วนก็ปลีกตัวออกไป
ทว่าพวกเขาไม่ได้กลับเข้าห้องโดยสาร แต่กลับเดินไปยังอีกฝั่งหนึ่งของดาดฟ้าเรือ ราวกับจงใจเว้นระยะห่างจากคนกลุ่มนี้
เมื่อเห็นเช่นนั้น เจียงรั่วเฉินก็นั่งลงฝึกสมาธิต่อ เขาไม่อยากปล่อยเวลาให้สูญเปล่าแม้แต่วินาทีเดียว
ส่วนคนอื่นๆ นั้น ต่างก็หมดอารมณ์จะฝึกฝนกันแล้ว พวกเขาพากันไปเกาะขอบระเบียง ทอดสายตามองลงมาจากเบื้องบน เพื่อสำรวจสำนักศึกษาไท่อี่อันยิ่งใหญ่
ทุกคนต่างก็เฝ้าฝันและเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ต่อสำนักศึกษาอันเลื่องชื่อแห่งดินแดนตอนใต้ของเทือกเขาสัตว์อสูรแห่งนี้
ส่วนเจียงลี่และเจียงจ้านกลับแอบไปกระซิบกระซาบอะไรกันก็ไม่รู้ ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปหาลู่หย่วนและเฉินเชี่ยนเอ๋อร์ที่อยู่อีกฝั่ง ผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองก็เดินกลับมา
ไม่รู้ว่าพวกเขาไปคุยอะไรกันมา ทว่าตอนกลับมา สีหน้าของทั้งคู่ก็ดูเบิกบานขึ้นไม่น้อย
เจียงรั่วเฉินไม่ได้ใส่ใจพวกเขานัก เขายังคงหลับตาฝึกฝนสมาธิต่อไป
ครืนน!!
จนกระทั่งรุ่งอรุณสาดแสง ท้องฟ้าสว่างไสว จู่ๆ ก็มีเสียงดังกึกก้องมาจากเรือเหาะ ตัวเรือสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับกำลังจะพังทลายลงมา
ทุกคนต่างก็ตกใจสุดขีด
"ไม่ต้องตื่นตระหนก นี่คือค่ายกลพิทักษ์ของสำนักศึกษา" เสียงอันแหบพร่าของม่อเสวียนดังมาจากในห้องโดยสาร ช่วยปลอบประโลมให้จิตใจที่ตื่นตระหนกของทุกคนสงบลง
"เฒ่าจูเก๋อ ยังไม่เปิดค่ายกลอีกรึ?" หลังจากปลอบประโลมทุกคนแล้ว เสียงของม่อเสวียนก็ดังกังวานกึกก้องดุจระฆังใบใหญ่ ตะโกนออกไปเบื้องหน้า
"หึๆ เฒ่าม่อเสวียน เจ้านี่มาสายอีกแล้วนะ!" ไม่รู้ว่าเสียงตอบรับอันแหบพร่าดังก้องมาจากหนใด
"ราชอาณาจักรเจิ้นหนานอยู่ห่างออกไปตั้งไกล การเดินทางไปกลับจะมีความล่าช้าบ้างก็เป็นเรื่องปกติ รีบเปิดค่ายกลเร็วเข้า มิฉะนั้นเรือเหาะของข้าได้ชนประสานงาแน่" เสียงของม่อเสวียนดังขึ้นอีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีเสียงตอบกลับมา ทว่าม่านพลังแสงจางๆ ที่อยู่เบื้องหน้า กลับฉีกขาดออกเป็นช่องว่างให้เรือเหาะสามารถทะลวงผ่านไปได้อย่างไร้รอยต่อ
เมื่อผ่านม่านพลังนั้นมาได้ ภาพของสำนักศึกษาไท่อี่ที่แท้จริงก็ปรากฏแก่สายตา ถนนหนทาง ตำหนักอาคารเรียน และสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบเรียงรายสลับซับซ้อน
หากไม่รู้มาก่อนว่าที่นี่คือสำนักศึกษา คงนึกว่าเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไหนสักแห่งแน่ๆ เพราะมันช่างดูเจริญรุ่งเรืองและคึกคักเสียเหลือเกิน
แตกต่างจากภาพสำนักศึกษาในจินตนาการของพวกเขาอย่างลิบลับ
หลังจากบินผ่านย่านสถาปัตยกรรมอันเจริญรุ่งเรือง เรือเหาะก็มุ่งหน้าไปยังลานกว้างแห่งหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ร่อนลงจอด
"ตามข้ามา!" เมื่อเรือจอดสนิท เฉินเชี่ยนเอ๋อร์และลู่หย่วนก็เป็นคนแรกที่ก้าวลงจากเรือเหาะ คนอื่นๆ ก็รีบก้าวตามลงไป ถือเป็นการเหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนของสำนักศึกษาไท่อี่อย่างเป็นทางการ...
(จบแล้ว)