- หน้าแรก
- เมื่อผมไม่รู้จักความเจ็บปวด เลยกลัวว่าตัวร้ายจะซาดิสต์ไม่พอเนี่ยสิ
- บทที่ 17: กล้าปฏิเสธฉันงั้นเหรอ? ถึงตาหล่อนแบ่งเมื่อไหร่ พวกนายสองคนก็ไม่ได้อะไรเหมือนกันนั่นแหละ
บทที่ 17: กล้าปฏิเสธฉันงั้นเหรอ? ถึงตาหล่อนแบ่งเมื่อไหร่ พวกนายสองคนก็ไม่ได้อะไรเหมือนกันนั่นแหละ
บทที่ 17: กล้าปฏิเสธฉันงั้นเหรอ? ถึงตาหล่อนแบ่งเมื่อไหร่ พวกนายสองคนก็ไม่ได้อะไรเหมือนกันนั่นแหละ
“บ้าเอ๊ย! บ้าชะมัด! นี่เขายังจะมาพ่นเรื่องไร้สาระเอาป่านนี้อีกเหรอ? คนฉลาดย่อมรู้ว่าเมื่อไหร่ควรยอมจำนนสิ”
“ฉันกำลังคิดว่า เป็นไปได้ไหมที่หมอนี่จะเป็นพวกมาโซคิสต์ แล้วอยากเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ในโหลแมลงนั่นจริงๆ?”
“เลิกพูดเหอะ ฉันจะอ้วกแล้ว”
“ผู้จัดเกมก็แสดงออกชัดเจนแล้วว่าพุ่งเป้าไปที่นาย แต่นายก็ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือกับพวกเขาอีก นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ”
“นี่มันไม่ใช่แค่การขู่ฟ่อหรือการเจรจาต่อรองแล้วนะ”
“ฉันบอกตั้งนานแล้วว่าเขาไม่ใช่ตัวพ่ออะไรหรอก หมอนี่คงแค่ผ่านด่านแรกมาได้ด้วยความโรคจิตจนเคลียร์เกมได้สมบูรณ์แบบเท่านั้นแหละ”
“การปล่อยให้คนแบบนี้กลายเป็นตัวท็อปได้ ถือเป็นความบกพร่องต่อหน้าที่ของแดนสวรรค์ผู้ถูกเลือกแห่งนี้เลยไม่ใช่หรือไง?”
ชั่วขณะหนึ่ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์หลากหลายดังเซ็งแซ่ ผู้คนต่างพยายามตีตัวออกห่างอย่างสุดชีวิต พวกเขาบอกตัวเองว่าคนตรงหน้าไม่คู่ควรแก่การยกย่องชื่นชม และพวกเขาก็แค่ประเมินผู้ชายคนนี้ผิดไป
วินาทีที่ทวยเทพตกลงมาจากแท่นบูชา เสียงก่นด่าประณามย่อมดังกึกก้องยิ่งกว่าตอนที่เขาก้าวขึ้นไปเสียอีก...
“ยืนยันวิธีการแบ่งผลประโยชน์ใช่หรือไม่?”
เสียงเครื่องจักรดังขึ้นกลางอากาศ ราวกับว่าผู้จัดเกมเองก็ตกตะลึงกับคำพูดของลู่เช่อเช่นกัน
“ยืนยัน”
“การแก้ไขใดๆ หลังจากยืนยันแล้ว จะต้องรับบทลงโทษที่สอดคล้องกัน”
“ยืนยัน!”
หลังจากการยืนยันทั้งสองครั้ง ตัวเลขที่ค่อนข้างเลือนลางก็ปรากฏขึ้นเหนือหัวของทุกคนอีกครั้ง นั่นคือตัวเลขที่ลู่เช่อได้จัดสรรเอาไว้
แสงไฟสลัวลง
ปัง!
สิ้นเสียงกดปุ่ม แสงสีแดงก็สว่างวาบขึ้นมาทันที แทบจะในเสี้ยววินาทีหลังจากที่ลู่เช่อยืนยันวิธีการแบ่งผลประโยชน์ ผู้เข้าแข่งขันหญิงหมายเลขสองก็กดปุ่มปฏิเสธตรงหน้าของเธอทันควัน
ไม่มีความลังเลใดๆ ทั้งสิ้น
เธอหันไปมองลู่เช่อด้วยใบหน้าเย็นชาแล้วเอ่ยขึ้น
“หมายเลขหนึ่ง ในเมื่อนายยืนกรานที่จะรนหาที่ตาย ถ้างั้นนายจะมาโทษพวกเราไม่ได้หรอกนะ”
“คนที่ไม่รู้จักประเมินสถานการณ์ให้ดี ต่อให้มีพลังแข็งแกร่งแค่ไหน ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นจุดจบแห่งความตายอยู่ดี”
“มันจบแล้วล่ะ ถ้านายอยากเข้าไปอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยแมลงนั่นนักล่ะก็ คำขอของนายก็สมหวังแล้ว”
น้ำเสียงเย็นเหยียบดังกังวาน เมื่อมีกฎของเกมคอยหนุนหลัง ตอนนี้เธอจึงไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ และกล้าที่จะโจมตีลู่เช่ออย่างเปิดเผย
ลู่เช่อเพียงแค่หัวเราะหึๆ สองครั้ง แล้วหันไปมองหญิงสาว
หญิงสาวในเวลานี้ก็ปราศจากความกลัวเช่นกัน เธอจ้องเขม็งไปที่หน้ากากสีน้ำเงิน จ้องมองผู้ชายที่เคยนำพาความหวาดหวั่นนับครั้งไม่ถ้วนมาสู่เธอ
อีกไม่นาน ผู้ชายที่ราวกับปีศาจคนนี้จะต้องตายด้วยน้ำมือของเธอ!
เธอคิดในใจอย่างเหม่อลอย พลางรู้สึกถึงความสำเร็จและความปีติยินดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อตอนที่เธอกดปุ่มนั้น อำนาจในการพิพากษาผู้อื่นตามอำเภอใจทำให้เธอรู้สึกเสพติดมันขึ้นมานิดๆ
ทว่าเมื่อมองไปที่ใบหน้าของหญิงสาว รอยยิ้มบนหน้ากากของลู่เช่อกลับไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
“ในเกมนี้มีผู้หญิงอยู่แค่สองคน”
“เธอดูดีกว่าผู้หญิงอีกคนนิดหน่อยนะ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของลู่เช่อ หยาดเหงื่อเย็นเฉียบก็ผุดขึ้นบนหน้าผากของหมายเลขสองโดยไม่รู้ตัว
เธอจำผู้หญิงคนที่เคยด่าทอหมายเลขหนึ่งอย่างลู่เช่ออย่างเกรี้ยวกราดในนรกหินหนืดก่อนหน้านี้ได้อย่างแม่นยำ
ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว... สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนอยู่ในตัวของมันเอง
“แต่อย่างไรก็ตาม หล่อนตายเพราะความโง่เขลาของตัวเอง”
“ส่วนเธอ แม้จะไม่โง่เท่า แต่ก็แทบจะเรียกไม่ได้ว่าฉลาด แถมยังหลงตัวเองไปหน่อยด้วย”
หมายเลขสองจ้องมองลู่เช่อ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว และในท้ายที่สุด เธอก็ยิ้มออกมาพร้อมกับความรังเกียจเหยียดหยาม
“นายกำลังจะตายอยู่รอมร่อ แต่ก็ยังพยายามรักษาภาพลักษณ์ของผู้เชี่ยวชาญเอาไว้อีก มันจะมีประโยชน์อะไร?”
จากนั้น เธอก็หันไปมองผู้เล่นคนอื่นๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“ทุกคน อย่ามัวเสียเวลาเลย กดปุ่มสีแดงตรงหน้าเพื่อปฏิเสธเถอะ”
“ถือซะว่าเป็นการแก้แค้นให้ขาที่หักของเรา และการที่เราถูกกรรโชกทรัพย์ก็แล้วกัน”
ต้องบอกเลยว่าวิธีปลุกปั่นความเกลียดชังนั้นมีอยู่เพียงไม่กี่วิธี และคำพูดของหมายเลขสองก็ทำได้ชัดเจนจนแทบจะทำให้ลู่เช่อหลุดหัวเราะออกมา
ความยากลำบากของเกมนรกต่างหากที่บังคับให้ทุกคนต้องเลือกระหว่างหักขาตัวเองหรือยอมตาย แต่ในปากของผู้หญิงคนนี้ เขากลับกลายเป็นศัตรูที่หักขาพวกเขาไปซะได้ยังไง?
หมายเลขสองไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหาเหตุผล สิ่งสำคัญคือต้องป้ายสีเขาเสียก่อน และทำตัวให้ใกล้ชิดกับทุกคนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“หมายเลขสี่ ในแผนการแบ่งของเขา เราทั้งคู่ไม่ได้อะไรเลย ได้แค่ศูนย์!”
“เมื่อดูจากอันดับที่ต่ำของนาย นายก็ไม่มีทางตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตแน่ๆ เพราะฉะนั้นผลประโยชน์เป็นศูนย์นี่มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างชัดเจน”
“ส่วนคุณหมายเลขสามและหมายเลขห้า การถูกจัดสรรให้แค่หนึ่งแต้ม ในความเห็นของฉัน มันไม่ใช่ความพยายามที่จะดึงพวกคุณมาเป็นพวกหรอก แต่เป็นการดูถูกกันซะมากกว่า”
“เรามาปฏิเสธด้วยกันเถอะ! ฉันรับรองได้เลยว่าในแผนการแบ่งของฉันครั้งต่อไป ฉันสัญญาว่าพวกคุณทั้งสองคนจะไม่ได้รับผลประโยชน์น้อยนิดแบบนี้แน่!”
เพียงไม่กี่ประโยค หมายเลขสองก็พยายามอย่างหนักที่จะสร้างความแตกแยกให้กับฝูงชน ทำให้ลู่เช่อต้องยืนหยัดเผชิญหน้ากับทุกคน
ติ๊ง!
สิ้นเสียงสัญญาณอีกครั้ง ตัวเลือกตรงหน้าหมายเลขสี่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเช่นกัน
ในเวลาอันสั้น ดูเหมือนว่าลู่เช่อจะถูกต้อนมาจนถึงริมหน้าผาเสียแล้ว
แต่ลู่เช่อในเวลานี้ กลับดูเหมือนว่าเขายังคงฮัมเพลงอยู่
“สายลมยามเย็นพัดผ่านทิวหลิว เสียงขลุ่ยดังกังวานแว่วหวาน ภูผาซ้อนทับภูผายามตะวันรอน~~~”
หมายเลขสองเมินเฉยต่อเขา เปลวไฟแห่งความทะเยอทะยานลุกโชนอยู่ในดวงตาของเธอ วันนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้าร่วมในเกมแดนสวรรค์ของผู้ถูกเลือก
เธอต้องการจะจบชีวิตของผู้ชายคนที่เคยเคลียร์เกมได้อย่างสมบูรณ์แบบคนนี้ด้วยมือของเธอเอง!
“หมายเลขสาม หมายเลขห้า อย่าลังเลอีกเลย ตัดสินใจซะทีเถอะ”
“ฉันบอกแล้วไง ว่าเดี๋ยวตอนฉันเป็นคนตัดสินใจ อย่างแย่ที่สุดก็แค่แบ่งเท่าๆ กัน พวกคุณจะได้รับผลประโยชน์ที่ดีกว่านี้แน่นอน”
ตั้งแต่ต้นจนจบ นี่แทบจะเป็นการแสดงเดี่ยวของหมายเลขสอง ราวกับว่าในเกมที่สองนี้ เธอได้กลายเป็นตัวเอกไปเสียแล้ว
ทว่าในตอนนั้นเอง ในที่สุดลู่เช่อก็เอ่ยปากพูดขึ้น
“เธอบอกว่าถ้าเธอเป็นคนแบ่ง ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดคือการแบ่งเท่าๆ กันสินะ”
“แล้วทำไมพวกเขาสามคนถึงจะโหวตเตะเธอออกไปทีหลังไม่ได้ล่ะ? พอเธอตายไป การแบ่งเท่าๆ กันในหมู่พวกเขาสามคนก็จะได้ส่วนแบ่งเยอะขึ้นไม่ใช่หรือไง?”
“แล้วเธอจะมีประโยชน์อะไรในเรื่องนี้ล่ะ?”
หมายเลขสอง: !!!
หมายเลขสองอึ้งกับคำพูดเหล่านั้นจนพูดไม่ออก เธอพูดตะกุกตะกักว่า
“ฉัน... ทุกคน อย่าไปหวั่นไหวกับคำพูดของเขานะ ฉันแค่บอกว่านั่นคือสิ่งพื้นฐานที่สุดต่างหาก”
“และไม่ว่ายังไง วิธีการแบ่งของฉันก็ดีกับทุกคนมากกว่าของนายแน่ๆ!”
ลู่เช่อแค่นเสียงเยาะเย้ย ไม่คิดจะเสียเวลาตอบโต้เธอ และพูดต่อไปว่า
“ในทำนองเดียวกัน ถ้าเป็นการแบ่งเท่าๆ กัน แล้วทำไมหมายเลขสี่กับหมายเลขห้าจะต้องมาทนกับหมายเลขสามด้วยล่ะ? ถ้าหมายเลขสามถูกโหวตให้ไปตายด้วย พวกเขาไม่ได้เงินมากขึ้นกว่าเดิมหรอกเหรอ?”
“แต่เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว หมายเลขห้า นายยังจะได้เงินอยู่อีกไหมล่ะ?”
“เหตุและผลเกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก เหตุคือจุดเริ่มต้นของผล และผลก็คือปลายทางของเหตุ”
“เมื่อคนที่อยู่ข้างหน้าตาย นายต้องพิจารณาดูด้วยว่ามันจะมีผลกระทบอะไรตามมาเมื่อถึงคิวของตัวเอง บางครั้งเวลาจะทำอะไร มันก็ต้องคิดย้อนกลับไปบ้าง”
“เธอพูดถูก เกมนี้เป็นเกมแห่งโชคชะตาจริงๆ และบังเอิญเหลือเกิน ที่ฉันดันเป็นคนที่โชคดีที่สุดในหมู่พวกนาย”
“หมายเลขสาม หมายเลขห้า พวกนายมีแต่ต้องยอมรับการแบ่งของฉันเท่านั้น”
“เชื่อฉันไหมล่ะ? ถ้าให้หมายเลขสี่เป็นคนแบ่ง ผลประโยชน์ที่พวกนายจะได้ก็มีแค่ศูนย์เท่านั้นแหละ!”