- หน้าแรก
- สงสัยคงต้องเป็นมักเกิ้ลตลอดไปแล้วมั้ง ถ้าขาดทุนมันจะยากขนาดนี้
- บทที่ 70 - พี่ชาย ขอบทให้ผมเล่นหน่อยเถอะ
บทที่ 70 - พี่ชาย ขอบทให้ผมเล่นหน่อยเถอะ
บทที่ 70 - พี่ชาย ขอบทให้ผมเล่นหน่อยเถอะ
หลิ่วเสี่ยวเหมยเดินออกมา แต่ไม่ได้แต่งตัวจัดเต็มสวยพริ้งอย่างที่หลินตงคิดไว้
ในอ้อมแขนของเธอมีก้อนขนฟูๆ สีเทาซุกอยู่
แถมยังส่งเสียงร้องเมี้ยวๆ ไม่หยุด
ให้ตายสิ!
เป็นแมวซะงั้น!
ของขวัญวันเกิดจากหลิ่วเสี่ยวเหมยคือลูกแมวตัวหนึ่ง
"สุขสันต์วันเกิดค่ะบอสหลิน นี่คือลูกแมวที่ฉันขอมาจากเพื่อน หวังว่าบอสจะชอบนะคะ ฝากดูแลมันด้วยนะคะ"
ความจริงหลิ่วเสี่ยวเหมยก็แอบหวั่นใจอยู่เหมือนกัน
เธอไม่แน่ใจว่าหลินตงอยากเลี้ยงแมวหรือเปล่า
ตอนที่ไปถ่ายรายการตามร้านอาหาร บางร้านเจ้าของร้านก็เลี้ยงแมวไว้
หลินตงดูจะเป็นมิตรกับแมวพวกนั้นมาก
บางครั้งถึงขนาดก้มลงไปเล่นกับพวกมันด้วยซ้ำ
ดังนั้นพอแมวของเพื่อนคลอดลูก เธอจึงขอจองตัวที่สวยที่สุดไว้ตัวหนึ่ง
เพื่อลูกแมวตัวนี้ เธอถึงกับลงทุนซื้อของกินของใช้ไปประเคนให้แม่แมวชุดใหญ่
และวันนี้ซึ่งเป็นวันเกิดของหลินตงพอดี ลูกแมวก็อายุได้ประมาณห้าสิบกว่าวัน เกือบจะสองเดือนแล้ว ซึ่งพอจะหย่านมและรับมาเลี้ยงได้พอดี
หลินตงจ้องมองเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ดูคุ้นตานี้ด้วยความประหลาดใจ
ลูกแมวพันธุ์บริติช ชอร์ตแฮร์
สีบลูไบคัลเลอร์
ลายหน้ากากสวยเป๊ะ อุ้งเท้าและจมูกก็เป็นสีชมพูอ่อนน่ารักน่าชัง
แต่ดูเหมือนเจ้าลูกแมวตัวนี้จะไม่ค่อยปลื้มหลินตงสักเท่าไหร่ มันพยายามดิ้นหนีมุดกลับเข้าไปในอ้อมกอดของหลิ่วเสี่ยวเหมย ไม่ยอมให้ใครอุ้มง่ายๆ
หนอยแน่ กล้าเมินฉันเหรอ
ได้ แกทำสำเร็จแล้ว แกทำให้ฉันสนใจแกได้
หลินตงเอื้อมมือไปจับหลังคอของมันแล้วหิ้วขึ้นมา
"ขอบคุณสำหรับของขวัญนะ ฉันชอบมากเลย"
"ชอบก็ดีแล้วค่ะ" หลิ่วเสี่ยวเหมยมองดูลูกบอลขนปุยถูกหิ้วไปต่อหน้าต่อตาด้วยความอาลัยอาวรณ์
ความจริงเธอก็ชอบมันมากเหมือนกัน
หลินตงแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
ในเมื่อให้มาแล้ว มันก็เป็นของเขา
เขาไม่เคยเลี้ยงแมวมาก่อน แต่ก่อนที่จะทะลุมิติมา ก็มีเพื่อนพ่อมดบางคนเลี้ยงแมวไว้เป็นสัตว์เลี้ยง
ดังนั้นเขาจึงพอจะรู้ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้อยู่บ้าง
เห็นตอนเด็กๆ ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูขี้อ้อนแบบนี้เถอะ พอโตขึ้นมา ...
ไม่ว่าคุณจะรวยล้นฟ้าแค่ไหน มันก็จิกหัวใช้คุณเยี่ยงทาสอยู่ดี!
งานวันเกิดของหลินตงเป็นไปอย่างคึกคักสนุกสนาน ก็แหม งานวันเกิดบอสนี่นา
แต่เรื่องจะให้เลี้ยงข้าวหรือแจกซองแดงน่ะ ฝันไปเถอะ
ก็คนมันไม่มีเงินนี่นา จะให้ทำยังไงได้
เมื่องานปาร์ตี้เลิกรา หลินตงก็หิ้วลูกแมวพร้อมกับของใช้จิปาถะสำหรับแมวกลับบ้าน สิ่งที่เขาต้องเผชิญหน้าก็ยังคงเป็นปัญหาเรื่องเงินอยู่ดี
ยืมเงินเหรอ
เป็นไปไม่ได้หรอก ขืนไปยืมเงินคนอื่นเขาคงหาว่าบ้าแน่ๆ
คนระดับที่ควักเงินลงทุนทีละหลายสิบล้าน จู่ๆ จะไปขอยืมเงินสักล้านมาหมุนเล่นเนี่ยนะ
คนอื่นคงจะด่ากลับมาว่า
หมุนพ่องสิ กลับไปหมุนหัวตัวเองเล่นที่บ้านไป
โชคดีที่หลินตงยังมีไม้เด็ดอยู่
นั่นคือการส่งข้อความหว่านแห
เนื้อหาใจความก็คือ 'มีทุนพร้อมร่วมลงทุนกองถ่าย มีบทให้เล่นไหม'
ใช่แล้ว มันเรียบง่ายและตรงประเด็นแบบนี้แหละ
คนที่ได้รับข้อความถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ยุคนี้ยังมีนายทุนที่หาที่ระบายเงินไม่ได้อีกเหรอเนี่ย
"มาเล่นหนังฉันสิ เรื่องป้อมปราการกลางทะเล ฉันให้นายเล่นเป็นพระเอกเลย!" เจียงหัวเถิงเป็นคนแรกที่ตอบกลับมา
ไหนว่าตกลงกันแล้วว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีกไงล่ะ
แกล้งทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน
ฮวงซานสือก็ตอบกลับมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
แต่เขาไม่ได้แนะนำโปรเจกต์ไหนให้หลินตงเลย กลับส่งข้อความมาเตือนสติแทน
"นายบ้าไปแล้วเหรอ ช่วงนี้นายควรจะเลือกรับงานซี้ซั้วงั้นเหรอ"
ความหมายที่แฝงอยู่ก็คือ เขาผิดหวังกับการตัดสินใจของลูกศิษย์คนนี้ และอยากให้ลูกศิษย์คิดให้รอบคอบ
ในสายตาของเขา หลินตงไม่ขาดแคลนทั้งเงินและบารมี ถ้าอยากจะเป็นนักแสดงที่ดี ก็ควรจะตั้งใจเลือกบทและขัดเกลาฝีมือการแสดงให้ดี
"ผมเข้าใจแล้วครับอาจารย์ เดี๋ยวอีกสักพักผมจะลองหาโอกาสไปแสดงละครเวทีดูครับ"
อีกฝ่ายส่งข้อความกลับมาอีก
"เตรียมตัวให้พร้อมแล้วบอกฉัน เดี๋ยวฉันจะจัดการให้"
แน่นอนว่าหลินตงแค่พูดเอาใจอาจารย์ไปอย่างนั้นเอง
แต่เรื่องละครเวทีเขาไม่ได้โกหก เขามีความคิดนี้อยู่จริงๆ
ส่วนคนอื่นๆ ตอบกลับมาค่อนข้างช้า
วันรุ่งขึ้นถึงได้มีข้อความทยอยตอบกลับมา
ทุกโปรเจกต์ล้วนเป็นกองถ่ายที่มีตัวตนอยู่จริง แถมยังระบุบทบาทมาให้พร้อมเสร็จสรรพ
แน่นอนว่าก็มีบางคนที่บอกว่าไม่มีคอนเนกชันด้านนี้ แต่ก็ไม่อยากจะแนะนำกองถ่ายไก่กากระจอกๆ ไปหลอกเอาเงินเขา จึงได้แต่ส่งข้อความมาขอโทษขอโพย
หลินตงตอบกลับไปทีละคน
และในที่สุดเขาก็เลือกได้หนึ่งเรื่องจากตัวเลือกทั้งหมด
เป็นข้อเสนอที่สวีหล่างส่งมาให้
หลินตงเคยช่วยลงทุนให้เขาไปสิบเอ็ดล้านในตอนที่เขาลำบากที่สุด นับว่าเป็นบุญคุณที่ยิ่งใหญ่มาก
สวีหล่างจึงพยายามสืบเสาะหาข้อมูลอย่างเต็มที่ จนได้บทภาพยนตร์ดีๆ มาเรื่องหนึ่ง
แถมยังไม่ต้องให้หลินตงพกเงินทุนเข้ากองถ่ายอีกต่างหาก
ความหมายก็คือ ให้นายเดินตัวเปล่าเข้าไปแคสติ้งเลย ถ้าแสดงได้ก็เอาบทไป ถ้าไม่ได้ก็จบกัน
หลินตงรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย
ถึงแม้ว่าสวีหล่างหน้าด้านคนนี้จะเคยหลอกเขาไปครั้งใหญ่ แต่หมอนี่ก็ยังถือว่าเป็นเพื่อนที่ใช้ได้เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น พอภาพยนตร์ 'ไทยไม่ง่าย' กวาดรายได้ถล่มทลายไปเกือบหนึ่งพันสามร้อยล้าน ก็จะไม่มีใครมองว่าสวีหล่างหลอกหลินตงอีกต่อไป แต่จะมองว่าสวีหล่างทำเงินให้หลินตงมหาศาลต่างหาก
หลินตงควรจะขอบคุณสวีหล่างด้วยซ้ำ
ขอบคุณพ่อง#@% ...
เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว จะทำยังไงได้ ก็ต้องเลือกที่จะให้อภัยเขาน่ะสิ
วันข้างหน้าก็ยังเป็นเพื่อนกันได้
ข้อมูลที่สวีหล่างส่งมาให้มีค่อนข้างเยอะ ถึงแม้จะไม่มีบทภาพยนตร์ฉบับเต็ม แต่ก็มีเรื่องย่อและรายละเอียดของตัวละครมาให้ครบถ้วน
หลินตงศึกษาข้อมูลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจโทรศัพท์ไปหา
"พี่หล่าง ผมสนใจเรื่องนี้มากเลยนะ แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ดูยังไงบทนี้มันก็เป็นพระเอกชัดๆ"
"ก็พระเอกน่ะสิ พระเอกตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ"
"แล้วผมจะไหวเหรอ ผม ... ถึงผมจะเคยแสดงมาบ้าง แต่ก็ยังไม่มีผลงานออกฉายเลยสักเรื่องนะ"
พูดแล้วก็แอบเขินอยู่เหมือนกัน หลินตงเคยรับบทมาแล้วหลายเรื่อง ทั้ง เสี่ยวติง จาก 'หนุ่มใหญ่ตามหารัก' หม่าเสี่ยวเป่า จาก 'ลูกศรปักใจ' และ จินอีชวน จาก 'องครักษ์เสื้อแพร'
นับว่ามีประสบการณ์การแสดงที่โชกโชนพอสมควร
แต่ผลงานที่เขาแสดงมาทั้งหมด กลับยังไม่มีเรื่องไหนได้ฤกษ์ลงจอเลย
"โธ่เอ๊ย เราเคยร่วมงานกันมาแล้ว ฉันจะไม่รู้นิสัยนายได้ยังไง นายมีทั้งทฤษฎีและพรสวรรค์ ขาดก็แค่ประสบการณ์เท่านั้น ได้ยินว่าช่วงนี้นายเพิ่งจะถ่ายหนังจบไปอีกสองเรื่อง ฉันว่าฝีมือการแสดงของนายตอนนี้น่าจะพอตัวแล้วล่ะ"
"งั้น ... ผมลองไปแคสติ้งดูดีไหม"
"รับรองว่าผ่านฉลุย เดี๋ยวฉันโทรไปฝากฝังให้"
"อย่าเลยพี่ ผมอยากใช้ความสามารถของตัวเอง พี่ไม่ต้องไปพูดอะไรทั้งนั้นแหละ แค่ส่งบทมาให้ผมก็พอ"
ในเมื่อกองถ่ายไม่ได้ต้องการเงินลงทุนจากเขา เขาก็ไม่อยากจะไปทำตัวเป็นภาระให้กองถ่าย
เกิดเขาแสดงออกมาไม่ดี แต่กองถ่ายเกรงใจสวีหล่างเลยยอมให้เขาเล่น แล้วทำหนังเจ๊งขาดทุนย่อยยับขึ้นมา ความผิดนี้จะไปตกที่ใครล่ะ
"โอเค งั้นฉันจะไม่พูดอะไรเลย ให้นายใช้ฝีมือพิสูจน์ตัวเองเอาแล้วกัน"
สวีหล่างวางสายโทรศัพท์แล้วส่ายหน้า "เด็กสมัยนี้นี่น้า"
โจวป๋อที่กำลังนวดข้อเท้าของตัวเองอยู่เงยหน้าขึ้นมาถาม "เขาว่าไงบ้าง ปฏิเสธหรือเปล่า"
"ไม่ได้ปฏิเสธหรอก แต่บอกว่าจะขอไปแคสติ้งด้วยความสามารถของตัวเอง"
"มีความมุ่งมั่นดีนี่นา ทางฝั่งของไห่จื่อก็ไม่ได้ต้องการนักแสดงระดับเทพอะไรขนาดนั้น แถมตงจื่อก็เป็นคนตงเป่ย ตรงตามคาแรคเตอร์เป๊ะเลย"
"ติดอยู่อย่างเดียวคือหล่อเกินไปหน่อยนี่แหละ"
...
"ติดอยู่อย่างเดียวคือหล่อเกินไปหน่อยนี่แหละ ช่างแต่งหน้า มาจัดการแปลงโฉมหมอนี่ให้ที!" ความคิดเห็นของหนิงไห่ตรงกับสวีหล่างเป๊ะเลย
หลินตงบินไปที่เซินเฉิงทันทีตามที่อยู่ที่สวีหล่างให้มา
พอไปถึงก็เตรียมตัวแคสติ้งเลย ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นาทีเดียว
หลินตงไม่ได้สืบทอดความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมาก็จริง แต่เรื่องภาษาเขากลับได้มาครบถ้วน
เขาพูดภาษาจีนกลางได้ชัดเจนดี แต่พอให้พูดภาษาถิ่น เขาก็สามารถพ่นสำเนียงตงเป่ยออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ
ผู้กำกับหนิงไห่ค่อนข้างพอใจเลยทีเดียว
ทีนี้ก็เหลือแค่รอดูทักษะการแสดงของหลินตงแล้ว
หลินตงถูกจับเข้าไปในห้องแต่งตัว ทั้งทรงผมและการแต่งหน้าถูกปรับเปลี่ยนใหม่หมด พอส่องกระจกดู ความหล่อของเขาก็ลดฮวบลงอย่างเห็นได้ชัด
"เลือกฉากนี้มาแคส ... จะดีเหรอคะ" ฟางเตี๋ยที่รับบทเป็นเถาหงในเรื่องเอ่ยปากอย่างลังเล
เธอรู้สึกลำบากใจนิดหน่อย เพราะสามีโทรศัพท์มาบอกว่าหลินตงต้องการได้บทนี้ด้วยความสามารถของตัวเอง จึงกำชับไม่ให้เธอพูดอะไรทั้งนั้น
เธอก็เลยต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักหลินตง
แต่ยังไงซะเธอก็รู้ดีว่าหลินตงเป็นใคร ก็ตอนที่ไปคุยเรื่องเงินลงทุน เธอก็ไปเป็นเพื่อนสวีหล่างผู้เป็นสามีนี่นา
ตอนนี้พอมาเจอกันในกองถ่าย จะให้เธอตบหน้าบอสหลินเนี่ยนะ
[จบแล้ว]