เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 - บอกใบ้อย่างบ้าคลั่ง

บทที่ 27 - บอกใบ้อย่างบ้าคลั่ง

บทที่ 27 - บอกใบ้อย่างบ้าคลั่ง


ด้วยประสบการณ์การต่อสู้ในฐานะมือปราบมารมาหลายปี ตั้งแต่ตอนที่นักข่าวเริ่มหันมามองทางนี้ หลินตงก็ทิ้งระยะห่างจากพี่ซุ่นลิวไปเรียบร้อยแล้ว

เขาแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้จักกันเลยสักนิด

ตัวเขาเองเป็นแค่คนแปลกหน้า จึงไม่มีใครมาให้ความสนใจเลยสักคน

เพื่อจัดงานเลี้ยงแต่งงาน เมิ่งเชาได้เหมารวมห้องโถงชั้นสามของโรงแรมทั้งหมด

ลิฟต์โดยสารที่ขึ้นตรงไปยังชั้นสามถูกปิดการใช้งาน แขกและผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าสู่สถานที่จัดงานได้ผ่านบันไดเลื่อนตรงทางเข้าเท่านั้น

หลินตงถูกขวางเอาไว้อย่างสุภาพ

หลังจากแสดงบัตรเชิญ คนไร้ชื่อเสียงอย่างเขาก็ได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน

พอเข้าไปถึง เขาก็จัดการมอบเงินใส่ซองเสียก่อน

มีป้ายตั้งเอาไว้ และมีคนคอยรับซองอยู่ตรงนั้น

หลินตงใส่เงินสดห้าหมื่นหยวนในซองแดง ซึ่งก็ดูไม่มากไม่น้อยจนเกินไป

หลังจากส่งมอบตั๋วอาหารแล้ว เขาก็สามารถเข้าไปนั่งได้

ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ถูกตกแต่งให้เป็นสถานที่สำหรับงานแต่งงานอย่างสมบูรณ์แบบ

ตรงกลางคือทางเดินที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับคู่บ่าวสาว

ส่วนสองข้างทางคือโต๊ะกลมขนาดใหญ่หลายตัว บางโต๊ะก็มีคนนั่งอยู่บ้างแล้ว

สำหรับคนหน้าใหม่อย่างเขา การอยู่ในสถานที่แบบนี้มันน่าอึดอัดมาก ไม่มีใครสนใจเขาเลย เขาทำได้เพียงเดินเตร่ไปรอบๆ และในที่สุดก็ต้องหาที่นั่งร่วมโต๊ะกับคนอื่น

อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

"ตงจื่อ!"

เมื่อหลินตงหันหลังกลับไปก็พบว่าอาจารย์ฮวงซานสือของเขากำลังยืนอยู่ด้านหลัง

"สวัสดีครับอาจารย์!"

"เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ใครพามาเนี่ย"

ระหว่างที่ฮวงซานสือกำลังคุยกับเพื่อนอยู่ เขาก็บังเอิญเห็นคนหน้าคุ้นๆ

ดูไปก็คล้ายกับลูกศิษย์คนสุดท้ายของเขาที่จู่ๆ ก็มีพฤติกรรมแปลกๆ ไปหลังจากป่วยเป็นไข้สูง

ไม่คิดเลยว่าจะเป็นลูกศิษย์คนนี้จริงๆ

งานแต่งงานของเมิ่งเชาเชิญแขกมาร่วมงานประมาณสามร้อยคน

เมื่อหักญาติมิตรของทั้งสองฝ่ายออกไปแล้ว คนที่จะได้รับบัตรเชิญนั้นมีไม่มากนัก

อีกทั้งทุกคนล้วนเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม ไม่มีใครกล้าทำเรื่องน่าเกลียดอย่างการพาคนทั้งครอบครัวมากินฟรีหรอก

แล้วลูกศิษย์ของเขาคนนี้แอบเข้ามาได้ยังไงกัน

"ผมมีบัตรเชิญนะครับ" หลินตงตอบอย่างภาคภูมิใจเล็กน้อย

ฮวงซานสือเหลือบมองแวบหนึ่ง บัตรเชิญเป็นของจริงแน่นอน ตรงช่องชื่อมีชื่อของหลินตงเขียนด้วยลายมืออยู่ และอีกด้านหนึ่งก็มีข้อความว่าเมิ่งเชาและภรรยาเป็นผู้เชิญ

ไม่ได้แอบเข้ามาก็ดีแล้ว

จากนั้นสองศิษย์อาจารย์ก็หาที่นั่งเพื่อพูดคุยถึงเรื่องราวในช่วงนี้

วิชาเรียนของหลินตงส่วนใหญ่จบลงแล้ว

ปกตินักศึกษาปีสามก็ไม่มีเรียนเยอะอยู่แล้ว

เหลือแค่ต้องเตรียมตัวสอบปลายภาคเท่านั้น

จุดประสงค์หลักของฮวงซานสือก็คืออยากรู้ความเป็นไปของหลินตงในกองถ่าย 'หนุ่มใหญ่ตามหารัก'

ในขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น ตรงประตูทางเข้าก็เกิดความวุ่นวายเล็กน้อย

มีคนพยายามจะแอบเข้ามาจริงๆ ด้วย

โชคดีที่ตรงนี้ถือเป็นด่านที่สอง และพวกนักข่าวก็ถูกกั้นให้อยู่ด้านนอกสุด ไม่อย่างนั้นคงได้กลายเป็นข่าวพาดหัวแน่นอน

โต๊ะที่หลินตงและฮวงซานสือนั่งคุยกันยังไม่มีใครมาร่วมโต๊ะ

แถมยังอยู่ไม่ไกลจากประตูมากนัก พวกเขาจึงสามารถนั่งดูเรื่องซุบซิบได้ตั้งแต่ต้นจนจบ

"ผมเอาเงินใส่ซองมาด้วยนะ หนึ่งหมื่นหยวน นี่ไงซองแดง" ชายคนนั้นดูอายุประมาณสามสี่สิบปี และแนวผมที่ร่นขึ้นไปนั้นก็ดูคล้ายกับสวีหล่างเลยทีเดียว

ทุกครั้งที่หลินตงเห็นคนแบบนี้ เขามักจะเกิดความรู้สึกอยากจะแกว่งไม้กายสิทธิ์แล้วร่ายคาถาปลูกผมใส่เสียให้รู้แล้วรู้รอด

"ขออภัยครับคุณผู้ชาย เนื่องจากสถานที่จำกัด เราจึงอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่มีบัตรเชิญเท่านั้นครับ"

พนักงานไม่ได้มีท่าทีวางอำนาจแต่อย่างใด

ในความเป็นจริง เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เขากลับเป็นคนที่รู้สึกหวาดกลัวและทำอะไรไม่ถูกมากที่สุด

ถ้าหากจัดการได้ไม่ดีก็อาจทำให้เจ้านายต้องเสียชื่อเสียงได้

"อย่างนั้นหรอกเหรอ ... " ชายคนนั้นไม่ได้ดึงดันจะเข้าไป แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ใบหน้าของเขาดูทั้งอับอายและทำตัวไม่ถูกอย่างมาก

เขายืนอยู่ตรงประตูพลางชะเง้อมองเข้าไปข้างในราวกับกำลังมองหาคนรู้จัก

และเมื่อเขามองเข้าไป เขาก็เจอคนรู้จักจริงๆ

เขากระซิบอะไรบางอย่างกับพนักงาน จากนั้นพนักงานคนหนึ่งก็เดินตรงมาทางหลินตงและอาจารย์

แน่นอนว่าพนักงานไม่ได้เดินมาหาหลินตงหรอก

คนที่ชายคนนั้นรู้จักคือฮวงซานสือ

มีคนทั่วประเทศมากมายที่รู้จักฮวงซานสือ ดังนั้นการรู้จักที่ว่านี้จึงไม่ได้หมายถึงการรู้จักกันแบบปกติทั่วไป

"อาจารย์ฮวงครับ ผู้ชายคนนั้นบอกว่าเขาเคยเป็นโปรดิวเซอร์รายการที่สถานีโทรทัศน์ปักกิ่ง เคยพบอาจารย์และเคยพูดคุยกับอาจารย์ อาจารย์พอจะจำเขาได้ไหมครับ"

ถ้าหากเขาอ้างว่ารู้จักคนอื่น พนักงานอาจจะไม่เดินมาสอบถามให้

ไม่ใช่ว่าแค่บอกว่ารู้จักคนในงานแล้วจะสามารถเดินเข้าไปได้เลย

แต่กับฮวงซานสือนั้นต่างออกไป

โต๊ะที่ฮวงซานสือเพิ่งลุกจากมาเมื่อครู่นี้ล้วนมีแต่คนดังระดับบิ๊กเบิ้มทั้งนั้น

เป็นคนดังระดับตัวท็อปจริงๆ

ไม่ใช่แค่พวกที่เพิ่งจะมีชื่อเสียงจากหนังหรือละครเพียงหนึ่งหรือสองเรื่อง

"โปรดิวเซอร์ ... เขาชื่ออะไรล่ะ"

ฮวงซานสือขมวดคิ้ว เขาเป็นคนไม่ชอบเรื่องวุ่นวาย

แต่ถ้าหากเป็นคนที่รู้จักกันจริงๆ เขาก็คงจะทำเป็นไม่เห็นไม่ได้

"ชื่อหวังอิ่งครับ อิ่งที่แปลว่าภาพยนตร์"

"รู้สึกว่าจะคุ้นๆ อยู่นะ เดี๋ยวฉันลองไปดูหน่อย"

ครู่ต่อมา ฮวงซานสือก็พาชายคนนั้นเดินกลับมา

"ไป ตามฉันไปตรงนู้น"

เขาแวะเรียกนักเรียนของตัวเอง จากนั้นฮวงซานสือก็เดินกลับไปที่โต๊ะเดิมของเขา

"ผู้กำกับหวังอิ่งท่านนี้ตั้งใจจะถ่ายทำสารคดีแนะนำช่างฝีมือพื้นบ้าน มีท่านเศรษฐีคนไหนยินดีจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือบ้างไหมครับ"

สารคดีเหรอ

ไม่มีใครสนใจเลยสักนิด

รูปแบบการผลิตสารคดีในปัจจุบันมักจะเป็นการจ้างผลิตโดยสถานีโทรทัศน์

คล้ายๆ กับการรับทำงานตามโจทย์

สถานีโทรทัศน์แห่งชาติเพิ่งเปิดช่องรายการสารคดีไปเมื่อเดือนมกราคม เพื่อใช้สำหรับออกอากาศสารคดีโดยเฉพาะ

และตอนนี้ก็กำลังทุ่มทุนสร้างซีรีส์สารคดีเรื่อง 'สุดยอดนักกิน'

สถานีโทรทัศน์เป็นคนออกทุนเองทั้งหมด บริษัทสร้างภาพยนตร์เหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลยสักนิด

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อฮวงซานสือเป็นคนเอ่ยปาก

อีกทั้งสารคดีก็ไม่ได้ใช้ทุนสร้างเยอะแยะอะไร

ทุกคนจึงยอมไว้หน้าเขา

หลายคนมองหน้ากันพร้อมกับส่งสายตาถามไถ่ว่าใครจะเป็นคนรับหน้าทำเรื่องนี้

"อาจารย์ครับ ให้ผมเป็นคนจัดการเองดีกว่าครับ!"

พ่อหนุ่มรูปหล่อที่ยืนอยู่ข้างๆ ฮวงซานสือและยังไม่ทันได้แนะนำตัวก็เป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นมา

"เธอเนี่ยนะ"

ฮวงซานสือไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกมึนงงของตัวเองออกมายังไงดี

เหล่าคนดังระดับบิ๊กเบิ้มถึงเพิ่งจะหันมาสนใจชายหนุ่มคนนี้

การถ่ายทำสารคดีไม่ได้ใช้เงินเยอะก็จริง

แต่สไตล์การทำงานแบบรวบรัด ไม่ถามถึงคุณภาพ ไม่ถามถึงผลตอบแทน หรือแม้แต่ไม่ถามว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ มันทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นปรมาจารย์ที่เจอกับพวกลูกไม้ตื้นๆ ที่คาดเดาไม่ได้

"งบประมาณเท่าไหร่ครับ" หลินตงหันไปถามหวังอิ่งโดยตรง

"งบที่ประเมินไว้คือหนึ่งล้านแปดแสนหยวนครับ แต่ผมคิดว่าถ้าลองปรับลดลงหน่อย หนึ่งล้านหยวนก็น่าจะพอแล้วครับ"

หวังอิ่งไม่สนใจหรอกว่าใครจะเป็นคนออกเงิน

ขอแค่เขาได้เงินทุนไปสร้างโปรเจกต์ของเขาก็พอแล้ว

"ถึงแม้จะเป็นสารคดี แต่ก็ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพบ้างนะครับ งบตั้งหนึ่งล้านแปดแสนหยวนแล้วคุณยังจะลดอีก แล้วแบบนี้ใครจะไปอยากดูสารคดีของคุณล่ะ"

หลินตงรู้สึกผิดหวังมาก

อุตส่าห์มีโอกาสขาดทุนหล่นทับถึงที่ทั้งที เขาก็นึกว่าจะได้ขาดทุนเยอะกว่านี้เสียอีก

แค่หนึ่งล้านแปดแสนหยวนเอง!

แล้วคุณพี่ก็ยังจะลดงบอีกเนี่ยนะ

"เอ่อ ... ถ้าเป็นไปได้ ก็ต้องขอบคุณมากจริงๆ ครับ"

หวังอิ่งไม่ได้โง่ ยิ่งมีเงินทุนเยอะก็ย่อมถ่ายทำได้เยอะขึ้น และคุณภาพการผลิตก็ย่อมดีขึ้นตามไปด้วย

"ถ้าจะทำให้มันมีคุณภาพจริงๆ ต้องใช้งบเท่าไหร่ครับ"

"ถ้าอย่างนั้น ... ก็คงสักสองล้านหยวนล่ะมั้งครับ"

หลินตงถึงกับพูดไม่ออก

ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ ผมอุตส่าห์ใบ้ให้ขนาดนี้แล้ว พี่ยังจะเพิ่มเงินมาแค่สองแสนหยวนเองเหรอ

ระบบเตือนเขาแล้ว เขาจึงไม่สามารถบอกใบ้ต่อไปได้

ดังนั้นการต่อรองราคาราวกับซื้อผักในตลาดจึงจบลงเพียงเท่านี้

"นี่นามบัตรของผมครับ หลังจบงานเทศกาลภาพยนตร์ คุณค่อยไปหาผมที่ปักกิ่งเพื่อรับเงินก็แล้วกัน"

หลินตง (บริษัท ไคลสต์ คัลเจอร์ มีเดีย จำกัด)

เบอร์โทรศัพท์: 182

ที่อยู่: โซน B ชั้น 56 อาคาร A ตึกกั๋วเม่าเฟส 3 ถนนเจี้ยนกั๋วเหมินไว่ เขตเฉาหยาง กรุงปักกิ่ง

จบบทที่ บทที่ 27 - บอกใบ้อย่างบ้าคลั่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว