- หน้าแรก
- ปั้นเธอจนเป็นดาวแต่ดันโดนเท พรุ่งนี้เตรียมดูผมเป็นคนดังได้เลย
- บทที่ 30 - เขาถูกกำหนดมาให้ล้มเหลว
บทที่ 30 - เขาถูกกำหนดมาให้ล้มเหลว
บทที่ 30 - เขาถูกกำหนดมาให้ล้มเหลว
ในขณะที่อารมณ์หม่นหมองของหลินเยียนหรานกำลังก่อตัวขึ้น สวีฟางหยวนก็เดินเข้ามาจากประตู
เมื่อเห็นสภาพอันน่าสังเวชของหลินเยียนหรานในตอนนี้ เธอทั้งรู้สึกสงสารและโกรธเคืองในเวลาเดียวกัน!
สภาพแบบนี้ยังอยากจะเป็นราชินีเพลงอยู่อีกงั้นเหรอ!
สวีฟางหยวนพุ่งตัวเข้าไปแย่งขวดเบียร์ในมือของหลินเยียนหรานแล้วโยนทิ้งลงถังขยะทันที
"ยังจะกินอยู่อีกเหรอ! ไม่ส่องกระจกดูตัวเองบ้างล่ะว่าตอนนี้สภาพเป็นยังไงแล้ว!" สวีฟางหยวนตวาด
"ปกติฉันสอนเธอว่ายังไง การจะเป็นราชินีเพลงได้สิ่งแรกคือต้องรู้จักควบคุมอารมณ์! เธอจะคิดยังไงในใจฉันไม่สน แต่เธอห้ามแสดงมันออกมาเด็ดขาด!"
"แถมเธอยังมาทำตัวแบบนี้เพราะผู้ชายที่เธอเพิ่งทิ้งไปเนี่ยนะ ไม่คิดว่ามันน่าสมเพชบ้างเหรอ หรือว่าเธอเสียใจขึ้นมาแล้ว"
คำพูดสามคำสุดท้ายของสวีฟางหยวนแทงใจดำหลินเยียนหรานอย่างจัง เธอเหมือนแมวที่ถูกเหยียบหางและขนลุกซู่ไปทั้งตัว!
หลินเยียนหรานลุกพรวดขึ้นจากโซฟา ใบหน้าของเธอดูบิดเบี้ยวเล็กน้อยขณะตะโกนว่า "ฉันไม่ได้เสียใจ! ฉันไม่เคยเสียใจ!! ฉันไม่มีวันเสียใจ!!!"
เมื่อเห็นท่าทางของหลินเยียนหราน สวีฟางหยวนกลับไม่ได้รู้สึกโกรธเลย เพราะเธอได้เห็นสิ่งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนบนใบหน้าของหลินเยียนหราน
ความโหดเหี้ยม!
ใช่แล้ว ตั้งแต่ที่สวีฟางหยวนรู้จักกับหลินเยียนหราน อีกฝ่ายมักจะแสดงออกด้วยบุคลิกที่อ่อนโยนและสงบเสงี่ยมตามแบบฉบับสาวเจียงหนานมาโดยตลอด
บุคลิกแบบนี้อาจจะทำให้คนชอบ แต่ไม่ได้เหมาะกับวงการบันเทิงที่เต็มไปด้วยความโสมมเลยสักนิด!
ไม่ว่าจะเป็นนิสัยที่ค่อนข้างหัวโบราณหรือไลฟ์สไตล์ที่ชอบความสงบและไม่ชอบความวุ่นวาย ล้วนทำให้เธอเสียเปรียบในแวดวงสังคมต่างๆ
สวีฟางหยวนอยากให้หลินเยียนหรานปรับเปลี่ยนตัวเองมาหลายครั้งแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ไม่เคยยอมและเธอก็ไม่อยากบังคับ
แต่ตอนนี้สวีฟางหยวนมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงแล้ว!
ท่าทีของเธออ่อนลงทันทีและพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "ฉันรู้ว่าเธอไม่เสียใจ และเธอก็ไม่จำเป็นต้องเสียใจด้วย เพราะเธอคือผู้หญิงที่จะก้าวขึ้นเป็นราชินีเพลง! ส่วนซูเฉินถูกกำหนดมาให้ล้มเหลว!"
เมื่อได้ยินดังนั้นหลินเยียนหรานก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วและถามว่า "ถูกกำหนดมาให้ล้มเหลว ... หมายความว่ายังไงคะ"
สวีฟางหยวนยกมุมปากขึ้นและพูดอย่างใจเย็น "เมื่อกี้ทางสถานีโทรทัศน์มณฑลเซียงเพิ่งประกาศรายชื่อผู้เข้าแข่งขันรายการหมิงรื่อจือซิง และชื่อของซูเฉินก็อยู่ในนั้นด้วย"
"เขา ... เขาจะไปออกรายการหมิงรื่อจือซิงเหรอคะ แล้วมันหมายความว่าถูกกำหนดมาให้ล้มเหลวยังไงกัน" หลินเยียนหรานเริ่มลนลานขึ้นมาทันที
จากผลงานในปัจจุบันของซูเฉิน การที่เขาไปออกรายการนี้มีแต่จะทำให้ความนิยมของเขาเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น!
"วางใจเถอะ ครั้งนี้บริษัทฝานซิงก็ส่งคนไปเหมือนกัน นอกจากหวังฉีแล้วยังมีเมิ่งเสี่ยวเทียนด้วย!" สวีฟางหยวนกล่าว
หลินเยียนหรานอึ้งไป " ... เมิ่งเสี่ยวเทียนเหรอคะ เขาไปออกรายการประกวดแบบนี้ด้วยเหรอ"
เมิ่งเสี่ยวเทียนเคยเป็นสมาชิกของวงเล่อเทียนพ่ายที่บริษัทฝานซิงเคยเซ็นสัญญาด้วย วงนี้เคยโด่งดังจนแทบจะครองประเทศเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ต่อมาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นวงก็ยุบไป และกระแสของวงเล่อเทียนพ่ายก็ค่อยๆ ลดลง แต่ความสามารถของเมิ่งเสี่ยวเทียนนั้นเป็นของจริง แถมเขายังมีฐานแฟนคลับเก่าที่พร้อมจะสนับสนุนเขาอยู่อีกมากมาย!
"บริษัทสั่งให้ทั้งสองคนจัดการกับซูเฉินในรายการให้ได้ การมีเมิ่งเสี่ยวเทียนลงสนาม ซูเฉินก็เป็นแค่ตัวตลกเท่านั้นแหละ"
เมื่อได้ยินสวีฟางหยวนพูดแบบนั้นหลินเยียนหรานก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง แต่ในใจลึกๆ เธอก็ยังรู้สึกกังวลอยู่ดี
"ถึงซูเฉินจะไม่ใช่คู่แข่งของเมิ่งเสี่ยวเทียน แต่การแข่งขันแบบนี้มันขึ้นอยู่กับเมนเทอร์เป็นหลักนะคะ แบบนี้มันยังไม่ค่อยชัวร์เท่าไหร่นะคะ ... "
"ใช่" สวีฟางหยวนยิ้มบางๆ รับคำพูดของหลินเยียนหราน
"แต่ถ้าฉันจะบอกว่าทางฝั่งเมนเทอร์ก็มีคนของเราอยู่ล่ะ"
"อะ ... อะไรนะคะ!" หลินเยียนหรานตกตะลึง!
และวินาทีต่อมามันก็กลายเป็นความตื่นเต้นดีใจ!
เมื่อได้ยินคำพูดของสวีฟางหยวน หลินเยียนหรานก็เริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา
รายการหมิงรื่อจือซิงมีเมนเทอร์ทั้งหมดสี่คน หานหงขึ้นชื่อเรื่องความเป็นคนซื่อตรงและไม่ยอมให้มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้นเด็ดขาด จึงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะมีความเกี่ยวข้องกับสวีฟางหยวน
โจวจื้อเชียนกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น สิ่งที่เขาต้องการคือการเติบโตอย่างมั่นคง และเขายังเคยได้รับการขนานนามว่าเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเด็กใหม่ในวงการ ดังนั้นเขาคงไม่ยอมทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงแบบนี้แน่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองเลย
ส่วนเหยียนมี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ พี่มี่ของเราพัฒนาจากนักแสดงไปเป็นนายทุนแล้ว แต่สวีฟางหยวนเป็นแค่ผู้จัดการตัวเล็กๆ สถานะของทั้งสองคนต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ดังนั้นในบรรดาเมนเทอร์ทั้งสี่คน คนเดียวที่มีแนวโน้มว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับสวีฟางหยวนก็คือเจิ้งฮว๋าอวี่!
จู่ๆ หลินเยียนหรานก็นึกถึงข่าวลือที่ว่าหลังจากหมดสัญญากับบริษัทฟิงซ่างมีเดีย เจิ้งฮว๋าอวี่ก็เคยมีความสัมพันธ์อันดีกับบริษัทฝานซิงอยู่พักหนึ่ง ...
ดูเหมือนว่าข่าวนั้นจะเป็นความจริงสินะ
สวีฟางหยวนไม่สนใจความคิดที่เตลิดเปิดเปิงของหลินเยียนหราน เธอเชิดคางขึ้นและพูดด้วยความภูมิใจ
"เมื่อหลายปีก่อนฉันเคยช่วยเจิ้งฮว๋าอวี่เอาไว้ครั้งใหญ่ การที่เขามีสถานะอย่างทุกวันนี้ได้ก็เป็นเพราะฉันทั้งนั้นแหละ!"
สวีฟางหยวนพูดพลางหัวเราะเบาๆ "ฉันไปคุยกับเขาเรื่องรายการประกวดครั้งนี้มาแล้ว เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อเขี่ยซูเฉินตกรอบให้ฉัน และจะใช้ทักษะการพูดในรายการเพื่อเปลี่ยนกระแสของซูเฉินซะใหม่"
"สุดท้ายพอซูเฉินตกรอบฉันก็จะจ้างกองทัพไซเบอร์มาปั่นกระแสและดับความหวังในการกลับมาของเขาทุกทาง แค่นี้ซูเฉินก็จบเห่แน่!"
ยิ่งได้ฟังแผนการของสวีฟางหยวน ดวงตาของหลินเยียนหรานก็ยิ่งเป็นประกาย จนในที่สุดเธอก็กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น!
เรื่องนี้น่าสนใจมาก!
น่าเชื่อถือกว่าครั้งที่แล้วเยอะเลย!
ในเมื่อเมนเทอร์เป็นคนของเราแล้ว ซูเฉินจะเอาชนะได้ยังไง!
เมื่อพูดถึงซูเฉิน รอยยิ้มเย้ยหยันก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสวีฟางหยวน
"ซูเฉินอาจจะร้องเพลงเก่ง แต่การแข่งขันมันไม่ได้วัดกันแค่ฝีมือหรอกนะ มันขึ้นอยู่กับนายทุนและเส้นสายด้วยต่างหาก! ซึ่งบังเอิญว่าซูเฉินไม่มีทั้งสองอย่างนี้เลย!"
"ยิ่งไปกว่านั้นซูเฉินยังรับแต่งเพลงเศร้าให้หวังปิงหลิงด้วย การเดิมพันครั้งนี้ฉันไม่คิดว่าเขาจะชนะหรอกนะ"
"ขอแค่เราช่วยจุดกระแสในรายการนิดหน่อยก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเองแล้ว แค่แฟนคลับของหวังปิงหลิงก็พอจะทำให้เขาอ่วมได้แล้วล่ะ!"
"หึหึ ... ซูเฉิน ครั้งนี้ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่าแกจะเอาอะไรมาสู้กับฉัน!"
หลังจากรอคอยมาอย่างยาวนาน ในที่สุดก็มาถึงวันที่เจ็ด ซูเฉินต้องเดินทางไปเมืองฉางซาแล้ว
ตั๋วเครื่องบินระบุเวลาเช็กอินตอนเก้าโมงเช้า แต่เนื่องจากสนามบินเซียวซานในหางโจวค่อนข้างอยู่ไกล เพื่อความปลอดภัยเขาจึงต้องออกจากบ้านอย่างช้าที่สุดตอนเจ็ดโมงเช้า
ซูเฉินจัดเตรียมเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นใส่กระเป๋าเดินทางไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เช้าตรู่วันนี้เขาจึงพร้อมลากกระเป๋าเดินทางพะรุงพะรังออกจากบ้าน
แต่พอเปิดประตูออก ซูเฉินก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ามีคนยืนอยู่หน้าประตู!
หานเจียงเสวี่ยยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับแผ่รังสีอำมหิตออกมา
เธอสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย แต่ใต้ตามีรอยคล้ำที่แม้แต่รองพื้นก็ยังปิดไม่มิด ข้างๆ เธอมีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่สูงเกือบครึ่งตัวของเธอวางอยู่
ดูแวบเดียวก็รู้เลยว่าเธอต้องตื่นเช้ามากแน่ๆ ...