เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 18 เผยธาตุแท้

บทที่ 18 เผยธาตุแท้

บทที่ 18 เผยธาตุแท้


ห้องสอบสวนชั่วคราว เฉินเฟิงและเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายกำลังสอบปากคำเหอบิน อีกฝ่ายฟุบหน้าลงกับโต๊ะยาวอย่างเกียจคร้าน ถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ตอนที่ถูกจับ เขายืนยันกระต่ายขาเดียวว่าแค่มาเยี่ยมเพื่อนที่บ้าน ไม่รู้เรื่องการค้ายาเสพติดเลยแม้แต่น้อย

พวกนั้นก็รักเพื่อนซะเหลือเกิน ยืนกรานว่าเหอบินไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง บอกว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย ภายนอกดูเหมือนเป็นเพื่อนกัน แต่ความจริงแล้วคนพวกนั้นก็คือลูกสมุนของเขานั่นแหละ

สอบปากคำไปยี่สิบนาที เหอบินก็ทำตัวเหมือนจิ้งจอกเฒ่า ตอบคำถามได้แนบเนียนไร้ที่ติ หาช่องโหว่ไม่เจอเลย

“ผู้กองเฉิน ผมไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆ นะครับ พวกคุณปรักปรำผมแล้ว” เหอบินยิ้มบางๆ พูดอย่างใจเย็น

เมื่อเห็นท่าทีไม่สะทกสะท้านของอีกฝ่าย เฉินเฟิงก็รู้ว่าคงเค้นอะไรจากเขาไม่ได้แน่ จึงเดินออกจากห้องสอบสวนไปดื้อๆ

พอออกมา พวกตงฟางก็รีบเข้ามารุมถาม พอรู้ว่าอีกฝ่ายปฏิเสธเสียงแข็ง ทุกคนก็รู้สึกโมโหแทน

“ผู้กองเฉิน ให้ฉันลองดูไหมล่ะ ถ้าเขาเจอฉัน คงไม่ใจเย็นแบบนี้หรอก” จู่ๆ หลินฉีก็โผล่มา แววตาของเธอแฝงไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน

เฉินเฟิงมองเธอพลางคิดในใจ คนปกติพอเจอผี กำแพงในใจก็ต้องพังทลายลงมาแน่ๆ บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีที่ดีก็ได้

“ผู้กองเฉิน พวกเราขอเข้าไปฟังด้วยได้ไหม เผื่อว่า...” หวังจั่วเต้าปรายตามองหลินฉี ความหมายก็คือ เผื่อว่าผีสาวคุมอารมณ์ไม่อยู่ขึ้นมาจะทำยังไง

“ผิดกฎระเบียบนะครับ” เฉินเฟิงกะจะปฏิเสธไปตรงๆ แต่พอนึกขึ้นได้ว่านี่มันผีนะ ปืนยังเอาไม่อยู่เลย จะประมาทไม่ได้ “พวกคุณไปที่ห้องควบคุมกล้องวงจรปิดก็แล้วกัน”

คำพูดนี้เท่ากับเป็นการระแวงหลินฉี แต่เธอกลับดูไม่ใส่ใจเลย แถมยังพยักหน้าเห็นด้วย พอเห็นว่าผีสาวรู้ความดี ความหวาดระแวงในใจของเฉินเฟิงก็เบาบางลง

ห้องควบคุมกล้องวงจรปิดอยู่ถัดไปอีกสองห้อง พวกตงฟางเดินเข้าไป ในหน้าจอขนาดใหญ่แสดงภาพภายในห้องสอบสวนทุกซอกทุกมุม เหอบินยังคงนั่งขี้เกียจอยู่ที่เดิม แถมยังชวนตำรวจคุยเรื่องงานอดิเรกอีกต่างหาก แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสนใจเขา

ตอนนั้นเอง เฉินเฟิงก็เดินเข้าไป สั่งให้ตำรวจนายนั้นออกไป แล้วตัวเขาก็อยู่ต่อเพียงลำพัง

“ผู้กองเฉิน คุณยังมีอะไรจะถามอีกงั้นเหรอ?” แววตาดูแคลนฉายวาบขึ้นมาในดวงตาของเหอบิน คนพวกนี้ยังไม่ถอดใจอีก

“ไม่มีอะไรหรอก แค่เห็นว่าคุณชอบคุย ก็เลยหาเพื่อนเก่ามาคุยเป็นเพื่อนคุณน่ะ” เฉินเฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย

เหอบินชะงักไปเล็กน้อย ถามด้วยความสงสัย “เพื่อนเก่าคนไหนครับ?”

“พี่บิน ไม่เจอกันไม่กี่ชั่วโมง พี่ลืมฉันแล้วเหรอ?”

จู่ๆ ไฟในห้องสอบสวนก็กะพริบติดๆ ดับๆ เหมือนฉากในหนังสยองขวัญเป๊ะ ประกอบกับเสียงผู้หญิงที่ดังขึ้นมาลอยๆ ก็ทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวขึ้นมาทันที

“ผีสาวนี่เล่นใหญ่จัง มีการสร้างบรรยากาศเปิดตัวด้วย” ตงฟางมองหน้าจอพลางหัวเราะร่วน คนอื่นๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย

“เอ่อ ไฟนั่นผมเป็นคนคุมเองแหละ” ตำรวจที่อยู่ข้างๆ แอบขำ จินตนาการของคนพวกนี้ล้ำเลิศจริงๆ เขาก็งงเหมือนกันว่าคำสั่งของผู้กองเฉินมันมีประโยชน์อะไร?

“นายเองหรอกเหรอ” พวกตงฟางทั้งขำทั้งอาย อุตส่าห์มโนไปซะไกล ที่แท้ก็เป็นฝีมือเทคโนโลยีนี่เอง

วินาทีต่อมา ตำรวจนายนั้นก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าทำไม เขาเบิกตากว้าง จ้องมองผู้หญิงที่โผล่มากลางหน้าจอเขม็ง สมองขาวโพลนไปหมด

“หลินฉี!”

เหอบินลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว จนถอยไปชนกำแพงแล้วพบว่าไม่มีทางหนี รีบตะโกนลั่น “ผู้กองเฉิน ผีตัวนี้จะฆ่าผม ช่วยด้วย!”

“เธอไม่ทำหรอก เธอแค่มาคุยด้วยเฉยๆ แล้วก็ช่วยคุณฟื้นความจำนิดหน่อยเท่านั้นเอง” เฉินเฟิงเห็นอีกฝ่ายสติแตกก็แอบดีใจ พอสติหลุดก็สอบปากคำง่ายขึ้น

หลินฉีพยักหน้า นั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย “ผู้กองเฉินพูดถูก ฉันจะทำใจทำร้ายพี่บินลงได้ยังไงล่ะ”

พอเห็นทั้งสองคนเข้าขากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย เหอบินก็รู้ทันทีว่าผีเป็นคนแจ้งความ ตัวเองดันมาตกม้าตายเพราะผีซะได้

“พี่บิน ฉันรักพี่ขนาดนั้น พี่ทำใจฆ่าฉันลงได้ยังไง” หลินฉีจ้องมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายเขม็ง

เหอบินกรอกตาไปมา รีบปฏิเสธ “เธอพูดบ้าอะไร เธอพลัดตกตึกตายเองชัดๆ”

“อุบัติเหตุงั้นเหรอ? เหอบินเอ๋ยเหอบิน เพื่ออนาคตของตัวเอง พี่ถึงกับเอาฉันไปประเคนให้ตาแก่นั่นย่ำยี พี่มันเดรัจฉานชัดๆ!” หลินฉีเริ่มคุมอารมณ์ไม่อยู่ ชี้หน้าด่าอีกฝ่ายฉอดๆ

ทุกคนที่ได้ยินต่างก็ตกตะลึง เรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่เรื่องชู้สาวธรรมดาๆ ซะแล้ว

“เธอโกหก ฉันไม่รู้เรื่องที่เธอพูดเลย!” เหอบินมีท่าทีลุกลี้ลุกลน ปฏิเสธหัวชนฝา

หลินฉียิ้มเยาะตัวเอง พูดต่อไปราวกับไม่ได้ยิน “ฉันขู่พี่ ให้พี่ไปแจ้งความจับตาแก่นั่น ทวงความยุติธรรมให้ฉัน แต่ผลที่ได้ก็คือ...”

“ผู้ชายของฉันดันไปร่วมมือกับนักพรตมาฆ่าฉัน มันช่างน่าขันสิ้นดี ฮ่าๆๆ...”

หลินฉีทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะ อารมณ์พุ่งพล่านสุดขีด ทางฝั่งห้องควบคุม หวังจั่วเต้าขมวดคิ้ว ผีสาวรู้เรื่องนักพรตด้วย แล้วก่อนหน้านี้ทำไมถึงปิดบังเอาไว้ แถมยังไม่ได้ถูกฆ่าเพราะเรื่องหึงหวงอีกด้วย

ตงฟางเองก็สังเกตเห็นว่าเรื่องที่ผีสาวเล่ามันไม่เหมือนกับตอนแรก คิดในใจว่าสำนวน 'คำพูดผีๆ หาความจริงไม่ได้' นี่มันช่างตรงเผงจริงๆ

เฉินเฟิงที่อยู่ข้างๆ รีบเข้ามาปลอบ พยายามบอกให้ผีสาวใจเย็นๆ แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ผลเลย

“เธอต้องการอะไรกันแน่?” เหอบินถามเสียงสั่น

“ต้องการอะไรน่ะเหรอ?”

หลินฉีเงยหน้าขึ้นมองกล้องวงจรปิด บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมชวนขนลุก “ขอบคุณพวกคุณมากนะที่ช่วยล่อเหอบินมาที่นี่ ก่อนหน้านี้มีนักพรตเฮงซวยนั่นอยู่ ฉันเลยฆ่าเขาไม่ได้ แต่ครั้งนี้ เขาหนีไม่รอดแน่”

พวกตงฟางที่อยู่หน้าจอมองรอยยิ้มแปลกๆ นั่นแล้วถึงกับสะดุ้ง ที่แท้ผีสาวก็หลอกพวกเขามาตลอด ที่ทำทีเป็นมาแจ้งความหลอกให้เขามาที่นี่ ก็เพราะฆ่าเหอบินไม่ได้ต่างหาก พอไม่มีนักพรตคอยช่วยเหลือ เธอก็จะสามารถฆ่าเขาได้

เมื่อนึกถึงจุดนี้ ทุกคนก็รู้สึกขนลุกซู่ ผีสาวตนนี้นี่มันร้ายกาจจริงๆ เป็นแผนเจ็บตัวที่แนบเนียนมาก ยืมดาบฆ่าคนได้แนบเนียนสุดๆ

เรื่องทั้งหมดนี้เป็นการจัดฉากของผีสาว เธอได้กลายเป็นผีร้ายไปตั้งนานแล้ว พอฆ่าคนไม่สำเร็จ ก็เลยมาเล่นละครตบตา

แต่มีเรื่องหนึ่งที่คิดไม่ตก ทำไมเธอถึงต้องเจาะจงไปหาหวังจั่วเต้าที่เป็นนักพรตมาเล่นละครด้วยล่ะ อยากท้าทายฝีมือการแสดงหรืออยากหาความตื่นเต้น? ไปหาคนธรรมดาไม่ดีกว่าเหรอ?

ในห้องสอบสวน หลินฉีพุ่งตัวลอยขึ้น กลิ่นอายผีแผ่กระจายไปทั่วร่าง บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกน่ากลัวขึ้นมาทันที ตอนนี้เฉินเฟิงนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง ชักปืนออกมาเล็งไปที่เธอเพื่อจะหยุดยั้ง

เธอตวัดมือเบาๆ กลิ่นอายผีก็กลายสภาพเป็นมือขนาดใหญ่ ปัดเฉินเฟิงจนกระเด็นไปกระแทกกำแพงอย่างจัง จนหมดสติไป

“เธออย่าเข้ามานะ ฉันมีของขลังที่นักพรตหนานให้มา!” เหอบินล้วงเอาขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ บนขวดมียันต์ขับไล่ผีแปะผนึกไว้

“ไอ้แก่หนังเหนียวนั่น ถ้าฉันฆ่าแกเสร็จเมื่อไหร่ จะไปลากคอมันลงนรกไปด้วยกัน!”

แววตาของหลินฉีเต็มไปด้วยความเคียดแค้นฝังลึก กลิ่นอายผีกลายสภาพเป็นหนวดสองเส้น พุ่งเข้าไปรัดตัวเหอบินไว้ในพริบตา แล้วลากเขาเข้ามาหาตัว

“ฉันขอดูหน่อยเถอะ ว่าหัวใจของแกมันเป็นสีดำหรือเปล่า?” ในมือของหลินฉีมีมีดปลายแหลมโผล่มา เธอแลบลิ้นเลียปลายมีด สีหน้าดูเหี้ยมเกรียมสุดๆ

“ได้โปรดอย่าฆ่าฉันเลย อย่าฆ่าฉัน...” เหอบินร้องไห้อ้อนวอน แต่น่าเสียดายที่มันไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด นิ้วของเขาก็เผลอไปสะกิดยันต์ขับไล่ผีบนขวดกระเบื้องจนขาด

ติ๋ง~

เลือดหยดหนึ่งไหลออกมาจากปากขวด ร่วงหล่นลงบนพื้น

ติ๋ง ติ๋ง...

จากนั้นเลือดก็ไหลทะลักออกมาราวกับห่าฝน หยดลงพื้นไม่หยุด เพียงชั่วพริบตา เลือดก็เจิ่งนองเต็มพื้น กองเลือดบนพื้นเดือดพล่าน แล้วก่อตัวเป็นทรงกลม ดูคล้ายกับลูกตาขนาดใหญ่ เพียงแต่มันดันมีปากโผล่มาด้วย

ฟู่~

ก้อนเลือดพ่นลมหายใจใส่หลินฉี หมอกควันสีแดงลอยฟุ้งออกมา

ตอนนั้นหลินฉีจดจ่ออยู่แต่กับเหอบิน กำลังจะลงมือสังหารศัตรูอยู่รอมร่อ จู่ๆ ก็รู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งตัว ราวกับถูกน้ำมันเดือดราดรด เธอแผดเสียงร้องลั่น หมอกเลือดสีแดงสัมผัสกับหนวดกลิ่นอายผี เพียงพริบตาก็ละลายหนวดนั่นจนหมดสิ้น

พอหนวดขาด เหอบินก็ร่วงลงพื้น หอบหายใจแฮกๆ ตอนนั้นเอง ประตูก็ถูกถีบเปิดออกดังปัง พวกหวังจั่วเต้าเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี

..........

จบบทที่ บทที่ 18 เผยธาตุแท้

คัดลอกลิงก์แล้ว