- หน้าแรก
- หยุดก่อนเถิดแม่ผีสาว
- บทที่ 14 ยั่วเย้า
บทที่ 14 ยั่วเย้า
บทที่ 14 ยั่วเย้า
ดอกไม้สดย่อมต้องการใบไม้เขียวมาประดับ ไม่มีตัวเปรียบเทียบก็ไม่มีการทำร้ายจิตใจ เป็นตัวพ่อแต่งหญิงเหมือนกันแท้ๆ แต่เจียงไห่หลางกลับให้ความรู้สึกที่ชวนมองจนเจริญตา
ส่วนตงฟางน่ะเหรอ ให้ความรู้สึกท้าทายสายตาขั้นสุด พูดง่ายๆ คือเห็นแล้วอยากจะซัดหน้าสักหมัด เป็นความอยากซัดแบบไม่มีเหตุผลใดๆ
สองตัวพ่อยืนขวยเขินอยู่ที่นั่น หลังจากเปลี่ยนมาใส่ชุดผู้หญิงแล้ว ดูเหมือนแม้แต่วิญญาณก็ยังสาวแตกขึ้นมาไม่น้อย
“ปรมาจารย์ ถึงจะเปลี่ยนมาใส่เครื่องแบบยั่วยวนแล้ว พวกเราก็เต้นให้ได้แก่นแท้ของเสาเหล็กไม่ได้หรอกนะ” โตมาป่านนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ตงฟางเล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้ มันให้ความรู้สึกอธิบายไม่ถูกจริงๆ
“ฉันก็เหมือนกัน” เจียงไห่หลางต่อต้านสุดๆ ตัวเองอุตส่าห์เป็นถึงผีดิบแท้ๆ ดันต้องมาใส่เครื่องแบบยั่วยวนผีเนี่ยนะ วันหน้าไปเจอเพื่อนร่วมวงการจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? ยังจะมีหน้าไปดูดเลือดใครเขาอีกไหม? ที่รับไม่ได้ที่สุดก็คือ สายตาที่ทุกคนมองเขามันแปลกประหลาดสุดๆ
สำหรับการต่อต้านของทั้งสองคน หวังจั่วเต้าเลือกที่จะเมินเฉย เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “สมัยก่อนข้าก็เคยแฝงตัวอยู่ในผับบาร์ พอจะรู้เรื่องเต้นรูดเสาอยู่บ้าง พวกเจ้าฟังคำสั่งข้า เต้นตามจังหวะที่ข้าบอกก็แล้วกัน”
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนถึงกับอึ้งกิมกี่ ปรมาจารย์เก่งกาจขนาดนี้ เต้นรูดเสาก็เป็นด้วยเหรอ? แถมยังบอกว่าแฝงตัวในผับบาร์ ดูท่าคงไปหาความสำราญล่ะสิไม่ว่า นึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะเป็นปรมาจารย์แบบนี้ สมัยหนุ่มๆ คงเป็นตัวตึงไม่เบาเลยสิเนี่ย
“พวกเจ้าสองคนห้ามหัวเราะ ยืดอกเงยหน้าจับเสาเหล็กไว้ มองขึ้นไปทำมุม 45 องศา ทำราวกับว่ามันเป็นรักแรกของเจ้า”
“กางมือซ้ายออก ใช่ ต้องเบา ต้องนุ่มนวล ต้องเชื่องช้า ค่อยๆ ยืดตัวออกไป จีบนิ้วกรีดกราย ท่วงท่าต้องเย้ายวน”
“ระวังสายตาด้วย สายตาต้องมองตามมือ ในใจต้องมีเสา ยกขาขวาขึ้น อย่าเกร็ง มันจะเสียความสวยงาม หดน่องกลับมาเกี่ยวเสาเหล็กไว้เบาๆ”
“ใช่ๆๆ เอาหน้าท้องแนบเสา ถูไถเบาๆ เหมือนตอนฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งสาวสวยบนรถไฟใต้ดินนั่นแหละ อย่าหัวเราะ จริงจังหน่อย”
“ถีบขาซ้าย มือขวาคว้า ดันตัวลอยขึ้น ค่อยๆ หมุนตัว เหมือนพัดลมนั่นแหละ อย่ารีบ ระวังผมด้วย สะบัดมันให้พลิ้ว ต้องมัน ต้องเร้าใจ ต้องโดดเด่น”
“สายตาต้องสื่ออารมณ์ให้ถึง จะกัดริมฝีปากก็ได้ กัดริมฝีปากล่างนะ พร้อมกับอมยิ้ม เป็นรอยยิ้มแบบขวยเขินอยากจะถอดเสื้อผ้าแต่ก็เล่นตัวนั่นแหละ”
“ใช่ๆๆ แบบนั้นแหละ ตอนนี้พวกเจ้าไม่ใช่ผู้ชาย แต่เป็นนักเต้นสองคน เป็นนักเต้นรูดเสาที่มีจิตวิญญาณ พวกเจ้าไม่ได้กำลังซ้อม แต่กำลังถ่ายทอดสัจธรรมของนักเต้นต่างหาก”
...
ปรมาจารย์ไม่ได้โกหกจริงๆ ด้วย นี่มันไม่ใช่แค่พอรู้เรื่องเต้นรูดเสาแล้ว แต่เรียกว่ารู้ลึกรู้จริงเลยต่างหาก เขาตั้งใจสอนทั้งสองคนอย่างจริงจัง ทำเอาพวกหลิงหานขำกันจนท้องแข็ง แต่ละคนฟุบหน้าลงกับโต๊ะจนลุกไม่ขึ้น
ตอนแรกตงฟางกับเจียงไห่หลางก็ยังหลุดขำออกมาบ่อยๆ แต่พอเริ่มคุ้นเคยกับเสาเหล็กมากขึ้น ก็ค่อยๆ จริงจังขึ้นมา โดยเฉพาะเจียงไห่หลาง ผีดิบตนนึงกลับเต้นออกมาได้สะกดสายตาสุดๆ ราวกับมีวิญญาณนางรำมาประทับร่าง
“เถ้าแก่หู เปิดเพลง เอาแบบนุ่มนวลเย้ายวนหน่อยนะ”
หลังจากผ่านการฝึกอบรมมากว่าหนึ่งชั่วโมง ทั้งสองคนก็เต้นได้ดีกว่าตอนบิดส่ายมั่วๆ เมื่อกี้ตั้งเยอะ หวังจั่วเต้าส่งสัญญาณมือ หูเทียนอีที่เตรียมพร้อมอยู่นานแล้วก็กดปุ่มเพลย์ทันที
พอเสียงอินโทรดังขึ้น แสงไฟก็สว่างนวลตาขึ้นมาทันที แสงสีสลับสาดส่องไปมา เสียงดนตรีดังแว่วมาอย่างช้าๆ ราวกับสายน้ำไหลริน
【เธอคือแสงตะวันรอนยามเย็นอันอ้อยอิ่ง
ปรารถนา ปรารถนาเพียงใครสักคนมาเชยชม
เขามีหน้าต่างเมฆาสีครามสดใส
รอคอย รอคอยเพียงใครสักคนมาร่วมแบ่งปัน
เธอคือท่วงทำนองเพลงอันแผ่วเบา
ปรารถนาเพียงใครสักคนมาขับขาน
เขามีแววตาเปี่ยมรักอันล้นปรี่
รอคอย รอคอยเพียงใครสักคนมาเบ่งบานเพื่อตน】
พอเสียงร้องดังขึ้น น้ำเสียงที่นุ่มนวลแฝงความเย้ายวนก็ทำเอาพวกผู้ชายเริ่มนั่งไม่ติด ดันเป็นเพลงนี้ซะงั้น แม่ร่วงเถอะ นี่กะจะทดสอบความอดทนกันหรือไง
“พวกเจ้าสองคนมัวยืนบื้ออะไรอยู่ เต้นสิ บิดให้สุดแรงเลย ความสำเร็จหรือล้มเหลวก็อยู่ที่งานนี้แหละ”
ปรมาจารย์รีบเร่งเร้า ผู้หลงใหลในการเต้นทั้งสองเข้าถึงอารมณ์ทันที เปิดโหมดปล่อยตัวปล่อยใจให้เริงร่า จะเย้ายวนแค่ไหนก็จัดเต็ม บิดส่ายซะจนวิญญาณแทบหลุด
【มาสิ มาหาความสำราญกันเถอะ ยังไงก็มีเวลาอีกตั้งมากมาย
มาสิ มารักกันเถอะ ยังไงก็มีความลุ่มหลงอีกตั้งมากมาย
มาสิ มาพเนจรกันเถอะ ยังไงก็มีหนทางอีกตั้งมากมาย
มาสิ มาเริงร่ากันเถอะ ยังไงก็มีทิวทัศน์อีกตั้งมากมาย
อ๊า... ยั่วเย้า~】
เสียงดนตรียังคงดำเนินต่อไป แค่คำว่า 'มาสิ' คำเดียวก็พูดแทนความในใจของผู้ชายไปตั้งเท่าไหร่แล้ว เจอคำขอแบบนี้เข้าไป ผู้ชายที่ไหนก็พร้อมสนองทั้งนั้น
น้ำเสียงละเอียดอ่อนเย้ายวน ราวกับมีหญิงสาวรูปงามมาคอยกระซิบออดอ้อนอยู่ข้างหู ทำเอาเสียวซ่านคันยิกๆ ไปถึงหัวใจ นี่ไม่ใช่การฟังเพลงแล้ว แต่มันคือการยั่วยวนให้ทำผิดชัดๆ แบบนี้ใครมันจะไปทนไหว
บนฟลอร์เต้นรำ ตงฟางยังคงรักษาระดับฝีมือแบบครึ่งๆ กลางๆ ของเขาไว้ ท่าเต้นดูเหมือนกำลังฉวยโอกาสลวนลามเสาเหล็กซะมากกว่า
ส่วนเจียงไห่หลางนั้นเข้าถึงแก่นแท้ไปเรียบร้อยแล้ว ถึงขั้นเต้นออกมาได้กลิ่นอายของหญิงสาวในสถานเริงรมย์ น่าจะออกไปรับงานหาเงินได้แล้วล่ะ
“ตงฟาง เจ้าลงมา ให้เสี่ยวหลางจื่อเต้นคนเดียวก็พอ”
ในฐานะผู้บัญชาการใหญ่ ปรมาจารย์ต้องคัดกรองพวกที่เต้นมั่วๆ ออกจากทีม แล้วเก็บหัวกะทิไว้เพื่อขัดเกลาต่อไป ตงฟางดีใจเนื้อเต้น ผีที่ไหนจะอยากเต้นต่อล่ะ แต่พอลงจากเวทีมา จู่ๆ ก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก บางทีนี่แหละมั้งที่เขาเรียกว่าความหน้าด้าน
ท่ามกลางเสียงเพลงและแสงไฟ นักเต้นผู้มีจิตวิญญาณกำลังปลดปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่อยู่ข้างเสาเหล็กอันเปล่าเปลี่ยว ราวกับกำลังระบายความลับที่เก็บซ่อนไว้ในใจมานานหลายปี ไม่มีใครเข้าใจ มีเพียงหัวใจอันโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญกับโลกอันเย็นชา ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง
“ปรมาจารย์ ไอ้หน้ามนนี่ดันมีพรสวรรค์ด้านนี้ด้วย เกิดมาเพื่อการเต้นรูดเสาชัดๆ” ตงฟางไม่ค่อยยอมรับใครหน้าไหนง่ายๆ แต่ตอนนี้กลับเลื่อมใสในตัวผีดิบตนนี้สุดๆ เต้นได้มีอินเนอร์มากจริงๆ
“เขาไม่ได้กำลังเต้นระบำ แต่กำลังเต้นถ่ายทอดชีวิตต่างหาก” เสียงทุ้มต่ำของหวังจั่วเต้าดังขึ้น
เชี่ย! คนพวกนี้เก๊กหน้าตายได้หลุดพ้นโลกีย์มาก สำบัดสำนวนยิ่งกว่าพระเอกนิยายซะอีก โชคดีนะที่ตอนนี้ไม่มีพวกตัวร้ายอยู่ ไม่งั้นคงโดนซัดตายไปนานแล้ว
ตอนที่เพลงวนกลับมาเป็นรอบที่สาม จู่ๆ ผีสาวก็โผล่ออกมาจากเสาเหล็กต้นที่โดนรูดปรื๊ดลงมาจนสุดนั่น ตอนนี้เธออยู่ในชุดหนังทั้งเสื้อและกางเกง แววตาของเธอราวกับมีเปลวไฟลุกโชน มันคือความคลั่งไคล้ เป็นความรักในการเต้นรูดเสาที่ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
“เสี่ยวหลางจื่ออย่าหยุด ดวลเต้นกับเธอเลย!”
ทุกคนต่างกลั้นหายใจ อารมณ์ในตอนนี้ซับซ้อนสุดๆ ตอนแรกนึกว่าปรมาจารย์แค่ทำเล่นๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจะล่อผีออกมาได้จริงๆ ผีตนนี้นี่มันไร้ยางอายจริงๆ เลย
หนึ่งผีหนึ่งผีดิบต่างคนต่างหมุนตัว กระโดด ตีลังกาอยู่บนเสาเหล็กของตัวเอง งัดเอาสารพัดท่าเต้นออกมาโชว์ ไม่มีใครยอมใคร ก็เป็นพวกออกมารับงาน... ถุ้ย! ออกมาเต้นเหมือนกันนี่นา ใครจะกลัวใครล่ะ
“ปรมาจารย์ แล้วตอนนี้จะเอายังไงต่อล่ะ อย่าบอกนะว่าจะให้เหมาคืนดูไปจนสว่าง?” ตงฟางงงเป็นไก่ตาแตก จะให้เต้นไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ใช่ พวกเรามาจับผีกันอยู่นะ
“เสี่ยวหลางจื่อ ลองคุยกับเธอสิ ถามดูว่าทำไมเธอถึงไม่ยอมไปเกิด?” หวังจั่วเต้าไม่สนใจเขา แต่หันไปสั่งหนุ่มหน้ามนแทน
คนธรรมดาทั่วไปหลังจากตายแล้ว วิญญาณสามารถไปเกิดใหม่ได้ แต่ผีที่มีความหมกมุ่นจะไม่ยอมไปเกิด และจะวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์ ต้องทำความปรารถนาให้สำเร็จก่อนถึงจะไปเกิดใหม่ได้
เจียงไห่หลางพยักหน้า ตอนนี้เขากับผีเสาเหล็กเรียกได้ว่ารู้ใจกันสุดๆ ต่างฝ่ายต่างชื่นชมในท่วงท่าการเต้นของกันและกัน เขากระโดดเตะขากลางอากาศ ทิ้งตัวลงมาแล้วใช้สองขาเกี่ยวพันเสาเหล็กไว้ งัด 'ท่าต้นไม้เฒ่าพันรัดเสา' ออกมาใช้ “พี่สาว ทำไมพี่ถึงไม่ยอมไปเกิดใหม่ล่ะ?”
นี่คือการเค้นถามแบบนักเต้น!
อีกฝ่ายโชว์ท่ายากซะยั่วยวนขนาดนั้น ผีสาวจะยอมแพ้ได้ยังไง เธอใช้ 'ท่าเตะจักรยานอากาศ' สวนกลับไป “ฉันกำลังรอแฟนอยู่ ไม่อยากไปเกิดหรอก”
“ต่อเลย!”
หวังจั่วเต้าตะโกนด้วยความตื่นเต้น คนอื่นๆ ถึงกับพูดไม่ออก แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ โลกทัศน์พังทลายอีกรอบแล้ว
มือขวาคว้าเสา เจียงไห่หลางใช้แขนข้างเดียวพยุงร่างทั้งร่างลอยขึ้น เท้าถีบเสาเหล็กแล้วหมุนติ้ว อย่างรวดเร็ว ท่าผีดิบหมุนวนนี่มันไร้เทียมทานจริงๆ เขาอาศัยจังหวะนี้ถามต่อ “แฟนพี่คือใครล่ะ? ถ้าเขาไม่มา พี่ก็ไปหาเขาได้นี่นา พอไปดูหน้าเขาเสร็จแล้วก็ไปเกิดซะเถอะ”
ผีสาวมองท่าผีดิบหมุนวนด้วยความทึ่ง ท่านี้ตอนมีชีวิตอยู่เธอทำไม่ได้แน่ๆ แต่ตอนนี้ถึงจะจับตัวเองบิดเป็นเกลียวก็ยังไหว แต่เธอไม่อยากโกง “ฉันไม่รู้ว่าเขาคือใคร ฉันจำไม่ได้ ก็เลยต้องรอเขาอยู่นี่ไง”
พอได้ยินคำพูดของผีสาว หวังจั่วเต้าก็ขมวดคิ้ว ไม่น่าจะใช่นะ คนตายไปแล้วแต่วิญญาณยังอยู่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำไมถึงจำแฟนตัวเองไม่ได้ล่ะ?
จากนั้น เจียงไห่หลางก็โชว์ท่ายากอีกสองท่า คือ 'ท่าโค้งเอวยิงอินทรี' และ 'ท่าผีดิบผลักเสา' ผีสาวยอมรับในความพ่ายแพ้ และตอบคำถามเขาทุกข้อ ซึ่งคำตอบก็คือจำไม่ได้ทั้งหมด
“ปรมาจารย์ ตอนที่ผีสาวตกลงมาตาย สมองคงกระทบกระเทือนจนลืมไอคิวไว้ด้วยมั้ง” ตงฟางคิดว่าตัวเองปล่อยมุกตลก แต่กลับได้สายตาเอือมระอาตอบกลับมา
สีหน้าของหวังจั่วเต้าเริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาพูดต่อว่า “ถามเธอสิว่าตายยังไง? ฆ่าตัวตาย อุบัติเหตุ หรือถูกฆาตกรรม!”
พอคำว่าถูกฆาตกรรมหลุดออกมา ทุกคนก็ใจหายวาบ ไม่จริงน่า มีคนตั้งหลายคนเห็นกับตาว่าเธอตกลงมาตายเองชัดๆ
..........