- หน้าแรก
- ย้อนเวลา เทพเจ้าโปรดติดกับ
- บทที่ 10: การโต้กลับของผู้สืบทอด (1.10)
บทที่ 10: การโต้กลับของผู้สืบทอด (1.10)
บทที่ 10: การโต้กลับของผู้สืบทอด (1.10)
ไม่มีความจำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความ ทุกคนที่นี่ต่างก็เป็นคนฉลาด
เควินรีบส่งข้อความหาท่านประธาน เขาสามารถจินตนาการได้เลยว่าท่านประธานตอนนี้กำลังยิ้มหน้าบานขนาดไหน
เฮ้อ ผู้ชายตอนมีความรักนี่มันโง่จริงๆ
หวังว่าเขาจะฉลาดแบบนี้ไปตลอดรอดฝั่งนะ
นอกจากคนสองคนที่น่ารำคาญใจนั่นแล้ว ห้องประชุมก็เต็มไปด้วยบรรดากรรมการและหัวหน้าฝ่ายต่างๆ ที่นั่งกันจนเต็มห้อง เหลือเพียงเก้าอี้พลาสติกไม่กี่ตัวที่ถูกวางไว้มุมสุดของห้อง
ซวินมี่เม้มปาก นี่คือการแสดงอำนาจหรือเป็นการยั่วยุกันแน่?
เมื่อซวินมี่ปรากฏตัว ทุกคนต่างก็หันความสนใจมาที่เธอ แม้พวกเขาจะรู้จุดประสงค์ของการประชุมในวันนี้ แต่ก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้
ท่าทางของคุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่ได้ดูสิ้นหวังอย่างที่ท่านประธานพรรณนาไว้เลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน คนที่ผ่านโลกธุรกิจมานาน โดยเฉพาะผู้ที่ไต่เต้ามาถึงตำแหน่งนี้ได้ ย่อมมีความเฉลียวฉลาดพอที่จะมองคนออก
คุณหนูใหญ่คนนี้ไม่ใช่คนที่จะรังแกกันได้ง่ายๆ และอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับลูกนอกสมรสที่นั่งข้างท่านประธานแน่นอน
พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ ใครจะยอมเสี่ยงกับเรื่องที่กระทบผลประโยชน์ของตัวเองกันล่ะ?
หากเป็นเวลาปกติ พวกเขาอาจจะเล่นตามน้ำไปกับแม่สาวดอกไม้ที่ดูบอบบางน่าทะนุถนอมนั่น แต่ตอนนี้...
ผู้จัดการทั่วไปเป็นคนที่ไวที่สุด เขาฉวยโอกาสลุกขึ้นแล้วสละเก้าอี้ให้ซวินมี่ทันที
"คุณหนูใหญ่ครับ ขอโทษทีครับ ขอโทษที ผมดันเผลอนั่งที่ของคุณหนูเข้า"
คำพูดนี้ดูดีทีเดียว แต่ทุกคนในที่นี้ต่างรู้ดีว่าแต่แรกไม่มีการจัดที่นั่งไว้ให้คุณหนูใหญ่คนนี้เลยต่างหาก
ไม่อย่างนั้นที่นั่งข้างท่านประธานคงไม่ถูกคนอื่นมาแย่งไปแบบนี้หรอก
ซวินมี่สำรวจผู้จัดการทั่วไปคนนั้นครู่หนึ่ง ถอดแว่นกันแดดออก เดินเข้าไปหาแล้วพยักหน้า: "คุณใช้ได้นี่"
รู้จักประเมินสถานการณ์และกล้าได้กล้าเสียอืม เป็นคนมีฝีมือ
เธอมองไปที่เก้าอี้พลาสติกนั้นด้วยแววตาดูแคลนที่ซ่อนอยู่
แต่ก่อนที่เธอจะได้ทำอะไร ก็มีกลุ่มชายชุดดำเดินเรียงแถวเข้ามาจากหน้าประตู
สองคนหน้าสุดถือเก้าอี้อาร์มแชร์หนังสีดำ พนักวางแขนแกะสลักจากไม้หนานมู่ กลิ่นหอมจางๆ โชยออกมาให้ได้กลิ่น
มีคนก้าวเข้ามาขยับเก้าอี้ที่ผู้จัดการทั่วไปเพิ่งลุกออกไป แล้ววางเก้าอี้ตัวใหม่ลงแทนที่
คนข้างหลังถือกล่องอาหารและถ้วยชา พวกเขาวางมันลงบนโต๊ะข้างหน้าเธออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วถอยออกไป การเคลื่อนไหวทั้งหมดนั้นลื่นไหลรวดเดียวจบ จนทุกคนในห้องตะลึงค้าง
มุมปากของซวินมี่กระตุก เธอไม่ต้องคิดก็เดาได้ว่าเป็นฝีมือใคร
ต้องยอมรับว่าแผนนี้ช่างเดินหมากได้อย่างงดงามจริงๆ
อย่างน้อยการได้เห็นสีหน้าของพวกคนกลุ่มนี้เปลี่ยนไป มันก็รู้สึกดีไม่ใช่เล่น เธอจึงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นด้วยท่าทีที่สงบนิ่งและผ่อนคลาย
ในเมื่อเขาทำมาให้ถึงที่ และไม่มีทางปฏิเสธได้ งั้นก็ยอมรับมันไปเสียเถอะ
"คุณฉินครับ ท่านประธานบอกว่าในเมื่อไม่มีที่นั่งให้คุณ ท่านเลยเสริมให้ตัวหนึ่งครับ"
"หวังว่าจะไม่ทำให้คุณลำบากใจนะครับ อ้อ แล้วท่านประธานจะมารับคุณทีหลังนะครับ"
เควินวางสายแล้วเดินมาที่ข้างซวินมี่พลางพูดเบาๆ
ความจริงแล้วคำพูดเดิมของท่านประธานคือ: ในเมื่อคนแก่คนนั้นไม่ให้ ก็ไปแย่งมาให้ฉันซะ!
เฮ้อ นี่มันสังคมศิวิไลซ์นะ จะมาทำตัวเป็นโจรแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน
มีท่านประธานที่สร้างความลำบากให้ขนาดนี้ เขาอยากจะคุกเข่าลงไปเสียจริง
นี่เขาแค่บ่นไปคำเดียวว่ามีคนแย่งที่นั่งคุณหนูฉิน ท่านประธานก็ลงมือจัดการทันควันขนาดนี้เลยหรือ?
เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าท่านประธานวางแผนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรกหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นมันจะประจวบเหมาะขนาดนี้ได้ยังไง?
ซวินมี่หยิบถ้วยชาเขียวที่จัดเตรียมไว้ขึ้นมาจิบรสชาติดีใช้ได้เลย "ค่ะ รับทราบ"
วางถ้วยชาลง เธอแบมือออก ไป๋ปิงตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาหยิบเอกสารทั้งหมดออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งให้ด้วยสองมือ
"ฉันเชื่อว่าทุกคนคงทราบจุดประสงค์ของการมาในวันนี้แล้ว ดังนั้นฉันจะไม่เสียเวลาอันมีค่าของทุกคนนะคะ"
"นี่คือเอกสารโอนหุ้นจากแม่และคุณปู่ของฉัน รวมถึงสิทธิ์ในการรับมรดกที่ท่านทิ้งไว้ให้"
"ช่วยดูกันให้ละเอียด ดูให้ชัดๆ นะคะ" เธอโยนของลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง 'แกร๊ก'
"ฉินคอร์ปอเรชั่นคือหยาดเหงื่อแรงกายของคุณปู่และคุณทวด ไม่ใช่ของที่จะให้ใครหน้าไหนมาหยิบฉวยไปง่ายๆ"
"ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดและผู้สืบทอด ฉันย่อมมีสิทธิ์ที่จะจัดการกับฉินคอร์ปอเรชั่น"
"ที่ฉันมาวันนี้ ก็เพื่อจะแจ้งให้ทราบถึงสองทางเลือกค่ะ"
"หนึ่ง ขายฉินคอร์ปอเรชั่น ใครที่ยินดีจะร่วมทีมกับฉัน เราจะไปสร้างตระกูลฉินที่ยิ่งใหญ่และงดงามกว่าเดิมด้วยกัน"
"สอง ฉันจะเข้าคุมฉินคอร์ปอเรชั่น ใครที่อยากอยู่ต่อก็อยู่ ใครไม่อยากอยู่ก็ลาออกได้ทุกเมื่อ"
"เพื่อเป็นการชดเชย ฉันจะให้ฝ่ายการเงินจ่ายเงินเดือนพิเศษสามเดือนให้พนักงานที่ลาออก ถือเป็นการขอบคุณสำหรับการอุทิศตนให้บริษัทที่ผ่านมาค่ะ"
ซวินมี่เข้าประเด็นทันที ฉินเซิ่งอยากจะยกฉินคอร์ปอเรชั่นให้ฉินหวยเซ่อเหรอ?
ฝันไปเถอะ!
เจ้าของร่างเดิมหวังให้ฉินคอร์ปอเรชั่นเติบโตขึ้นเรื่อยๆ การขายมันเป็นทางลัดและเป็นทางเลือกที่ค่อนข้างดี
ฉินคอร์ปอเรชั่นมีคนน่ารำคาญมากเกินไป เช่น ฉินเซิ่ง ฉินหวยเซ่อ และผู้ถือหุ้นบางคนที่เข้าข้างฉินเซิ่ง
ปัจจุบันเธอถือหุ้น 38% ฉินเซิ่ง 30% และอีก 20% อยู่ในมือของกรรมการบริษัท ส่วนอีก 12% ที่เหลือนั้นกระจัดกระจายไป ซึ่งถ้ามองในมุมนี้ ฉินเซิ่งก็ขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ
หุ้นที่อยู่ในมือกรรมการและผู้ถือหุ้นรวมกันถึง 32% หากมีใครที่มีเจตนาไม่ดีใช้ประโยชน์จากตรงนี้ หุ้น 30% ของเขาแทบไม่มีความหมายเลย
แม้ใครจะบอกว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในตระกูลฉิน แต่เงื่อนไขคือเธอและฉินเซิ่งต้องไม่แตกหักกัน! ถ้าเป็นแบบนั้นพวกเขาก็จะถือหุ้นรวมกันถึง 68% โดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย
ฉินหวยเซ่อที่นั่งข้างฉินเซิ่งพยายามขดตัวให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้
เธอก้มหน้าซ่อนความเกลียดชังอันน่าเกลียดบนใบหน้า มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
นับตั้งแต่เห็นกลุ่มบอดี้การ์ดชุดดำวุ่นวายจัดแจงที่ทางให้ฉินซวินมี่ เธอก็อิจฉาจนแทบคลั่ง
และเมื่อได้ยินว่าชายในดวงใจกำลังจะมา "รับ" ยัยบ้าคนนั้นด้วยตัวเอง เจตนาฆ่าที่รุนแรงก็ปะทุขึ้นทันที
แต่ตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยเธอก็ต้องเก็บอาการไว้ก่อน
โชคร้ายที่สวรรค์ไม่ได้รับรู้เสียงในใจของเธอ และฉินซวินมี่ก็ตอกย้ำด้วยการโจมตีครั้งใหญ่
เธอเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของฉินคอร์ปอเรชั่นและต้องการเข้าคุมบริษัทงั้นเหรอ? เป็นไปได้ยังไง! แล้วเธอจะทำยังไงล่ะ?
"ฉินซวินมี่ ทำไมแกถึงได้ร้ายกาจขนาดนี้!"
"แกจะให้ท่านพ่อทำตัวยังไง? แกยังมีท่านพ่ออยู่ในสายตาบ้างไหม?"
"ท่านพ่อเป็นผู้กุมอำนาจในฉินคอร์ปอเรชั่น และท่านก็เป็นผู้อาวุโสของแก แก... แก..."
ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าฉินซวินมี่เข้าคุมบริษัท เธอจบเห่แน่
ฉินคอร์ปอเรชั่นเป็นของเธอ มันต้องเป็นของเธอ เธอต้องแต่งงานกับพี่จื่อซี และเธอจำเป็นต้องมีฉินคอร์ปอเรชั่นเป็นฐานอำนาจ
เธอจะไม่มีวันยอมให้ฉินคอร์ปอเรชั่นตกเป็นของฉินซวินมี่เด็ดขาด ยัยผู้หญิงคนนี้ สมควรตาย สมควรตายที่สุด
แม้เธอจะพยายามระงับความเกลียดชัง แต่ใบหน้าที่บิดเบี้ยวของเธอก็ทำให้ผู้คนรอบข้างรังเกียจ
‘ติ๊ง... นางเอกเข้าสู่โหมดมืดดำ ค่าความประทับใจที่มีต่อโฮสต์ -40 ประเมิน: ต้องกำจัดทิ้ง’
‘โปรดระวังด้วยค่ะโฮสต์ โปรดระวัง’
น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความจริงจังดังขึ้นในหัว แต่บนใบหน้าของซวินมี่กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
ราวกับไม่ได้ยินเสียงนั้น เธอเพียงแค่จ้องมองฉินหวยเซ่ออย่างเงียบๆ
เธอสำรวจอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาด
"เธอมีสถานะเป็นอะไร? ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ลูกสาวเมียน้อยอย่างเธอจะมีสิทธิ์มาพูดเรื่องงานในตระกูลฉินของฉัน?"