- หน้าแรก
- ระบบกระบี่ล่าสังหารสะท้านยุทธภพ
- ตอนที่ 555 กลอุบาย (ฟรี)
ตอนที่ 555 กลอุบาย (ฟรี)
ตอนที่ 555 กลอุบาย (ฟรี)
ตอนที่ 555 กลอุบาย
ซากศพทั้งแปดร่างนี้ นับว่าไม่สามัญธรรมดาอย่างแท้จริง
กายเพชรเหล็กกล้า ต่อให้ถูกตัดขาด ก็ยังฟื้นคืนดังเดิมได้ในเวลาสั้นๆ
น้ำท่วมไม่ซึม เพลิงเผาไม่ไหม้
ยามมีชีวิต พวกมันล้วนมีกำลังภายในสูงล้ำ เมื่อผ่านวิชาหลอมศพของตำหนักยมทูต อีกทั้งกุนเหอจายยังเตรียมสมบัตินานาชนิดเสริมพลังไว้ล่วงหน้า
จนทำให้การเคลื่อนไหวของพวกมัน ราวกับเครื่องจักรนิรันดร์ ไม่มีคำว่าอ่อนแรงหรือกำลังภายในหมดสิ้น
ต่อให้เจียงหรานอาศัยพลังอันเหนือชั้น ทุบพวกมันต่อเนื่องถึงหนึ่งก้านธูป
แต่ละร่างแทบถูกตีแบนเป็นแผ่นเนื้อ พวกมันก็ยังไม่แสดงอาการใกล้ดับสูญเลยแม้แต่น้อย
ครั้นเจียงหรานหยุดมือไปคุยกับองค์หญิงใหญ่เพียงชั่วครู่
ก็เห็นพวกมันพยายามปีนป่ายออกจากหลุมลึกที่เขาทุบขึ้นมา เพื่อกลับมาสู้ต่ออย่างบ้าคลั่ง
ปล่อยไว้เช่นนี้มิใช่ทางออก
เจียงหรานจำเป็นต้องมีวิชาหนึ่งเดียว วิชาที่สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้ในคราเดียว ทำลายพวกมันให้หมดสิ้น
และสิ่งที่เขาเล็งไว้ ก็คือวิชาจักรพรรดิมังกรหมื่นกาลที่ถานอวี้ฉีเคยใช้
ด้านองค์หญิงใหญ่กำลังกัดฟัน เตรียมจะด่าคนให้เสียหมา
เจียงหรานกลับตะโกนขึ้นมาก่อน
“เร็วเข้า!!”
องค์หญิงใหญ่ไม่เข้าใจว่าเขากำลังคิดสิ่งใด ควานหาที่เอวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหยิบหยกจั่นออกมา เหวี่ยงให้เขา
“ของสิ่งนี้เจ้าเคยเห็น เป็นตราหยกประจำตัวของข้า”
“วันนี้พวกกบฏที่เจ้าสังหาร ได้ถูกบันทึกไว้หมดสิ้นแล้ว เมื่อกลับถึงแคว้นจินฉาน เจ้าใช้สิ่งนี้มารับรางวัลได้!!!”
แววตาเจียงหรานเกิดแสงวาบ
ทันใดนั้น เสียง ‘ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง’ ก็ดังขึ้นต่อเนื่อง
[ ภารกิจ : จับกุมฮ่องเต้แคว้นจินฉาน ถานอวี้ฉี! ]
[ สำเร็จแล้ว! ]
[ ภารกิจ : สุดฟ้าปลายสมุทร เยี่ยนปู้กุย! ]
[ สำเร็จแล้ว! ]
[ ภารกิจ : จับกุม…… ]
[ สำเร็จแล้ว! ]
[ สำเร็จแล้ว! ]
[ สำเร็จแล้ว! ]
ข้อความแจ้งเตือนดังขึ้นไม่หยุดหย่อน
เจียงหรานกะพริบตาเบาๆ
“แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ”
ถัดมาเป็นข้อความรางวัล
[ รางวัล : วิชาจักรพรรดิมังกรหมื่นกาล ( เก้าปี ) ]
แววตาเจียงหรานส่องประกาย เขาขยับกายวูบหนึ่ง
“ช่วยคุ้มกันข้าด้วย!!”
“หา”
ตู้โม่หมิงถึงกับงงงัน ศัตรูยังอยู่ตรงหน้า จะให้คุ้มกัน ล้อกันเล่นหรือยังไง
แต่เมื่อประมุขมารเอ่ยเช่นนี้ เขาย่อมมิอาจปฏิเสธ ขยับกายมาขวางด้านหน้าเจียงหรานทันที
เจียงหรานสะบัดมือ คมกระบี่แปดสายพุ่งออกไป ซากศพทั้งแปดที่กำลังปีนป่ายขึ้นจากหลุม ถูกแช่แข็งในพริบตาเดียว กลายเป็นประติมากรรมน้ำแข็ง
แต่พวกมันยังไม่สิ้นฤทธิ์ เห็นได้ชัดว่ายังดิ้นรนในน้ำแข็ง พยายามฝ่าผนึกออกมา
ถังซือฉิง และพวกมาถึงใกล้แล้ว
ต้วนตงหลิวส่ายหัว มองเจียงหรานพลางพึมพำ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง…”
“อย่าพูดมาก เดี๋ยวเขาได้ยิน”
เจียงหรานตะโกน
“ช่วยกันถ่วงเวลา แป๊บเดียวเท่านั้น!”
พูดจบ เขาโยนกระบี่ทองมลายให้ต้วนตงหลิว
จากนั้นคลายจุดลมปราณของต้วนตงหลิว และเจียงเทียนเย่ แล้วเหาะลอยไปด้านหลัง นั่งขัดสมาธิลง
ต้วนตงหลิวรับกระบี่ไว้ พลางเบะปาก
“ไม่คิดเลยว่าชาตินี้ ข้าจะได้จับกระบี่ราคาแพงเช่นนี้”
“อย่ามัวบ่น”
เจียงเทียนเย่สูดลมหายใจลึก
“เมื่อได้ยอดศาสตราแล้ว ก็ต้องต้านพวกมันให้ได้ ห้ามให้พวกมันแตะต้องหรานเอ๋อร์แม้แต่น้อย”
“แน่นอน”
ต้วนตงหลิวหัวเราะเย็น
“แต่พิษศพในตัวเจ้ายังไม่หาย จะสู้ไหวหรือ”
“ไหวสิ จะให้หรานเอ๋อร์สู้คนเดียวได้อย่างไร”
“ข้าเจียงเทียนเย่ ต่อให้คนทั้งโลกต้องตายก็ต้องตายหลังข้าตาย!”
เจียงเทียนเย่หัวเราะก้อง ก่อนหันไปสั่งการ
“ซือฉิง ฮว่าอี้ พวกเจ้าคุ้มกันหรานเอ๋อร์”
“วรยุทธ์ของพวกเจ้าแม้ไม่เลว แต่ต่อกรกับของเจ้าพวกนี้…ยังไม่เหมาะ”
“…เจ้าค่ะ”
ทั้งสองรับคำอย่างว่าง่าย เพราะคนตรงหน้าคือบิดาแท้ๆ ของเจียงหราน
เยี่ยจิงซวง เยี่ยจิงเสวี่ย และคนอื่นๆ มองดูเจียงเทียนเย่ ก็ได้ยินเขากล่าวต่อ
“ที่เหลือ แยกย้ายกันไป ยึดหลักรักษาชีวิตตนเอง และปกป้องหรานเอ๋อร์เป็นสำคัญ”
ทุกคนพยักหน้าพร้อมกัน ต้วนตงหลิวได้ฟังแล้วโมโห
“เจ้าคิดว่ายังเป็นประมุขมารอยู่หรือ
“ตำแหน่งนั้นเจ้าก็ยกให้คนอื่นไปนานแล้ว ยังมาสั่งการอะไรอีก”
“หากข้าไม่สั่ง เจ้ามาสั่งแทนหรือ”
เจียงเทียนเย่เอ่ยเรียบๆ
“ได้สิ ข้าสั่งเองก็ได้”
“หึ!!”
ต้วนตงหลิวกำลังจะโต้เถียง แต่คิดไปคิดมา ก็เบ้ปาก
“เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน”
“ฮะ”
เจียงเทียนเย่หลุดหัวเราะ
ทันใดนั้นเอง เสียง ‘กร๊อบ!’ ดังขึ้น
ซากศพหนึ่งฝ่าผนึกน้ำแข็งออกมาแล้ว
สีหน้าต้วนตงหลิว และเจียงเทียนเย่เปลี่ยนวาบ ยังไม่ทันลงมือ ก็มีเงาสองร่างพุ่งออกไปก่อน
กระบี่สองเล่มประสานซ้ายขวา รับมือซากศพหนึ่งร่าง
เป็นเยี่ยจิงซวง และเยี่ยจิงเสวี่ย สองพี่น้องตระกูลเยี่ย
กระบี่คู่ประสานกัน วิชากระบี่ล้ำลึก พอจะยืนอยู่ในแถวหน้าสุดของยุทธภพได้อย่างแท้จริง
แม้เจียงเทียนเย่เห็น ยังอดพยักหน้าไม่ได้
พวกนางรู้ดีว่าซากศพคมกระบี่ไม่เข้า จึงไม่เล็งจุดตาย
เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียว เหนี่ยวรั้งเอาไว้ อย่าให้มันเข้าใกล้เจียงหราน
ทำร้ายอาจยาก แต่ถ่วงเวลา มีวิธีการมากมาย
ขณะสองพี่น้องกำลังต้านทานซากศพหนึ่งร่าง
ซากศพที่สองก็ฝ่าผนึกออกมา ยังไม่ทันขยับ แสงทองสายหนึ่งก็พวยพุ่งมา
ติ๊ง!
ปลายลูกศรแตะอกซากศพ โค้งจันทร์ยักษ์ผลักมันถอยหลัง หายลับไปในพริบตาเดียว
เสียงแตกของน้ำแข็งดังระรัว
ซากศพที่เหลือทั้งหมดฝ่าผนึกออกมา ทุกคนไม่รอช้า ลงมือพร้อมกัน
สนามรบทันใดนั้นก็อลหม่าน
ซากศพทั้งแปดไม่ได้มีฤทธิ์เดชเปลี่ยนฟ้าดินอย่างที่กุนเหอจายโอ้อวด
แต่ก็ต้องยอมรับว่า แต่ละร่าง น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
แขนขยับราวคมกระบี่ ร่างกายว่องไว วิธีต่อสู้เรียบง่ายตรงไปตรงมา
เพราะไม่กลัวถูกฆ่า จึงไม่หวั่นเกรงเปิดช่องโหว่ ต่อให้แรงถล่มมหาศาล ก็ไม่อาจทำร้ายพวกมันได้
ต้วนตงหลิวและเจียงเทียนเย่ นำเนี่ยหงอี ตู้โม่หมิง และคนอื่นๆ เข้าปะทะ
ทั่วหมื่นขุนเขา เสียงดังสนั่น เปรี๊ยะปังราวกับฉลองปีใหม่
ถังซือฉิงยืนคุ้มกันข้างกายเจียงหราน สีหน้าแน่วแน่
ถังฮว่าอี้มองการต่อสู้ ใจเต็มไปด้วยความกังวล กลัวใครสักคนจะบาดเจ็บ
เจียงหรานขึ้นชื่อว่าปกป้องคนของตน หากตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าใครเป็นอะไรไป จะรับได้อย่างไร
ถังฮว่าอี้ร้อนใจ แต่จิตมารของนาง ใช้การไม่ได้กับซากศพไร้สติเหล่านี้
ในขณะนั้นเอง ร่างของกุนเหอจายก็ปรากฏขึ้น
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…
“ข้าถึงว่า ทำไมประมุขมารอายุยังน้อย แต่กลับมีวรยุทธ์ล้ำลึกถึงเพียงนี้”
“ที่แท้ เพราะเจ้ามีสมบัติล้ำค่าอีกชิ้นหนึ่ง
“อาศัยมัน เจ้าสามารถจับกุมเหล่าอาชญากรตามหมายจับ แล้วช่วงชิงวิชาของอีกฝ่ายมาได้!”
“ฤทธิ์เดชเช่นนี้… น่าหวาดหวั่นยิ่งนัก”
คำพูดนี้ ทำให้ทุกคนชะงักงัน ต่างหันไปมองเจียงหราน
ก็เห็นลมปราณรุนแรงพวยพุ่งรอบกายเขา แฝงเสียงมังกรคำราม
คล้ายถานอวี้ฉีฟื้นคืนชีพกลับมา
ใจทุกคนสั่นวูบ เจียงเทียนเย่มองต้วนตงหลิว
“มีของดีเช่นนี้จริงหรือ เจ้าถึงกับยอมมอบให้เขา”
“ดูท่าจะรักเขาดั่งลูกแท้ๆ เช่นนั้น ต่อไป ข้าก็จะถือว่าเจ้าเป็นลูกแท้ๆ ของข้าเช่นกัน!”
ต้วนตงหลิวอึ้งไป
ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามีของเช่นนี้ แต่ถ้ามีจริง… เขาอาจยอมยกให้เจียงหรานก็เป็นได้
ทว่าคำพูดประโยคหลังของเจียงเทียนเย่ ทำให้หน้าเขาดำทันที
“ไปตายซะ เจ้าคนแซ่เจียง! ให้ข้าเป็นลูกเจ้ารึ เจ้าจะไม่ให้ข้าเป็นหลานไปเลยเล่า!”
เจียงเทียนเย่เชิดหน้าแล้วตอกกลับ
“ไม่อยากก็ไม่อยากสิ โวยวายอะไรนักหนา”
“นี่มัน… วิชาจักรพรรดิมังกรหมื่นกาล”
กุนเหอจายเพียงชำเลืองตา ก็จำได้ทันทีว่าวิชากำลังภายในที่เจียงหรานกำลังฝึกอยู่นั้นมาจากที่ใด
เขาสูดลมหายใจลึก
“ประมุขมาร… เจ้ากำลังจะอาศัยวิชาของถานอวี้ฉี สร้างกระบวนท่ากระบี่ที่เก้าสินะ”
เจียงหรานนั่งขัดสมาธิ สีหน้าไร้คลื่นลม ต่อคำพูดนั้นก็ราวกับไม่ได้ยิน
กุนเหอจายไม่ใส่ใจ ยิ้มบาง
“น่าเสียดาย…กอดพระพุทธรูปยามคับขัน เจ้าคิดจริงหรือว่ามันจะได้ผล”
“ไม่กลัวหรือว่า ก่อนเจ้าจะหยั่งรู้แก่นแท้ ญาติพี่น้องสหายรอบกายเจ้าจะถูกสังหารจนสิ้น”
ครืน!
เสียงระเบิดกึกก้องดังขึ้น
ผู้คนหันไปมอง ก็เห็นเถียนเมียวเมียวกำลังปะทะหมัดกับซากศพหนึ่งร่าง
คนหนึ่งเป็นมนุษย์ อีกหนึ่งเป็นศพ ต่างทุ่มกำลังสุดกำลัง แรงปะทะทำให้ลมฝนรอบด้านปั่นป่วนโกลาหล
เถียนเมียวเมียวมีพละกำลังมหาศาลติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่เคยยอมผู้ใดในเรื่องพละกำลัง
ผู้เดียวที่นางยอมรับ มีเพียงเจียงหราน
ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง จะพ่ายด้านแรงให้ผู้อื่น ยิ่งไม่คิดว่าจะเป็นซากศพ
เริ่มแรก ทั้งสองยังสูสี
แต่ฝ่ายหนึ่งเป็นคนเป็น อีกฝ่ายเป็นศพไร้ชีวิต พละกำลังของคนย่อมมีวันร่อยหรอ ศพ…ไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านั้น
สามห้าหมัดผ่านไป เถียนเมียวเมียวเริ่มเสียเปรียบ ถึงหมัดที่หก เท้าก็เริ่มถอย
หมัดที่เจ็ด นางถูกอัดถอยสามห้าก้าว เลือดไหลจากมุมปาก แต่ยังตวาดลั่น
“มาอีก!!!”
พลังมังกรหมุนเวียนอีกครั้ง ปะทะกับศัตรูอย่างไม่ยอมแพ้
เสียงกุนเหอจายดังขึ้นข้างหูเจียงหรานอีกครา
“ดูท่า… สาวใช้ข้างห้องของเจ้าจะไม่ไหวแล้วนะ”
“หากเจ้ายังไม่ลุกขึ้นลงมือ เกรงว่านางจะตายตรงนี้จริงๆ”
เจียงหรานยังคงหลับตา แน่นิ่งดุจตัดขาดจากโลกภายนอก กลับเป็นเถียนเมียวเมียวที่ด่าแหลก
“คนที่จะจายไม่ใช่ข้าหรอก แต่เป็นพวกเจ้าทั้งตระกูลนั่นแหละที่จะถูกทุบจนตาย!!!”
“แค่ซากศพกองหนึ่ง ยังคิดจะฆ่าข้า ฝันไปเถอะ!!”
เจียงเทียนเย่อดหันไปมองต้วนตงหลิวไม่ได้
“สาวใช้ข้างห้อง นี่เจ้าสอนลูกข้าอย่างนี้หรือ”
ต้วนตงหลิวส่ายหน้าไม่หยุด
“ข้าสอนเขาเที่ยวหอคณิกา เขาไม่ยอมเรียนเอง กลับไปเก็บนางมา”
“ข้า…”
เจียงเทียนเย่แทบอยากกินหัวตาเฒ่านี่ทั้งเป็น
คนปกติที่ไหนจะสอนเด็กไปเที่ยวหอคณิกา แล้วยังพูดได้หน้าตาเฉยเช่นนี้อีก
“แย่แล้ว นางน่าจะต้านไม่ไหวแล้วจริงๆ”
เจียงเทียนเย่หมุนกาย วูบเดียวก็หายไป
ปรากฏอีกที ก็ยืนข้างเถียนเมียวเมียว ฝ่ามือปะทะหมัด
คราวนี้ซากศพต้านทานไม่อยู่ ถูกอัดถอยครูดดินเป็นร่องยาว
เถียนเมียวเมียวตาโต
“ท่านผู้เฒ่าเก่งกาจนัก!”
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ”
เจียงเทียนเย่ชะงัก
เถียนเมียวเมียวตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“คุณชายเป็นบุตรของท่าน ท่านก็ต้องเป็นท่านผู้เฒ่าน่ะสิ”
“…พูดดี พูดเก่ง พูดต่อไป”
เจียงเทียนเย่หัวเราะอย่างเบิกบาน
เถียนเมียวเมียวเท้าเอวทันที
“แน่นอน ไม่งั้นข้าจะเป็นสาวใช้ข้างห้องได้อย่างไร”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย”
เจียงเทียนเย่รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาคุย แต่คำพูดของนางชวนให้ถามไถ่จริงๆ
เถียนเมียวเมียวตะโกนเสียงดัง
“เกี่ยวสิ! สาวใช้ข้างห้องก็ต้องสนิทชิดเชื้อ”
“เรื่องในเรือน ทั้งหมดเป็นหน้าที่ข้า!
“ข้าก็ต้องดูแลให้รอบด้านอยู่แล้ว!!”
“นี่เจ้าเข้าใจเช่นนั้นหรือ”
เจียงเทียนเย่ตกตะลึง
“ไม่อย่างนั้น มันจะหมายความว่าอย่างไรเล่า”
เถียนเมียวเมียวมองเขาอย่างงงงัน แถมยังเหลือบมองด้วยสายตาดูแคลนนิดๆ
เป็นถึงท่านผู้เฒ่า ยังไม่รู้เรื่องเหล่านี้อีก
จากนั้นนางพุ่งตัวออกไป ซัดใส่ซากศพอีกร่าง
ปากก็พร่ำบ่นไม่หยุด
“น่ารำคาญจริงๆ เจ้าพวกนี้ ทำยังไงก็ไม่ตาย!”
พูดไป ซัดหมัดไป ซากศพที่กำลังไล่ล่าเนี่ยหงอี อาหนาน และอาจัวถูกอัดกระเด็นลอยขวาง
แต่พอมันกลิ้งกับพื้น ก็ลุกกลับมาอีกครั้ง
ซากศพพวกนี้ แม้แต่เจียงหรานยังจัดการได้ยาก คนอื่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แม้ทุกคนจะไม่ได้คิดเอาชนะเอาเป็นเอาตาย แค่ถ่วงเวลาก็ยังลำบาก
ถึงตอนนี้ ผู้คนก็เริ่มบาดเจ็บกันถ้วนหน้า
นี่ก็เพราะก่อนหน้าเจียงหรานเตรียมการไว้ ให้ทุกคนกินโอสถต้านพิษศพ
ไม่เช่นนั้น ป่านนี้ฝ่ายเขาคงพ่ายยับไปแล้ว
เสียงกุนเหอจายดังขึ้นอีกครั้ง
“ประมุขมาร หากยังไม่ลืมตา เกรงว่าที่นี่… จะต้องมีสุสานเพิ่มอีกหลายหลุมแล้ว”
ดวงตาเจียงหรานยังปิดสนิท แต่สีหน้าที่เคยสงบนิ่ง กลับแปรเปลี่ยน
ขาวดำปะปนบนใบหน้า ปราณหยินหยางในกายปั่นป่วน ลมปราณรอบกายโกลาหล ไม่สงบเหมือนก่อน
“แย่แล้ว”
ถังฮว่าอี้เห็นเข้า ใจสั่นสะท้าน
“พี่เขยกำลังจะธาตุไฟเข้าแทรก”
ถังซือฉิงตวาด
“ตั้งจิต”
เสียงสะดุดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำสุดท้าย
วูบ!
นางก้าวไปด้านหลังเจียงหราน ฝ่ามือกดลงบนหลังเขา
ร่างเจียงหรานสะท้าน กระอักเลือดออกมา
ถังซือฉิงเองก็ พรวด! กระอักเลือดเช่นกัน
“แย่แล้ว แย่แล้ว เล่นแรงไปแล้ว!”
ถังฮว่าอี้ตื่นตระหนก ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน
นางไม่รู้วิธีรับมือธาตุไฟเข้าแทรก รู้เพียงว่าทั้งสองฝึกวิชามหานิพพานจิตมาร ถังซือฉิงจึงพอช่วยปรับลมปราณได้
แต่บัดนี้ แม้ถังซือฉิงยังบาดเจ็บ นางไม่กล้าคิดเลยว่า ภายในร่างเจียงหรานปั่นป่วนมากเพียงใด
หลังพ่นเลือด สีหน้าเจียงหรานเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย
แต่ไม่นาน ลมปราณก็ปะทุอีกครั้ง
ปัง!
ถังซือฉิงถูกแรงสะเทือนกระเด็นออกไป ล้มลง เลือดพุ่งอีกคำ
อาภรณ์ขาวของนาง ที่เคยสะอาดหมดจดตลอดทางในป่าลึก บัดนี้กลับย้อมสีแดงฉาน
ถังฮว่าอี้รีบประคอง
“พี่สาว ทำยังไงดี พวกเราสู้สุดชีวิตดีมั้ย”
ถังซือฉิงไม่ตอบเพียงเงยหน้าขึ้น
ก็เห็นกุนเหอจายที่ซ่อนตัวมาตลอด ปรากฏกายแล้ว
เขามองสองพี่น้องครู่หนึ่ง แววตาถังฮว่าอี้วาบแสง
กุนเหอจายยิ้มบาง แววตาเขาก็เรืองแสงตอบ
ถังฮว่าอี้ครางเบา เลือดไหลออกจากจมูก
ถังซือฉิงรีบขยับตัว บังถังฮว่าอี้ไว้ด้านหลัง
พยายามลุกขึ้น แต่กลับทรุดลงอีกครั้ง
“ไม่ต้องดิ้นรน วันนี้พวกเจ้าต้องตายทั้งหมด”
“แต่ก่อนฆ่าพวกเจ้า ข้าต้องส่งประมุขมารไปก่อน”
น้ำเสียงกุนเหอจายผ่อนคลายขึ้น
“เดิมทีคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ง่าย ตั้งใจจะใช้พลังซากศพทั้งแปด ค่อยๆ บดจนเขาน้ำมันหมดตะเกียง”
“ไม่คิดว่าเขาจะรีบร้อน กลับเปิดช่องให้ข้า”
“บัดนี้เจ้าธาตุไฟเข้า ก็เท่ากับเดินแส่หาที่ตายเอง!”
“เจ้ากล้า!!!”
“ถอยห่างจากลูกข้า!!!”
ต้วนตงหลิวและเจียงเทียนเย่ตะโกนพร้อมกัน
กุนเหอจายชูนิ้วเป็นกระบี่ตรงอก ตวาดเสียงทุ้มต่ำ
เงาร่างจักรพรรดิโลหิตผุดขึ้นด้านหลัง
ซากศพทั้งแปดร่างก็เหมือนได้รับพลังมากล้น อานุภาพเพิ่มพูนขึ้นอีกขั้น
ต้วนตงหลิว และเจียงเทียนเย่ถูกขวางไว้ ไม่อาจฝ่าเข้ามา
กุนเหอจายรู้ดี อาศัยฝีมือสองคนนั้น เขาถ่วงได้ไม่นาน
เวลานี้ สิ่งสำคัญมีเพียงอย่างเดียว
เขาก้าวทีละก้าวไปหาเจียงหราน ทุกก้าวมีเปลวไฟโลหิตลุกขึ้นใต้เท้า
เปลวไฟนั้นไม่เผาผลาญทุกสรรพสิ่ง แต่ทำให้หญ้าไม้แห้งเหี่ยว
ไม่กี่ก้าว เขาก็มาถึงหน้าเจียงหราน ยกสองนิ้ว ชี้ไปที่กลางคิ้ว
“ประมุขมาร ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ”
นิ้วกำลังจะสัมผัส พลันมีมือหนึ่งคว้าจับเอาไว้
เจียงหรานลืมตาขึ้นทันที ยิ้มบาง
“จับเจ้าได้แล้ว”
รูม่านตากุนเหอจายหดเล็ก
“เจ้าหลอกข้ารึ”