- หน้าแรก
- ระบบกระบี่ล่าสังหารสะท้านยุทธภพ
- ตอนที่ 548 เปิดฉากปะทะ (ฟรี)
ตอนที่ 548 เปิดฉากปะทะ (ฟรี)
ตอนที่ 548 เปิดฉากปะทะ (ฟรี)
ตอนที่ 548 เปิดฉากปะทะ
“ควบคุมเส้นน้ำทั่วหล้า!”
กุนเหอจายชะงักงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาทันที ดวงตาเปล่งประกาย
“เป็นเช่นนี้เอง… เป็นเช่นนี้เองจริงๆ!!
“ควบคุมเส้นน้ำทั่วหล้า…”
“คัมภีร์สังหารมังกร สมเป็นคัมภีร์สังหารมังกรที่แท้จริง!!!”
ถานอวี้ฉีจ้องมองกล่องเหล็กดำที่ว่างเปล่าในมือ สีหน้าเย็นชา ก่อนจะเงยหน้ามองเจียงหราน
“เอาออกมา”
กุนเหอจายเองก็จ้องเจียงหรานเขม็ง สายตาเร่าร้อน ไม่หวั่นไหวต่อถ้อยคำใดๆ ที่เจียงหรานกล่าวมาก่อนหน้านี้
เจียงหรานถอนหายใจเบาๆ
“สมแล้วที่ไม่ใช่ตัวร้ายสมองกลวง… หลอกกันง่ายๆ ไม่ได้จริงๆ”
จากนั้นจึงเงยหน้ามองทั้งสองคน
“พูดตามตรง คัมภีร์สังหารมังกรนั้น ข้าทำลายไปแล้ว พวกเจ้าคิดจะเอาไป… เกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอก”
“ทำลายไปแล้ว”
ถานอวี้ฉีชะงัก ก่อนจะหันไปมององค์หญิงใหญ่ ราวกับต้องการยืนยันอะไรบางอย่าง
องค์หญิงใหญ่ถอนหายใจยาว
“เขาพูดความจริง คัมภีร์นั้นถูกทำลายไปแล้ว ต่อหน้าข้าเอง”
“เป็นม้วนคัมภีร์ไหมทอง ถูกเขาใช้กำลังภายในบดขยี้ กลายเป็นผงทองปลิวกระจาย ไม่เหลือร่องรอยแม้แต่น้อย”
“สารเลว!!!”
ถานอวี้ฉีระเบิดโทสะ
สิ่งที่กดข่มซ่อนไว้มานาน ไม่เคยแสดงออกต่อผู้ใด บัดนี้ไม่อาจอดกลั้นได้อีก
กระแสลมปราณกรรโชกพลันพวยพุ่งรอบกาย แขนเสื้อสะบัด ผมปลิวไสว แรงลมกดให้หญ้าไม้รอบด้านเอนล้ม!
แล้วก็คล้ายมีเสียงมังกรคำรามดังก้อง ฟ้าดินแปรเปลี่ยน สีฟ้าที่เคยกระจ่างกลับมืดครึ้มลงในพริบตาเดียว
องค์หญิงใหญ่เบิกตากว้าง
“เป็นไปไม่ได้!”
แม้แต่เจียงหรานยังอดประหลาดใจไม่ได้
“ที่แท้…เจ้าก็มีวรยุทธ์”
“ข้าคือฮ่องเต้ ในราชสำนัก คลื่นลมซ่อนคมมีด ในยุทธภพ วีรชนผู้กล้าผุดขึ้นไม่ขาดสาย”
“หากข้าไร้วรยุทธ์แม้แต่น้อย จะนั่งมั่นบนบัลลังก์เก้าห้าสถานได้อย่างไร!”
“เจียงหราน เจ้าดูแคลนข้ามากเกินไปแล้ว!”
สิ้นเสียงถานอวี้ฉี กุนเหอจายก็เอ่ยขึ้น
“ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะยอมทำลายศาสตรามารได้ง่ายดายเช่นนั้น”
“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพวกเขารู้ว่านั่นคือคัมภีร์สังหารมังกร ย่อมต้องเคยอ่านเนื้อหาภายใน”
“ในหมู่คนเหล่านี้ อาจมีผู้จดจำได้ทุกถ้อยคำ จับพวกเขาทั้งหมดไว้ ข้าไม่เชื่อว่าจะเค้นความลับออกมาไม่ได้”
คำพูดของเขาดังชัดทีละคำ พร้อมกันนั้น เงาร่างหนึ่งแล้วอีกหนึ่งก็ปรากฏออกมา
ถึงตรงนี้ แผนการก็เผยเด่นชัด กลอุบายทั้งหลายถูกนำออกมาใช้จนหมดสิ้น
แต่คนเหล่านี้ ล้วนเป็นโฉมหน้าที่เจียงหรานไม่คุ้นเคย
เขาหันไปมองชิงหยวน
“ชิงหยวน เจ้าเคยเห็นพวกเขามาก่อนหรือไม่”
ชิงหยวนหรี่ตากวาดมองโดยรอบ เมื่อรวมกับสามยอดฝีมือก่อนหน้า ตรงหน้ามีคนอย่างน้อยกว่าสิบคน
ทุกคนล้วนมีกำลังภายในไม่อาจดูแคลน แต่เพียงจากกลิ่นอาย เขาไม่รู้จักสักคนเดียว จึงได้แต่ส่ายหน้า
“ต้องระวัง… ที่มาของพวกเขาเกรงว่าจะไม่ธรรมดา”
“หากธรรมดา กุนเหอจายก็คงไม่เอามาเป็นหมากบนกระดานนี้”
เจียงหรานพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมององค์หญิงใหญ่
“ว่าแต่… พวกเราสองคน ควรจะคิดบัญชีกันบ้างหรือไม่”
องค์หญิงใหญ่ชะงัก
“ศัตรูอยู่ตรงหน้า เจ้ายังจะคิดบัญชีกับข้าอีกหรือ”
“คนพวกนี้ไม่ใช่ธรรมดาเลย”
เจียงหรานกล่าวเสียงเรียบ
“ดึงออกมาสักคน ก็เป็นยอดฝีมือที่แทบไร้ผู้ต้านในยุทธภพ”
“กุนเหอจายเดิมทีมีค่าหัวแสนตำลึงทอง แต่ดูจากฐานะตอนนี้ ล้านตำลึงทองก็ยังไม่เกินไปกระมัง”
“ส่วนเจ้าพวกนี้…แม้จะด้อยกว่ากุนเหอจายสักนิด แต่ดูจากท่าทีที่รับคำสั่ง…”
“เอาเป็นว่า คนละ…ห้าแสนตำลึงทองละกัน!”
“……”
องค์หญิงใหญ่กัดฟันกรอด เจ้าคนผู้นี้! เวลาแบบนี้ยังคิดเรื่องเงินอีก!
แม้แต่ถานอวี้ฉียังเดือดดาล เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน
“ช่างอวดดีนัก เจียงหราน…เจ้าคิดว่าคลังหลวงแคว้นจินฉานเป็นอะไร”
“โอ้ เจ้าไม่พูด ข้าเกือบลืมเจ้าไปแล้ว”
เจียงหรานหันกลับมาพูดกับองค์หญิงใหญ่อีกครั้ง
“ยังมีเขาอีก… ฮ่องเต้ก่อกบฏ อย่างไรก็ควรรับโทษไม่ต่างจากสามัญชน”
“แต่ฐานะเจ้าไม่ธรรมดา จับตัวเจ้าได้ องค์หญิงใหญ่…อย่างน้อยก็ต้องห้าล้านตำลึงทองสิ”
“ข้ายกแคว้นจินฉานให้เจ้าดีหรือไม่”
องค์หญิงใหญ่พูดออกมาแทบกัดฟันแตก
“อย่าพูดด้วยโทสะ ฮ่องเต้ทั้งคน จะไม่คุ้มค่าห้าล้านตำลึงทองได้อย่างไรเล่า”
เจียงหรานยื่นมือไปจัดเส้นผมให้นาง ไม่รู้ว่าเพราะลมพัด หรือเพราะถูกเขาทำให้โมโห
องค์หญิงใหญ่ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าควรโกรธ หรือควรเคอะเขินดี
เจียงหรานยิ้ม
“ไม่ตอบ ข้าถือว่าเจ้าตกลงแล้วนะ”
สิ้นเสียงนั้น ยอดฝีมือที่อดทนมานานก็ไม่อาจรั้งมือได้อีก
โอวหยางเสวี่ย และซางอู๋ซู่ออกมือก่อน
ฝ่ายหนึ่งชี้นิ้วสะกดลมฟ้า พลังดัชนีพุ่งออกต่อเนื่อง ลมยังหยุดชะงัก
เพียงพริบตา พลังดัชนีนับสิบสายก็พุ่งถึงตรงหน้า
เจียงหรานละสายตาจากองค์หญิงใหญ่ หันกลับมา เห็นแสงสว่างพร่างพราววาบขึ้น
พลังชี้สองสายปะทะกันกลางอากาศ
ซางอู๋ซู่เดิมทีก็ถูกปราณอมตะจากวิชาเทพสยบชะตากระแทกบาดเจ็บอยู่แล้ว ครั้นปะทะอีกครั้ง ก็ถูกกำลังภายในของเจียงหรานทำร้าย
เขาครางเสียงต่ำ นิ้วหนึ่งแดงบวม เหมือนจะหักลงได้ทุกเมื่อ
ในจังหวะนั้น กลีบดอกร่วงโปรยราวสายฝน ทุกกลีบแฝงคมกริบ
เจียงหรานชายตามอง มือหนึ่งกดบนด้ามกระบี่ ลมหนาวกราดเกรี้ยวพวยพุ่งจากกาย
ลมคือกระบี่ หิมะคือกระบี่ ภายใต้ลมหนาวนี้ ทุกสิ่งล้วนกลายเป็นคมกระบี่ทั้งสิ้น
กริ๊งๆ กริ๊งๆ!
กลีบดอกปะทะหิมะและลมหนาว เสียงดังราวโลหะนับพันกระแทกกัน
เมื่อคมทั้งหมดถูกกวาดล้าง โอวหยางเสวี่ยหมุนปลายกระบี่ ชี้ตรงหน้า
ครืน!!!
กระบี่นี้มิใช่แทง… แต่ฟาดเหวี่ยงลงมา!
พลังรุนแรงยิ่งกว่าทุกกระบวนท่าก่อนหน้า
ดวงตาเจียงหรานเปล่งประกาย
“น่าสนใจ…”
แต่ต่อให้น่าสนใจเพียงใด กระบี่เล่มนี้ก็หยุดอยู่ห่างจากเขาเพียงสามนิ้วเท่านั้น
ไม่อาจล้ำเส้นได้แม้ก้าวเดียว สีหน้าโอวหยางเสวี่ยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
กระบี่ก่อนหน้า นางยังมิได้ทุ่มสุดกำลัง แต่ครั้งนี้คือการโจมตีเต็มกำลัง กลับยังไม่อาจทะลวงม่านพลังคุ้มกายของเขาได้
อย่างไรก็ดี นางไม่คิดล่าถอย
ทันใดนั้น เสียงฟ้าผ่ากึกก้องดังจากฟากฟ้า
เจียงหรานเงยหน้ามอง เห็นชายชราผู้หนึ่งร่วงลงจากอากาศ
มือเดียวคว้าอากาศ นิ้วทั้งห้ากางออก เสียงคล้ายฟ้าร้อง แต่แรงกดราวภูเขาถล่ม กดข่มสรรพสิ่งจนแทบเงยหน้าไม่ขึ้น
เจียงหรานก้มมองพื้น พื้นดินสั่นสะเทือน ราวกับโลกกำลังคร่ำครวญกรีดร้อง
“เป็นกระบวนท่าที่ดี”
เจียงหรานประเมินสั้นๆ ก่อนจะยื่นฝ่ามือขึ้นสู่ฟ้า
เงาร่างผุดขึ้นจากกายเขา เป็นเงาร่างขนาดมหึมา
เงาร่างยกฝ่ามือฟาดออกไป ชายชราหัวเราะเย็น
“เงาร่างเล็กน้อย แค่กลอุบายตื้นเขิน!”
ในชั่วพริบตา นิ้วทั้งห้าของชายชราก็ปะทะกับฝ่ามือเงาร่าง
ภาพที่คิดว่าเงาร่างจะถูกทุบแตก แล้วศีรษะเจียงหรานถูกกดแหลก… ไม่เกิดขึ้น
ชายชรารู้สึกราวกับยกภูเขากระดาษ ไปปะทะภูเขาทองคำ
แรงสะท้อนทะลวงกายก่อนเขาจะทันตั้งตัว
ดวงตาเบิกโพลง
“เป็นไปไม่ได้…”
ถัดมา บึ้ม!!!
เลือดสาดกระจายเต็มฟ้า
ภาพนี้ชวนสยดสยองยิ่ง เนื้อหนังระเบิดกระจาย เหลือเพียงกระดูก และเมื่อร่างตกจากอากาศ กระดูกก็แตกละเอียด
เพราะชายชราคนนี้ รับแรงสองชั้น
ชั้นแรก คือพลังของเจียงหราน ทะลวงอวัยวะภายใน สิ้นชีพด้วยฝ่ามือเดียว
ชั้นที่สอง คือแรงของเขาเอง เมื่อไม่อาจอัดเข้าหาเจียงหราน แรงนั้นจึงสะท้อนกลับเข้าหาร่างตนเอง
จนทำให้เนื้อหนังของเขากระเด็นแตกสลาย เหลือเพียงโครงกระดูกขาวโพลน แต่แม้กระดูกจะทนทานกว่าเนื้อหนังอยู่บ้าง ครั้นตกถึงพื้น ก็แตกย่อยกลายเป็นเศษซากเกลื่อนกลาด
ฝ่ามือเดียวสังหารจนไม่เหลือซากศพ ทว่าไม่ได้ทำให้ผู้มาเยือนคนอื่นๆ เกิดความหวาดกลัวแต่อย่างใด
ผู้ที่กุนเหอจายพามาล้วนเป็นยอดฝีมือที่เคยครองยุทธภพในยุคสมัยของตน
ก่อนมา ย่อมรู้อยู่แล้วว่าเจียงหรานมีวรยุทธ์สะท้านฟ้าดิน แม้ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากเรียกเขาว่า ‘อันดับหนึ่งใต้หล้า’ แต่ในใจของทุกคน ต่างก็รับรู้โดยปริยาย
คนเช่นนี้ ย่อมไม่ง่ายที่จะสังหาร
ทว่าพวกเขามีจำนวนมาก ต่อให้เจียงหรานมีความสามารถ สังหารได้หนึ่งคน สองคน ก็ใช่ว่าจะฆ่าได้ทั้งหมด
ทั่วทั้งใต้หล้า ไม่ควร และเป็นไปไม่ได้ ที่จะมีผู้ใดรอดชีวิตจากการล้อมโจมตีพร้อมกันของยอดฝีมือมากมายเช่นนี้
ด้วยความเชื่อเช่นนั้น การสูญเสียจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้อยู่
ในสนามรบ มีผู้หนึ่งวิ่งฝ่าลมหนาว และเกล็ดน้ำแข็งที่ปะปนอยู่ท่ามกลางสายลม
มีผู้หนึ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า สองฝ่ามือกางออก ดวงดาวบินพรายกระจายจากฝ่ามือ เมื่อผลักออกพร้อมกัน ก็กลายเป็นสายฝนเงินเต็มฟากฟ้า
ยังมีผู้หนึ่งที่ร่างกายราวกับเตาหลอม ย่างกรายไปที่ใด ความเย็นจากลมหนาวแห่งโลกนิ่งงันของเจียงหรานก็ถูกระเหย เกิดเป็นไอขาวโพลนลอยคลุ้งทั่วบริเวณ
ยอดฝีมือจำนวนมากลงมือพร้อมกัน ราวกับแปดเซียนข้ามสมุทร ต่างสำแดงวิชาของตนออกมา
ประกายในดวงตาเจียงหรานวาบขึ้น เห็นผู้หนึ่งฝ่ากลุ่มคนออกมา มุ่งสังหารเขา เสียงลมแตกดังแหวกอากาศ
เงาขาวสายหนึ่งพุ่งผ่านกายเจียงหรานไป
ฝ่ามือยื่นรับ กระบวนท่ากระจาย ทันใดนั้น ลมคร่ำครวญโหยหวนดังขึ้นทั่วท้องฟ้า ราวกับมีผู้คนร่ำไห้อยู่ท่ามกลางสายลมหนาว!
ผู้ลงมือคือ ถังซือฉิง
ความจริงแล้ว ถังซือฉิงได้ลงมือไปนานแล้ว
วิชามหานิพพานจิตมารสามารถแปรเปลี่ยนความหวาดกลัวในจิตใจของผู้คนให้กลายเป็นสิ่งที่นางควบคุมได้ในกำมือ
วิชานี้สำแดงอย่างไร้เสียง ไร้ร่องรอย แม้ผู้ถูกกระทำก็ยังไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
แต่วิชานี้ เป็นวิชาที่ใช้ ‘ผู้แข็งแกร่งสยบผู้อ่อนแอ’ โดยแท้
หากในใจของอีกฝ่ายไร้ความหวาดกลัว วิชานี้ย่อมไม่อาจทำอะไรได้
ในยามปกติ ถังซือฉิงอาศัยวิชานี้ เดินผ่านยุทธภพสามารถทำให้ศพกองพะเนินนับแสน
ทว่าวันนี้ ผู้ที่มาถึงไม่มีใครเป็นคนสามัญธรรมดา
วิชามหานิพพานจิตมารจึงไร้ผลกับพวกเขา
เมื่อเห็นศัตรูกรูเข้ามามากขึ้น ถังซือฉิงก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีก ก้าวออกไปรับศึกโดยตรง
นางไม่ใช่ว่าไม่มีวิชาอื่น เพียงแต่ไม่อยากใช้มันง่ายๆ
เพราะวิชาเหล่านั้นคือความเจ็บปวดที่เคยถูกกระทำกับนาง แล้วแปรเปลี่ยนเป็นกระบวนท่าย้อนคืนให้ศัตรูด้วยผลลัพธ์แบบเดียวกัน
กระบวนท่านี้ได้มาจากวิชาหมื่นกาลโศกสุดพิภพ เป็นสายหนึ่งที่แตกแขนงออกมาโดยธรรมชาติ มีนามว่า ‘มหาโศก’
เมื่อสำแดงออกมา เมฆหม่นหมอง เสียงร่ำไห้แทรกในทุกกระบวนท่า ราวกับเป็นความอ่อนแอในอดีตของนาง
นางไม่อยากเปิดเผยด้านนี้ต่อหน้าผู้คน โดยเฉพาะ…ต่อหน้าเจียงหราน
นางรู้ดีว่า เจียงหรานจะปวดใจเพียงใดกับอดีตของนาง ทุกครั้งที่ใช้กระบวนท่ามหาโศก ก็ราวกับบังคับให้เขาเห็นบาดแผลทั้งหมดของนางในวันวาน
นี่คือสิ่งที่ถังซือฉิงไม่ต้องการ
แต่ในยามนี้ นางไม่มีทางเลือกอื่น
ศัตรูของนาง ดูเหมือนจะไม่เข้าใจวิชาของนางอย่างถ่องแท้ เมื่อเห็นเพียงหญิงสาวงดงามราวนางฟ้า สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ มีเพียงความดูแคลน
“ไสหัวไป!!”
เสียงตวาดยังไม่ทันจาง สองฝ่ามือก็ปะทะกันแล้ว
วินาทีถัดมา เขารู้สึกว่าทุกอย่างมืดดับลง
ในความเลือนราง สรรพสิ่งรอบตัวหายไปหมดสิ้น
น้ำแข็งใต้เท้า ต้นไม้ไกลตา สหายรอบข้าง รวมถึงเจียงหราน และหญิงชุดขาวตรงหน้าล้วนหายไปหมด
เหลือเพียงคนผู้หนึ่ง ใบหน้าเลือนราง กำลังจับมือเขาไว้แน่น แล้วดันไปข้างหน้า
เมื่อเขามองไปข้างหน้า ก็เห็น… หม้อน้ำมันเดือดพล่าน
น้ำมันเดือดปุดๆ ไอร้อนน่าสะพรึงทำให้เขาอยากถอยหลังโดยสัญชาตญาณ
แต่สองมือถูกยึดไว้ ดิ้นไม่หลุด
วรยุทธ์ทั้งหมดหายไป กำลังภายในสิ้นสูญ ในวินาทีนี้ เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไร้เรี่ยวแรง
“อะ…อ๊ากกก!!!!”
ยังไม่ทันตั้งคำถามจากก้นบึ้งของจิตใจ สองมือก็ถูกกดลงในหม้อน้ำมันเดือด
“อดทนหน่อยนะ… รักษาได้”
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู อ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง
ความเจ็บปวดรุนแรงพุ่งทะลวงหัวใจ เขาลืมตาขึ้นสุดแรง ราวกับดวงตาจะฉีกขาด
แล้วก็พบว่า… ทุกสิ่งที่หายไป กลับคืนมาแล้ว
น้ำแข็งใต้เท้า สหายรอบกาย เจียงหรานที่เขาเพ่งมองอยู่ก่อนหน้า ล้วนอยู่ครบ
ขาดเพียงคนเดียว…
“ผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน”
คำถามเพิ่งผุดขึ้น เขาก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดในมือยังไม่หายไป
ก้มมองลงไป พบว่าสองมือแดงก่ำ เต็มไปด้วยตุ่มพองน่าสยดสยอง
ขยับเพียงนิดเดียว ความเจ็บก็พุ่งขึ้นมาในทันที
จากนั้นเขารู้สึกว่าหนังศีรษะตึงขึ้น หางตาเหลือบเห็นแขนเสื้อสีขาวครึ่งหนึ่ง…
ในใจพลันจมดิ่ง แย่แล้ว!
เป็นดังที่คิด วินาทีถัดมา ทุกอย่างหายไปอีกครั้ง
หม้อน้ำมันหายไป เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่ง
ควรจะลุกขึ้น ควรจะหนี แต่เขาลุกไม่ได้
ราวกับมีแรงลึกลับผูกมัดตรึงไว้ บังคับให้เขานั่งอยู่ที่เดิม ขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย
คนผู้ไร้ใบหน้า ปรากฏตัวอีกครั้ง ในมือคือเหล็กแหลมหนา ราวยี่สิบถึงสามสิบแท่ง
เสียงของเขาสั่นไหวราวกับเจ็บปวดแทน
“ข้าจะระวังนะ…วางใจได้ รักษาได้”
รักษาบ้า รักษาบออะไรกัน!
เจ้าจะเอาเหล็กพวกนั้นไปทำอะไร!
ขณะความคิดตะโกนก้องในใจ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ไม่ใช่เสียงของเขา
เป็นเสียงเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็แฝงด้วยความเชื่อมั่นอย่างน่าประหลาด
“ไม่ต้องห่วงนะ… ข้าทำได้”
วินาทีถัดมา คนผู้นั้นยกเหล็กแหลมขึ้น อีกมือกำค้อนแน่น เล็งไปที่ศีรษะของเขาแล้วฟาดลงอย่างแรง
โครม!!
ความเจ็บปวดพุ่งทะลวงจิตวิญญาณ
“อ๊ากกกก!!!!”
เขากรีดร้องอีกครั้ง
เขารู้ตัวว่าตนตกอยู่ในกลอุบายบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่านี่คือกลอุบายใด
นับตั้งแต่ วิชาหมื่นกาลโศกสุดพิภพปรากฏกาย แม้แต่ผู้สร้างวิชานี้ก็ไม่เคยฝึกมันจนสมบูรณ์
ตลอดกาลเวลา มีเพียงถังซือฉิงคนเดียวที่ฝึกจนสำเร็จวิชานี้ได้จริง
ย่อมไม่มีใครรู้ว่า กระบวนท่ามหาโศกมีพลังน่าหวาดหวั่นมากน้อยเพียงใด
เขาคิดว่า เมื่อเหล็กแหลมปักสมอง ตนควรจะตื่นจากภาพลวงตา
ถึงตอนนั้น เขาจะหนีให้ไกลที่สุด
เจียงหราน ใต้หล้า ศาสตรามาร
เกี่ยวอะไรกับเขาด้วย
เขามาที่นี่ทำไมมาเป็นศัตรูกับเจียงหรานเพื่ออะไร
ไม่มีแค้น ไม่มีชิงชัง เหตุใดต้องมาทรมานเช่นนี้ด้วย
แต่ต่อให้ดวงตาถลนออกจากเบ้า เขาก็ไม่เห็นภาพที่หายไปกลับมา
มีเพียงคนใบหน้าเลือนราง ที่หยิบเหล็กแหลมขึ้นอีกแท่ง…
เสียงกรีดร้องแหลมคม ดังก้องในความมืดไร้ขอบเขต
กระบวนการนี้ช้า ช้าจนบาดหัวใจ
แต่ในสายตาคนอื่น ถังซือฉิงเพียงแค่ลงมือสองกระบวนท่า
กระบวนท่าแรก ปะทะฝ่ามือกับอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าใช้วิธีใด อีกฝ่ายพลันกรีดร้อง สองมือแดงก่ำ บวมพองเป็นตุ่มใหญ่
จากนั้น ถังซือฉิงเคลื่อนกายไปด้านหลัง
เมื่อศัตรูหันกลับมามอง นางกดฝ่ามือลงบนศีรษะเขา
โลหิตระเบิดออกเป็นดอกไม้สีแดง เบ่งบานบนศีรษะเขา
รวมแล้ว มีทั้งหมด สามสิบสองจุด
และทั้งสามสิบสองจุด ระเบิดขึ้นในพริบตาเดียว
ทุกคนคิดว่า ถังซือฉิงใช้ฝ่ามือเดียว ทำลายกะโหลกศัตรู เจาะรูสามสิบสองแห่ง
แต่ไม่มีใครรู้ว่า…
สามสิบสองรูนี้ เคยปรากฏอยู่บนศีรษะของถังซือฉิงมาก่อน
นางรอดชีวิต ไม่ใช่เพราะเหตุอื่นใด
แต่เพราะนางคือ ถังซือฉิง
คือผู้หญิงที่ยอมรับการทรมานนับพันนับหมื่น เพื่อให้คนที่ตนรักมีชีวิตอยู่ แม้ต้องตาย… ก็ไม่เสียดาย
ศัตรูของนางไม่ตาย
แต่ดูเหมือนจะเสียสติล้มลงบนพื้น กรีดร้องไม่หยุดหย่อน ลืมสิ้นทุกสิ่งรอบตัว
ในขณะเดียวกัน ศัตรูคนอื่นๆ ก็กรูเข้ามาใกล้
ถังซือฉิงกำลังจะก้าวไปรับมือ มือหนึ่งกลับถูกจับไว้
ถังฮว่าอี้กล่าวเสียงแผ่วเบา
“พี่สาว พวกเราร่วมมือกันเถอะ ระวังตัวไว้ก่อนย่อมปลอดภัยกว่า”
เสียงกระบี่กรีดอากาศฉีกความเงียบ สองร่างร่อนลงเคียงข้างพวกนาง คือเยี่ยจิงซวง และเยี่ยจิงเสวี่ย
จากนั้นคือ องค์หญิงใหญ่…
ต่อด้วยเถียนเมียวเมียว ชิงหยวน ซวี่มู่ และคนอื่นๆ อีกมากมาย…
แม้แต่ม่อชิง เซี่ยงถิงเฟย ฮวาเจี่ยอวี่ ก็ยืนอยู่เคียงข้าง
ส่วนเซี่ยโรวกับอวี๋ม่านม่าน ยืนอยู่ซ้ายขวาด้านหลังเจียงหราน คอยระวังการลอบโจมตีจากรอบด้าน