- หน้าแรก
- จากพรสวรรค์ขยะ สู่ระบบสกัดกั้นระดับ SSS
- บทที่ 354 - เก็บหอคอยทองคำดำ สองลัทธิร่วมมือ
บทที่ 354 - เก็บหอคอยทองคำดำ สองลัทธิร่วมมือ
บทที่ 354 - เก็บหอคอยทองคำดำ สองลัทธิร่วมมือ
บทที่ 354 - เก็บหอคอยทองคำดำ สองลัทธิร่วมมือ
ผู้ที่มาไม่ใช่ใครอื่น นอกเสียจากเจียงฝาน
ครึ่งชั่วโมงที่แล้ว
ภายในหอคอยทองคำดำ
มอร์กำลังมองดูเจียงฝานที่อยู่ในห้องด้วยความร้อนรน
ตอนนี้หวงเชียนอวี่ที่อยู่ข้างนอกกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่เจียงฝานที่อยู่ข้างในกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เลย
ทว่าในตอนนั้นเอง ดวงดาวที่ลอยอยู่ตรงหน้าเจียงฝานภายในห้องก็สั่นไหวอย่างรุนแรง
จากนั้นมอร์ก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนอันไพเราะ
"ขอแสดงความยินดีกับผู้เข้ารับการทดสอบที่ผ่านการประเมินในครั้งนี้ สำเร็จการฝึกฝนเคล็ดวิชาระดับสุริยัน เคล็ดวิชาดาราตลบนภาจนบรรลุขั้นเชี่ยวชาญ"
ครืด
เมื่อประตูห้องเปิดออก เสียงหวานใสของมอร์ก็ดังขึ้นข้างหูของเจียงฝาน
"เจียงฝาน นายเก่งมากเลย เคล็ดวิชาระดับสุริยันนี้นายใช้เวลาไม่ถึงสิบวันก็เรียนรู้จนถึงขั้นเชี่ยวชาญได้แล้ว"
"ฉันจำได้ว่าเวลาเฉลี่ยในการฝึกเคล็ดวิชาระดับสุริยันให้ถึงขั้นเชี่ยวชาญต้องใช้เวลาตั้งสิบปีเชียวนะ"
หลังจากตบมือด้วยความดีใจ มอร์ก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นร้อนรนอีกครั้ง
"ตายจริง เกือบลืมไปเลย รีบหน่อยเถอะ เพื่อนของนายกำลังตกอยู่ในอันตราย"
จากนั้น เจียงฝานก็มองเห็นการต่อสู้ในช่วงท้ายที่เกิดขึ้นด้านนอกผ่านหน้าจอภายในหอคอยทองคำดำ
เขาตั้งใจจะออกไปช่วยหลายครั้ง แต่ก็ถูกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นด้านนอกขัดจังหวะเสียก่อน
จนกระทั่งเยี่ยนชิวสุ่ยและคนอื่นๆ เดินทางมาถึง เจียงฝานถึงได้คลายความกังวลลง
"มอร์ นั่นคือชาวดาวต้านฮุยงั้นเหรอ ร่างจริงของพวกมันไม่ได้มา แต่ส่งมาแค่ภาพฉายใช่ไหม"
"เจียงฝาน นี่คือทักษะมิติที่พวกเขาถนัด เรียกว่าการฉายภาพมิติ ความจริงแล้วร่างจริงของพวกเขาอยู่ห่างออกไปไม่เกินหนึ่งกิโลเมตรนี่แหละ"
"พวกเขาใช้การทำเครื่องหมายมิติที่ตำแหน่งของร่างจริงและตำแหน่งของภาพฉาย เพื่อให้สามารถสลับตำแหน่งกันได้อย่างอิสระ"
"เมื่อถูกศัตรูโจมตี พวกเขาจะใช้เครื่องหมายนั้นเพื่อถอยกลับไปยังตำแหน่งของร่างจริงในพริบตา ทิ้งไว้เพียงภาพฉายที่มีความสมจริงสูง ณ ตำแหน่งเดิม"
"และหลังจากการโจมตีผ่านพ้นไป ร่างจริงของพวกเขาก็จะกลับมายังตำแหน่งภาพฉายที่ทำเครื่องหมายไว้อีกครั้ง"
"พวกเขาถนัดใช้ลูกไม้ลวงตาแบบนี้แหละ"
"ตอนที่พวกมันบุกโจมตีดาวมอร์ของเรา พวกเราก็เสียท่าให้กับลูกไม้สารพัดรูปแบบของพวกมันนี่แหละ"
มอร์อธิบายให้เจียงฝานฟังขณะที่จ้องมองหน้าจอ
น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ดูเหมือนว่าหลังจากที่ดาวมอร์ถูกดาวต้านฮุยทำลาย มอร์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาก็ได้ทำการศึกษาจุดอ่อนของชาวดาวต้านฮุยมาไม่น้อยเลยทีเดียว
"แล้วจะแก้ทางพวกมันได้ยังไงล่ะ"
เจียงฝานมองหน้ามอร์พร้อมกับถามอย่างจริงจัง
กุญแจสำคัญในตอนนี้คือต้องหาทางทำลายทักษะมิติของสองคนนี้ให้ได้
หากปล่อยให้อยู่ในสถานะที่โจมตีไม่โดนแบบนี้ ชาวดาวต้านฮุยทั้งสองคนก็จะอยู่ในจุดที่ไม่มีวันแพ้
มอร์บินขึ้นไปเกาะบนหัวของเจียงฝาน ยืดอกเชิดหน้าพูดด้วยความภาคภูมิใจ
"ง่ายนิดเดียว ถ้าพวกมันอยากจะได้หอคอยทองคำดำหลังนี้ล่ะก็ พวกมันจะต้องเผยร่างจริงออกมา ถึงตอนนั้นนายก็ใช้เคล็ดวิชาดาราตลบนภาจัดการพวกมันรวดเดียวเลย"
"เคล็ดวิชาดาราตลบนภา จัดการพวกมันโดยตรงเลยเหรอ"
เจียงฝานเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่แน่ใจอย่างเห็นได้ชัด
สองคนนี้ดูมั่นใจมาก ระดับพลังก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกับเทพยุทธ์
แล้วตัวเขาที่มีพลังแค่ระดับไท่โต่วขั้นกลางจะสามารถจัดการพวกมันได้โดยตรงเลยงั้นเหรอ
เมื่อเห็นความกังวลในใจของเจียงฝาน มอร์ก็ตบหน้าอกตัวเองอย่างมั่นใจ
"นายไม่ต้องกังวลไปหรอก พวกมันเต็มที่ก็มีระดับพลังแค่ไท่โต่วเท่านั้นแหละ ดูจากหน้าตาก็รู้แล้วว่าเป็นหน่วยสอดแนมของดาวต้านฮุย"
"ไอ้หัวโตนั่นมีสัมผัสที่เฉียบคม ส่วนไอ้จมูกยาวก็มีประสาทดมกลิ่นที่ดีเลิศ"
"ลักษณะพวกนี้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของทหารสอดแนมเลยนะ"
"พวกมันถูกดาวต้านฮุยส่งออกมาเพื่อค้นหาแก่นแท้ดวงดาวของดาวมอร์ ระดับความแข็งแกร่งก็จัดอยู่ในระดับกลางๆ ของดาวต้านฮุยเท่านั้นแหละ"
เจียงฝานนิ่งอึ้ง
ทหารสอดแนมที่มีระดับพลังไท่โต่ว กลับจัดอยู่ในระดับกลางๆ ของดาวต้านฮุย แล้วยอดฝีมือของดาวต้านฮุยจะมีระดับพลังน่าสะพรึงกลัวขนาดไหนกัน
ต้องรู้ไว้ว่ายอดฝีมือระดับไท่โต่วบนดาวสีน้ำเงินนั้นถือเป็นหนึ่งในร้อยอันดับแรก ซึ่งก็คือจุดสูงสุดของปิระมิด
แต่ยอดฝีมือระดับนี้เมื่ออยู่บนดาวต้านฮุยกลับเป็นได้แค่หน่วยสอดแนมเท่านั้น
ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกมันจะสามารถทำลายล้างดาวเคราะห์ดวงอื่นได้อย่างง่ายดาย
พลังความแข็งแกร่งของพวกมันช่างน่ากลัวเกินไปจริงๆ
ในเวลานี้มอร์ไม่รู้เลยว่าเจียงฝานกำลังคิดอะไรอยู่ เธอกระโดดลงมาลอยตัวอยู่ตรงหน้าเจียงฝาน เอียงคอแล้วถามว่า
"เจียงฝาน ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานมืดในตัวนาย นายมีผลึกพลังงานมืดใช่ไหม"
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงฝานก็ชะงักไปเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็นึกถึงคริสตัลสีดำที่ดรอปมาจากการสังหารแมลงต้นกำเนิดกลายพันธุ์และแมลงต้นกำเนิดก่อนหน้านี้
"หมายถึงอันนี้หรือเปล่า"
เจียงฝานหยิบคริสตัลสีดำออกมาให้ดู
"ใช่แล้ว คริสตัลพวกนี้เรียกว่าผลึกพลังงานมืด พอนายดูดซับมันเข้าไป ร่างกายของนายก็จะมีพลังงานมืดเกิดขึ้น จากนั้นนายก็ใช้พลังงานมืดแทนพลังหยวนเพื่อขับเคลื่อนเคล็ดวิชาดาราตลบนภา มันก็จะสามารถปลดปล่อยอานุภาพที่แข็งแกร่งออกมาได้"
ณ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
"เจียงฝาน นายปลอดภัยดี"
"ไอ้หนู ทำเอาเทพยุทธ์กังวานเป็นห่วงแทบแย่"
"เป็นคนรุ่นใหม่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ สง่างามมาก"
เมื่อสามเทพยุทธ์เห็นเจียงฝานปรากฏตัว ความกังวลในใจก็ลดลงไปมาก
เจียงฝานพยักหน้ารับเล็กน้อย
"พวกท่านรอสักครู่นะครับ พอสองคนนั้นตาย การแยกมิติก็จะสลายไปเอง"
ทั้งสามคนมองหน้ากัน
ต่างก็เห็นความตกตะลึงในแววตาของกันและกัน
ความแข็งแกร่งของมนุษย์ต่างดาวสองคนนั้นพวกเขาก็เห็นมากับตาแล้ว
ลูกไม้แพรวพราว แปลกประหลาดเกินคาดเดา
แต่เจียงฝานกลับลงมือเพียงครั้งเดียวก็สามารถสยบสองคนนั้นได้ แถมยังใช้วิธีที่พวกเขาทั้งสามคนไม่เคยเห็นมาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะทึ่งในความสามารถของเขา
ในขณะนั้น เจียงฝานเดินเข้าไปหาหวงเชียนอวี่
เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของหวงเชียนอวี่ เจียงฝานก็ถอนหายใจยาว
เจียงฝานได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจากมอร์แล้ว
"เธอเข้าไปพักผ่อนข้างในก่อนเถอะ พี่ชายของเธออาจจะยังมีทางรอด"
เจียงฝานพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาของหวงเชียนอวี่ก็พลันสว่างไสวขึ้นมา
"จริงเหรอคะ"
เจียงฝานยิ้มและพยักหน้า
หวงเชียนอวี่เริ่มมีความหวัง มนุษย์อาจจะไม่มีทางรักษา แต่บางทีมอร์อาจจะมีวิธีก็เป็นได้
เมื่อคิดถึงความสามารถอันน่าเหลือเชื่อของมอร์ หวงเชียนอวี่ก็ยิ้มออกทั้งน้ำตา
เจียงฝานใช้นิ้วชี้ไปข้างหน้า พริบตาเดียว ร่างของหวงเชียนอวี่รวมถึงเปลวเพลิงในมือของเธอก็หายไปจากจุดนั้น และถูกส่งเข้าไปในหอคอยทองคำดำ
จากนั้น พลังจิตอันมหาศาลก็หลั่งไหลออกมาห่อหุ้มหอคอยมารทมิฬเอาไว้
ครืน ครืน
ท่ามกลางพื้นดินที่สั่นสะเทือน
ดินที่ปกคลุมอยู่ภายนอกหอคอยมารทมิฬอย่างแน่นหนาก็ค่อยๆ หลุดร่อนออกมาราวกับการผลัดคราบ
ในที่สุด วัตถุรูปทรงพีระมิดสีดำก็ลอยออกมาจากหอคอยมารทมิฬ
ไม่นาน หอคอยสีดำก็หดตัวลงจนมีขนาดเท่าปลายนิ้ว และพุ่งเข้าไปหลอมรวมอยู่ตรงกลางหว่างคิ้วของเจียงฝาน
เมื่อเห็นดังนั้น
รังสีอำมหิตก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของทูตเทวะ
สมบัติล้ำค่าที่เขาเฝ้าปกป้องมานานนับร้อยปีแต่กลับไม่ได้ครอบครอง บัดนี้กลับถูกไอ้หนุ่มตรงหน้าแย่งชิงไปเสียแล้ว
และดูเหมือนว่าความลับที่ซ่อนอยู่ภายในหอคอยสีดำแห่งนี้จะตกเป็นของเจียงฝานไปแล้วด้วย
วิธีการที่เจียงฝานใช้กลืนกินยอดฝีมือต่างดาวสองคนไปเมื่อครู่ จะต้องเป็นทักษะที่ได้มาจากหอคอยสีดำนี้อย่างแน่นอน
ของวิเศษที่ฝืนลิขิตสวรรค์ขนาดนี้ จะยอมให้มันถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
ในตอนนั้นเอง
เสียงส่งกระแสจิตของไลรีน่าก็ดังขึ้นข้างหูทูตเทวะ
"ท่านทูตเทวะ ไอ้เด็กนี่มันแย่งวัตถุศักดิ์สิทธิ์ของพวท่านไปแล้ว ทำไมพวกเราไม่ร่วมมือกันจัดการพวกมันล่ะ เสร็จแล้วค่อยมาแบ่งผลประโยชน์กันดีไหม"
ทูตเทวะแห่งลัทธิรัตติกาลกวาดสายตามองไปรอบๆ
ฝั่งเขามีเทพยุทธ์สองคน ไท่โต่วห้าคน และมหาปรมาจารย์อีกสองคน
ส่วนฝ่ายตรงข้ามมีเทพยุทธ์เพียงคนเดียว ภาพฉายเทพยุทธ์สองคน และเจียงฝานอีกหนึ่งคน
ฝ่ายเขาได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด ขอแค่ระวังเคล็ดวิชาประหลาดของเจียงฝานเอาไว้ก็พอ
ดังนั้น ทูตเทวะจึงตอบกลับกระแสจิตไปว่า
"ตกลงตามนั้น แต่หลังจากงานสำเร็จ หอคอยสีดำหลังนั้นต้องตกเป็นของฉัน"
"เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว"
[จบแล้ว]