- หน้าแรก
- ระบบสุดเกรียนของสตรีมเมอร์เต็มพิกัด
- บทที่ 270 - นุ่มไหม?
บทที่ 270 - นุ่มไหม?
บทที่ 270 - นุ่มไหม?
หลังจากตกลงวันนัดเจอกับอาจารย์เหมาเหว่ยเทาเสร็จ พอจางเหิงดูเวลา มันก็ดึกมากแล้ว
อาบน้ำชำระร่างกาย เตรียมตัวเปิดกล่องสมบัติ
"ติ๊ง โฮสต์เปิดกล่องสมบัติ ได้รับทักษะพรสวรรค์ 'เสน่ห์ล่อลวงใจ'"
เอ่อ ...
ฟังดูไม่น่าจะเป็นคำที่มีความหมายดีเลยแฮะ!
เสน่ห์ล่อลวงใจเนี่ยนะ?
หรือว่าระบบจะให้ฉันไปเผยแผ่ลัทธิ แล้วจากนั้นก็ ...
แกร๊ก!
หลังจากนั้นก็ต้องไปนอนหลั่งน้ำตาหลังลูกกรงเหล็ก
ในสังคมที่สงบสุขแบบนี้ จะเอาไอ้ทักษะบ้าบอพวกนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ที่ไหนกัน?
รีบเปิดหน้าต่างสถานะของตัวเองขึ้นมาดู และก็พบว่าในช่องทักษะมีคำว่า "เสน่ห์ล่อลวงใจ" อยู่จริงๆ ด้วย
ลูกพี่ระบบ นี่นายเอาจริงดิ!
เสน่ห์ล่อลวงใจ: ทักษะติดตัว เมื่อทำการเจรจาต่อรองกับผู้อื่น จะช่วยเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการโน้มน้าวใจอีกฝ่ายให้สูงขึ้น
บ้าเอ๊ย!
ตั้งชื่อเป็นบ้างไหมเนี่ย
ยังจะมาเสน่ห์ล่อลวงใจอีก
แต่ว่า ทักษะนี้ดูเหมือนจะไร้ประโยชน์ไปหน่อยนะ!
จางเหิงคิดอยู่ตั้งนาน ก็ยังคิดไม่ออกว่าควรจะเอาไอ้ทักษะนี้ไปทำอะไรดี
วิธีการโน้มน้าวใจคนมีตั้งมากมาย อย่างเช่น ...
ใช้เงินฟาดไงล่ะ!
จางเหิงยังคงชอบวิธีที่มันเรียบง่ายแต่รุนแรงแบบนี้มากกว่า
เก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน!
ใครจะไปรู้ว่าวันไหนอาจจะได้หยิบมันมาใช้
อย่างเช่น ...
เอาไว้โน้มน้าวให้จ้าวจินม่ายยอมปลดล็อกท่าใหม่ๆ ในอนาคตไงล่ะ?
ลามกจกเปรตจริงๆ!
จางเหิงรีบสลัดความคิดอันไม่บริสุทธิ์พวกนั้นทิ้งไปทันที
หรือว่าหลังจากที่ทะลุมิติมา เขาจะห่างเหินเรื่องผู้หญิงมานานเกินไป จนเก็บกดมากขนาดนี้?
ในชาติที่แล้ว จางเหิงก็จัดว่าเป็นหนุ่มเจ้าชู้คนหนึ่ง รอบตัวเขาไม่เคยขาดแคลนผู้หญิงเลยสักนิด
แต่พอมาตอนนี้ เขากลับทำตัวเรียบร้อยซะงั้น นี่มันไม่เหมือนตัวเขาเลยสักนิด
หรือจะ ...
จางเหิงหันไปมองห้องเก็บของที่ถูกคล้องกุญแจไว้ ข้างในนั้นยังคงมีตุ๊กตายาง CQWW รุ่นเฝิงถีโม่ขนาด 1:1 ถูกผนึกเอาไว้อยู่
เอามาช่วยดับความร้อนรุ่มเฉพาะหน้าไปก่อนดีไหมนะ?
ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา จางเหิงก็แทบอยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาด
อย่างน้อยเขาก็เป็นถึงพระเอกในนิยายแนวพระเอกสายเปย์เชียวนะ ทำไมถึงได้คิดจะทำตัวต่ำทรามขนาดนี้ด้วย!
"เปิด เปิด เปิดมันให้หมดเลย!"
"ติ๊ง โฮสต์เปิดกล่องสมบัติ ได้รับทักษะการบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นบ้านระดับสมบูรณ์แบบ - ซวิน!"
คราวนี้ไม่ต้องเลือกเองงั้นเหรอ?
จางเหิงกำลังคิดอยู่ ก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังพุ่งเข้ามาใกล้ศีรษะของเขาอย่างรวดเร็ว
เขารีบก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว พร้อมกับยื่นมือออกไปรับตามสัญชาตญาณ
เชี่ยเอ๊ย!
พอมองดูวัตถุรูปร่างแปลกประหลาดในมือ จางเหิงก็ยืนอึ้งไปพักใหญ่
ไอ้ของพรรค์นี้นี่คือ ... ซวิน งั้นเหรอ?
คราวหน้าถ้าจะมีของแถมมาให้ ช่วยทักมาบอกล่วงหน้าหน่อยได้ไหม?
เขาลองโยนดูน้ำหนักของมัน กะคร่าวๆ ก็คงไม่ต่ำกว่าสองกิโล ถ้าขืนหล่นใส่หัวขึ้นมาล่ะก็ อย่างน้อยๆ ก็ต้องไปฟื้นอีกทีพรุ่งนี้เช้าแน่
ก็ยังดี!
ไม่ถือว่าเหนื่อยเปล่า
เขาเก็บของขวัญชิ้นเล็กที่ระบบส่งมาให้ไว้เป็นอย่างดี
จากนั้นจางเหิงก็ไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วเข้านอน
เขานอนหลับสนิทอย่างสบายใจ โดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของเขากำลังทำให้เกิดกระแสคลื่นลูกใหญ่ในโลกอินเทอร์เน็ต
ชาวเน็ตจำนวนนับไม่ถ้วนพร้อมใจกันรวมพลัง พวกเขาใช้วิธีการต่างๆ นานา เพื่อขุดคุ้ยยอดเงินบริจาคจากทุกภาคส่วนที่เข้ามาช่วยเหลือหลังจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมในครั้งนี้
แบรนด์ใหญ่บางแบรนด์ที่เคยเป็นที่นิยมในหมู่คนจีน ปากก็บอกว่ารักประเทศจีนอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอถึงเวลาเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ กลับทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนและมีท่าทีเย็นชาเป็นอย่างมาก
ในทางกลับกัน แบรนด์สินค้าชาตินิยมเก่าแก่ที่ถูกลืมไปตั้งนานแล้ว กลับก้าวออกมาเป็นกลุ่มแรก และพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อบริจาคทั้งเงินและสิ่งของให้กับพื้นที่ประสบภัย
พอเอามาเปรียบเทียบกันแบบนี้ ก็รู้ผลแพ้ชนะได้ในทันที
อย่างที่คิดไว้เลย ในช่วงเวลาวิกฤต ยังไงซะคนบ้านเดียวกันก็พึ่งพาได้มากที่สุด
แล้วจะให้พูดอะไรได้อีกล่ะ ว่าควรจะสนับสนุนใคร ตอนนี้ยังจะมีข้อสงสัยอยู่อีกเหรอ?
ดังนั้น หลังจากนี้ชาวเน็ตก็เริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน และนัดแนะกันเข้าไปบุกห้องไลฟ์สดอย่างเป็นทางการของแบรนด์สินค้าชาตินิยมชั้นนำต่างๆ
ไม่สนหรอกว่าของบนชั้นวางจะเป็นอะไร แค่เห็นปุ๊บก็กดซื้อ ซื้อ ซื้อ เข้าไป
แอดมินบางคนกำลังถือสินค้าเพื่อแนะนำอยู่ดีๆ ก็ถูกแจ้งว่า สินค้าชิ้นที่อยู่ในมือเขานั้นถูกชาวเน็ตกดสั่งซื้อไปหมดแล้วเหมือนกัน
ความมั่งคั่งระดับสาดเทลงมานั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเสียจนร้านค้าหลายแห่งยังไม่ทันได้ตั้งตัว
ราวกับถูกของแข็งหล่นลงมาฟาดใส่หัวอย่างจัง
ไม่ใช่แค่บนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่หน้าร้านของแบรนด์สินค้าหลายแห่งก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกัน
ตอนเช้าตรู่เพิ่งจะเปิดร้าน ประตูม้วนเพิ่งจะถูกยกขึ้นมาได้แค่ครึ่งเดียว ก็มีคนมุดเข้ามาจากข้างใต้แล้ว
พอฝูงชนแยกย้ายกันไป เถ้าแก่ก็ยืนอึ้งถือเงินปึกใหญ่อยู่ในมือ ก่อนจะหันไปมองร้านที่ว่างเปล่าราวกับถูกโจรปล้น
แม้แต่เสื้อผ้าตัวอย่างที่ใส่ไว้บนหุ่นโชว์ ก็ยังโดนคนถอดออกไปจนหุ่นยืนเปลือยเปล่าอยู่ตรงนั้น
พวกคุณ ... มีมารยาทกันบ้างไหมเนี่ย?
ไม่นาน แม้แต่สื่อของทางการก็ยังตระหนักถึงสถานการณ์นี้ และได้มีการนำเสนอข่าวในรายการข่าวภาคค่ำของวันนั้น
ในฐานะผู้ริเริ่มสงครามการค้าเพื่อการผงาดขึ้นของสินค้าชาตินิยมในครั้งนี้ จางเหิงก็ถูกทางการเอ่ยชื่อถึงด้วยเช่นกัน
ครั้งก่อนที่จางเหิงได้ออกทีวีช่อง CCTV1 ก็เพราะเรื่องโอลิมปิก
แต่คราวนี้เขามาในฐานะผู้ริเริ่มสงครามการค้า
เผลอแป๊บเดียว เขาก็ดังเป็นพลุแตกขึ้นมาอีกแล้ว
ตอนที่ได้ข่าวนี้ จางเหิงกำลังยุ่งอยู่กับการแบกของขึ้นรถอยู่ที่สถานีจัดส่งพัสดุพอดี
ของที่เขากดสั่งไปนั้นมาถึงหมดแล้ว ทั้งรองเท้ากีฬา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และก็น้ำผลไม้รสสับปะรด
ถ้าต้องพึ่งเขาคนเดียวล่ะก็ ของเยอะขนาดนี้คงใช้ไปได้จนถึงวันเกิดอายุครบ 80 ปีนู่นแหละ
ดังนั้นก่อนที่ของจะมาถึง จางเหิงก็คิดที่ไปของมันเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
"พี่คนขับ ขับรถระวังด้วยนะครับ ขอให้เดินทางปลอดภัย!"
ของทั้งหมดถูกโหลดขึ้นไปบนรถบรรทุกคันใหญ่ และหลังจากนี้มันจะถูกส่งไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในครั้งนี้
บางทีสวรรค์อาจจะซาบซึ้งไปกับความสามัคคีของคนในชาติด้วยเหมือนกัน ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องกันหลายวัน ในที่สุดก็ยอมเปิดทางให้ท้องฟ้าแจ่มใสเสียที
หลายวันมานี้ท้องฟ้ามืดครึ้มและมีฝนตกตลอดเวลาจนเขารู้สึกเหมือนตัวใกล้จะขึ้นราอยู่แล้ว
"ฮัลโหล! ไม่ว่าง คุณก็เป็นถึงดาราใหญ่ เป็นเจ้านายคน ไม่ใช่ว่าไม่มีรถซะหน่อย แล้วยังจะให้ฉันไปรับอีกเหรอ ใช่แล้ว ฉันไม่ว่าง!"
จางเหิงพูดพลางกดวางสาย เขามองตามรถบรรทุกคันใหญ่ที่ขับออกไป ก่อนจะขึ้นรถและขับกลับบ้าน
"คนอะไรเนี่ย? ไร้มารยาทที่สุด!"
ณ สนามบินหงเฉียว หยางมี่โยนโทรศัพท์มือถือให้ผู้ช่วย ก่อนจะก้าวขึ้นรถโรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน
"ไปกันเถอะ!"
ผู้ช่วยขานรับ ก่อนจะสั่งให้คนขับรถออกรถ
"พี่มี่คะ แล้วตารางงานช่วงนี้ล่ะคะ ..."
หยางมี่หลับตาลงและพิงพนักเก้าอี้
"ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าตารางงานในช่วงสามวันนี้ให้เลื่อนออกไปก่อน ฉันมีธุระสำคัญน่ะ"
ธุระสำคัญของพี่ก็คือการถ่อมาหาผู้ชายที่เซี่ยงไฮ้แบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเนี่ยนะ
ผู้ช่วยแอบบ่นในใจ แต่สีหน้าก็ยังคงแสดงความนอบน้อมเหมือนเช่นเคย
ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่พวกโลกสวยที่แสนจะไร้เดียงสาหรอกนะ การคลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงมาหลายปี ทำให้เธอกลายเป็นหญิงแกร่งที่เด็ดขาดและเฉียบขาดไปตั้งนานแล้ว
ไม่อย่างนั้นในวงการบันเทิง มีดาราตั้งมากมายที่พอมีชื่อเสียงแล้วก็ออกมาเปิดบริษัทและเป็นเจ้านายของตัวเอง แต่ทำไมถึงมีแค่หยางมี่เพียงคนเดียวล่ะที่ประสบความสำเร็จจนโดดเด่นขึ้นมาได้
"พี่มี่คะ งานอื่นน่ะยังพอคุยกันได้ แต่ผู้กำกับเหยาแกเชิญพี่มาตั้งหลายรอบแล้ว เราจะ ... ไม่ยอมไว้หน้าแกเลยสักนิดก็คงไม่ดีมั้งคะ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หยางมี่ก็ขมวดคิ้ว ผู้กำกับเหยาที่ผู้ช่วยพูดถึงก็คือ เหยาอี้เทียน ผู้กำกับหลักของรายการวาไรตี้ระดับตัวท็อปอย่าง Keep Running ของสถานีโทรทัศน์เจ้อเจียงนั่นเอง
เมื่อซีซั่นที่แล้ว อีกฝ่ายก็เคยเชิญเธอไปร่วมรายการตั้งหลายครั้ง
เพียงแต่ช่วงนั้นหยางมี่มัวแต่ถ่ายซีรีส์ เลยหาเวลาปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ
"แล้วต้องไปถ่ายทำวันไหนล่ะ?"
"มะรืนนี้ค่ะ สถานที่ถ่ายทำก็อยู่ในเซี่ยงไฮ้นี่แหละ"
หยางมี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง "งั้นเดี๋ยวคืนนี้ฉันค่อยตัดสินใจก็แล้วกัน ถึงตอนนั้น ฉันจะโทรกลับไปหาผู้กำกับเหยาเอง"
พูดจบเธอก็หลับตาลงอีกครั้ง
เมื่อผู้ช่วยเห็นดังนั้นก็รู้หน้าที่และไม่เข้าไปรบกวนเธออีก
รถขับแล่นไปจนเข้าไปจอดในลานกว้างของบ้านพักตากอากาศหลังหนึ่ง
นี่คือบ้านพักที่หยางมี่ซื้อเอาไว้ในเซี่ยงไฮ้ ในเรื่องของการบริหารเงิน หยางมี่ถือว่ามีฝีมือมากทีเดียว
ในวัยเพียง 30 กว่าๆ เธอก็มีทรัพย์สินทะลุหลักร้อยล้านไปตั้งนานแล้ว
หลังจากนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม หยางมี่ก็จัดการแต่งตัวจนสวยงาม และโทรหาจางเหิงอีกครั้ง
"ฮัลโหล!"
หยางมี่ชะงักไป เธอฟังออกว่าน้ำเสียงของจางเหิงดูไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก
นี่ฉันไปทำอะไรให้นายขัดใจเหรอ?
เธอพยายามข่มความไม่พอใจเอาไว้ในใจ
"สวัสดีค่ะ พี่หก ไม่ทราบว่าฉันโทรมากวนคุณหรือเปล่าคะ?"
"เชี่ยเอ๊ย!"
จางเหิงกำลังพยายามดิ้นรนต่อสู้อย่างหนัก แต่เพื่อนร่วมทีมที่หมดความอดทนกับเขาไปตั้งนานแล้วกลับเลือกที่จะกดยอมแพ้
"มีอะไร?"
หยางมี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ
นี่ฉันไม่เป็นที่ต้อนรับขนาดนั้นเลยเหรอ?
"ฉันมาถึงเซี่ยงไฮ้แล้วนะ"
"รู้แล้ว!"
เมื่อเช้าตอนที่อยู่สถานีจัดส่งพัสดุ ทั้งสองคนก็เพิ่งจะคุยโทรศัพท์กันไปหมาดๆ ตอนนั้นหยางมี่ก็เพิ่งจะสั่งให้จางเหิงไปรับเธอที่สนามบิน
แล้วจากนั้นเธอก็โดนจางเหิงตอกกลับไปซะเงิบ
"พอจะมีเวลาไหม? เรามาเจอกันหน่อยสิ!"
"ตอนนี้เนี่ยนะ?"
จางเหิงก้มดูเวลา ตอนนี้บ่ายสามโมงครึ่งแล้ว
"ใช่ ตอนนี้นี่แหละ เราจะได้หาอะไรกินไปคุยไปไง"
ในเมื่อมีคนเลี้ยงข้าว แล้วยังไงซะจางเหิงก็ไม่ได้มีธุระอะไรให้ทำอยู่แล้ว
แถมที่บ้านก็มีแค่เขาอยู่คนเดียว ส่วนแฟนสาวก็ไปเข้าค่ายฝึกทหาร ปกติก็ได้แต่ออดอ้อนกันผ่านทางโทรศัพท์เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น
"งั้นก็ส่งโลเคชั่นมาให้ฉันก็แล้วกัน"
หึ!
นึกว่าจะเข้าถึงตัวยากกว่านี้ซะอีก
"ได้เลย!"
หลังจากวางสาย ไม่นานจางเหิงก็ได้รับที่อยู่ของจุดนัดหมาย
อาหารญี่ปุ่นเหรอ?
จางเหิงหยิบโทรศัพท์มือถือและกุญแจรถก่อนจะเดินออกจากบ้านไป
เขาขับรถตามระบบนำทางไปจนถึงสถานที่ที่หยางมี่นัดเอาไว้
นี่ยังต้องเปลี่ยนเป็นชุดกิโมโนด้วยเหรอ?
หลังจากแจ้งชื่อของหยางมี่ จางเหิงก็ถูกพนักงานต้อนรับพาตัวไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามากินข้าวแล้วยังต้องมาเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการต้องมาใส่ชุดกิโมโนเลย
จางเหิงในชาติก่อนก็เป็นพวกหัวรุนแรงรักชาติ สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดก็คือการเกิดมาผิดยุคผิดสมัย ทำให้ไม่มีโอกาสได้จับดาบฟาดฟันพวกไอ้ยุ่นสักสองสามคน
แล้วตอนนี้ยังจะให้เขามาใส่เสื้อผ้าของพวกยุ่นอีก จางเหิงจึงทำหน้าบูดบึ้งขึ้นมาในทันที
"ขออภัยด้วยค่ะคุณผู้ชาย แต่นี่เป็นกฎของทางร้านเรานะคะ"
ยังไม่ทันที่พนักงานต้อนรับจะพูดจบ จางเหิงก็หันหลังเดินกลับไปทันที
หยางมี่ที่แอบสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ มาโดยตลอด เมื่อเห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งตามออกมา
"นี่นายจะไปไหนน่ะ?"
เมื่อได้ยินเสียงของหยางมี่ จางเหิงก็หันกลับไป และมองสำรวจต้ามีมี่ที่สวมชุดกิโมโนตั้งแต่หัวจรดเท้า
ถ้าไม่เอาความรู้สึกเกลียดชังชนชาติญี่ปุ่นมาเกี่ยวข้อง การที่หยางมี่แต่งตัวแบบนี้ก็ต้องยอมรับว่าเธอดูสวยมากจริงๆ
เพียงแต่ ...
"เธอใส่ชุดนี้แล้วไม่รู้สึกอึดอัดบ้างเหรอ?"
หลังจากนั้นไม่นาน หยางมี่ที่เปลี่ยนกลับมาใส่ชุดปกติก็นั่งอยู่ตรงข้ามกับจางเหิง
ส่วนเรื่องกฎของทางร้านน่ะเหรอ ...
ในอาณาเขตของคนจีน ใครมันจะยอมทำตามกฎของพวกไอ้ยุ่นกันล่ะ
"ดูไม่ออกเลยนะว่านายจะอารมณ์ร้อนขนาดนี้ คนหัวรุนแรงรักชาติในวัยอย่างนายเนี่ย หาได้ยากมากเลยนะ"
หยางมี่พูดพลางลวกขาปูจนสุก จิ้มกับมันปูสด ก่อนจะนำไปวางไว้ในจานตรงหน้าจางเหิง
"กินของพรรค์นี้ เธอไม่กลัวท้องร่วงหรือไง?"
หยางมี่ต้องพยายามข่มความรู้สึกที่อยากจะเอาน้ำซุปร้อนๆ สาดใส่หน้าจางเหิงเอาไว้
ไอ้หมาเวรนี่พูดซะจนฉันเห็นภาพตามเลย
"ก็ ... ก็ตลกดีนะ!"
ตั้งแต่แรกเริ่ม หยางมี่ก็พยายามที่จะเป็นฝ่ายคุมเกม แต่ผลปรากฏว่าเธอกลับถูกจางเหิงกวนประสาทจนสติแทบแตกตั้งหลายครั้ง
ไม่โกรธ ไม่โกรธ ท่องไว้
"เกี่ยวกับเรื่องที่เราคุยกันในโทรศัพท์คราวที่แล้ว ..."
"ผู้หญิงในคลิปวิดีโอนั่นไม่ใช่เธอจริงๆ เหรอ?"
ใครเขาจะพูดกับนายเรื่องนั้นกันยะ
"ไม่ใช่ฉัน ไม่ใช่ฉันโว้ย ไม่ว่าจะเป็นคลิปบ้าบออะไรก็ตาม คนในนั้นก็ไม่ใช่ฉันทั้งนั้นแหละ"
หยางมี่เองก็ไม่อยากจะทนอีกต่อไปแล้ว เมื่อต้องมาเจอกับไอ้ตัวกวนประสาทแบบนี้ ยังจะไปทนทำซากอะไรอีกล่ะ!
มีดฉันอยู่ไหน?
ขอแทงมันสักสองสามทีก่อน แล้วค่อยมาคุยเรื่องจริงจัง ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องอกแตกตายเพราะความโมโหแน่ๆ
หึหึ!
เมื่อเห็นว่าจางเหิงดันหัวเราะออกมา หยางมี่ที่กำลังโกรธจนเลือดขึ้นหน้าอยู่แล้ว ก็แทบจะคลุ้มคลั่งเป็นบ้าขึ้นมาในทันที
"ฉัน ... ฉันจะสู้ตายกับนาย!"
คงความสง่างามอะไรกันล่ะ ความสงวนท่าทีอะไรกัน หยางมี่ไม่สนใจอะไรทั้งนั้นแล้ว
เธอเอื้อมมือข้ามโต๊ะไป คว้าตะเกียบมาถือไว้ในมือคนละข้าง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าใส่จางเหิงราวกับใช้อาวุธมีดคู่ของสำนักง้อไบ๊
"ก็แค่พูดหยอกเล่นเอง ทำไมถึงต้องโมโหขนาดนี้ด้วยล่ะ เอ่อ ..."
จางเหิงเองก็ชะงักไปเหมือนกัน ตอนแรกเขาคิดแค่จะเอามือยันหน้าผากของหยางมี่เพื่อผลักเธอกลับไป
แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าหยางมี่จะเบี่ยงหลบกะทันหัน ทำให้มือของจางเหิงไปทาบลงบน ... อย่างจัง
"นุ่มไหมล่ะ?"
ใบหน้าของหยางมี่มืดมนราวกับก้นหม้อ
จางเหิงเองก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจ แต่ผลปรากฏว่าสมองดันช็อตไปชั่วขณะ และดันเผลอพยักหน้าตอบรับไปซะงั้น
"ไปตายซะไอ้เวร!"