- หน้าแรก
- ระบบสุดเกรียนของสตรีมเมอร์เต็มพิกัด
- บทที่ 230 - พี่ต้องรับผิดชอบฉันนะ
บทที่ 230 - พี่ต้องรับผิดชอบฉันนะ
บทที่ 230 - พี่ต้องรับผิดชอบฉันนะ
ในสายตาของหวังจิงฮวา การที่ต้องจ่ายราคาเล็กๆ น้อยๆ แลกกับการใช้จ้าวจินม่ายเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์กับจางเหิงนั้น ถือว่าคุ้มค่าจนแทบไม่ต้องคิดเลย
แชมป์โอลิมปิก แถมยังมียอดผู้ติดตามในโต่วอินทะลุ 200 ล้านคน เป็นใครเห็นก็ต้องตาลุกวาวทั้งนั้นแหละ
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นหรอก ก่อนหน้านี้ทำไมหวังจงเหล่ยถึงต้องเป็นฝ่ายบากหน้าไปหาจางเหิงถึงที่ล่ะ
ก็เป็นเพราะสถานการณ์ของหวาอี้ในตอนนี้ มันย่ำแย่จนสองพี่น้องตระกูลหวังต้องหวังพึ่งจางเหิงมาช่วยต่อลมหายใจให้บริษัทน่ะสิ
พูดแบบนี้ไม่ได้เกินจริงเลยนะ ด้วยพรสวรรค์ด้านการแต่งเพลงและฐานแฟนคลับที่น่ากลัวของจางเหิง ขอแค่มีข่าวหลุดออกไปว่าจางเหิงตกลงเซ็นสัญญากับหวาอี้ รับรองว่าหุ้นของหวาอี้ที่กำลังดิ่งลงเหวจะต้องพุ่งทะยานขึ้นมาในพริบตาแน่
ต่อให้กระแสของจางเหิงจะอยู่ได้ไม่นานเหมือนเน็ตไอดอลคนอื่นๆ แต่ถ้ามองว่าเป็นการลงทุนระยะสั้น มันก็ถือว่าคุ้มค่ายิ่งกว่าคุ้มเสียอีก
เพียงแต่เวลาล่วงเลยมานานขนาดนี้ ฝั่งหวาอี้ก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย เห็นได้ชัดว่าข้อเสนอของหวังจงเหล่ยคงยังไม่โดนใจพอที่จะดึงตัวจางเหิงไปร่วมงานด้วยได้
จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่หวาอี้หรอก บริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่หลายแห่งในจีนก็กำลังจ้องตาเป็นมันอยู่เหมือนกัน
บริษัทสือปาเอนเตอร์เทนเมนต์ของหวังจิงฮวา เดิมทีก็ไม่น่าจะมีโอกาสแทรกซึมเข้าไปได้หรอก แต่ใครใช้ให้จางเหิงดันมาปิ๊งรักกับจ้าวจินม่าย ดาราในสังกัดของเธอเข้าล่ะ
แบบนี้ก็เท่ากับว่ามีช่องทางให้เธอเข้าไปตีสนิทได้กว้างขึ้นแล้ว
แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป รอดูสถานการณ์ไปก่อนดีกว่า
จ้าวจินม่ายยังไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเองได้กลายเป็นเหยื่อชั้นดีที่เจ้านายใช้ตกปลาตัวใหญ่อย่างจางเหิงไปซะแล้ว
ตอนนี้เธอกำลังอยู่ที่บ้านของจางเหิง ช่วยเขาเตรียมอาหารเย็นอยู่
ที่บอกว่าช่วย ความจริงก็เหมือนมาป่วนซะมากกว่า
จางเหิงแอบสงสัยว่ายัยเด็กนี่คงตั้งใจมาป่วนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขาแน่ๆ
แต่จ้าวจินม่ายก็ดูจะสนุกกับกิจกรรมนี้มาก การได้หยอกล้อเล่นกัน ช่วยทลายกำแพงความเกร็งที่เคยมีไปจนหมดสิ้น
"พี่หก อันนี้ต้องใส่ลงไปตอนไหนเหรอ"
"พี่สอนฉันทำบ้างสิ ทำสองคนจะได้เสร็จไวๆ ไง"
"พี่หก ฉันล้างผักเสร็จแล้ว ให้ทำอะไรต่อดี"
เธอช่วยออกไปนั่งรอข้างนอกเงียบๆ เถอะ
งานที่ปกติใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวก็เสร็จ พอมีจ้าวจินม่ายเข้ามาป่วน ก็โดนลากยาวออกไปอีก
"ไปช่วยล้างจานก็แล้วกัน"
แต่ถึงยังไงก็ต้องให้แฟนสาวมีส่วนร่วมสักหน่อย
"รับทราบ"
จ้าวจินม่ายตอบรับเสียงใส แล้วจากนั้นก็ ...
เพล้ง!
"ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ"
จ้าวจินม่ายก้มมองเศษจานที่แตกกระจายบนพื้น รีบอธิบายอย่างลุกลี้ลุกลน
หึหึ!
"ยืนอยู่ตรงนั้นแหละ ห้ามขยับนะ เดี๋ยวพี่เก็บกวาดเอง ระวังเศษกระเบื้องบาดเท้าล่ะ"
จ้าวจินม่ายก็ว่านอนสอนง่าย พอบอกไม่ให้ขยับก็ยืนตัวแข็งทื่อเป็นหินเลย แต่เศษกระเบื้องที่หล่นอยู่ตรงเท้าเธอมันเก็บกวาดยากมาก
ด้วยความกลัวว่าเศษกระเบื้องจะติดรองเท้าเธอ จางเหิงก็เลยตัดสินใจสอดแขนเข้าใต้รักแร้ แล้วอุ้มเธอชูขึ้นมาดื้อๆ
แต่ท่าทางแบบนี้ มันดูหวาดเสียวแถมยังชวนให้คิดลึกซะด้วยสิ
พอสบตากัน จ้าวจินม่ายก็หน้าแดงเถือกขึ้นมาทันที ส่วนจางเหิงเองก็รู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะไปเหมือนกัน
ตัวเองก็ไม่ใช่ไก่อ่อนไร้ประสบการณ์แท้ๆ แต่ตอนนี้จางเหิงกลับ ...
รู้สึกประหม่าขึ้นมาซะได้
ทางฝั่งจ้าวจินม่ายก็ไม่ต่างกัน สมองเบลอไปหมด วินาทีที่ประสานสายตากับจางเหิง เด็กสาวก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงหดหายไปดื้อๆ
เธอหลับตาพริ้มลงอย่างลืมตัว
เรื่องแบบนี้ไม่ต้องไปเรียนรู้จากนิยายรักหรือซีรีส์เรื่องไหนหรอก
มันเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ
เอ๊ะ?
ภาพจ้าวจินม่ายที่ทำท่าเหมือนลูกแกะรอการเชือดอยู่ตรงหน้า
ทำไมมันถึงได้ดูยั่วยวนใจขนาดนี้นะ
จะจูบดีไหมเนี่ย
ถ้าเป็นจางเหิงในชาติที่แล้ว คงไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยสักนิด
หมาป่าที่ไหนจะปล่อยให้เนื้ออวบอ้วนที่มาจ่อถึงปากหลุดมือไปได้ล่ะ
แต่พอคนที่อยู่ตรงหน้าเป็นจ้าวจินม่าย เขากลับรู้สึกลังเลขึ้นมา
ความรู้สึกแบบนี้มัน ...
บอกไม่ถูก แถมยังอธิบายไม่ได้ด้วย
จ้าวจินม่ายหลับตารออยู่พักหนึ่ง พอเริ่มตั้งสติได้นิดหน่อย
เธอก็เริ่มแปลกใจที่จางเหิงไม่ยอมลงมือทำอะไรสักที
บรรยากาศมันเป็นใจขนาดนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าควรจะ ...
เธอแอบหรี่ตาขึ้นมาดู ก็เห็นว่าจางเหิงเอาแต่จ้องมองเธออยู่เฉยๆ
อะไรกันเนี่ย
ฉันอุตส่าห์ให้ท่าขนาดนี้แล้ว พี่ยังจะ ...
จ้าวจินม่ายทั้งอายทั้งโกรธ เธอแกว่งขาไปมา แล้วเตะเปรี้ยงเข้าที่หน้าแข้งของจางเหิงเต็มแรง
ซี๊ด ...
"พี่จะมัวเก๊กอยู่ทำไมเนี่ย"
ปฏิกิริยาของจ้าวจินม่ายทำเอาจางเหิงถึงกับอึ้งไปเลย นึกไม่ถึงว่ายัยเด็กนี่จะห้าวขนาดนี้
ช่างมันเถอะ
เขาล็อกเป้าหมาย แล้วค่อยๆ โน้มหน้าเข้าไปใกล้
วินาทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน จ้าวจินม่ายก็รู้สึกว่าสมองของเธอหยุดทำงานไปชั่วขณะ
จูบแรกในชีวิต 18 ปี ในที่สุดก็มาถึง ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นหรือดีใจ เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของจ้าวจินม่ายถึงได้สั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง
ที่แท้ ...
การจูบมันให้ความรู้สึกแบบนี้นี่เอง
ตอนแรกเธอยังรู้สึกเกร็งๆ กัดฟันแน่น แถมยังเผลอหดคอหนีด้วยซ้ำ
แต่พอริมฝีปากถูกเปิดออก เธอก็รู้สึกเหมือนตัวเองพ่ายแพ้อย่างราบคาบ และจมดิ่งลงไปในความหวามไหวอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จนกระทั่งเริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก จ้าวจินม่ายก็สะดุ้งสุดตัว รีบผลักอกจางเหิงออกไปอย่างลุกลี้ลุกลน
แฮ่ก ... แฮ่ก ...
ท่ามกลางเสียงหอบหายใจถี่รัว จ้าวจินม่ายเงยหน้าขึ้นมองจางเหิง ใบหน้าแดงก่ำ สายตาแฝงไปด้วยความเขินอาย ราวกับดอกไม้ตูมที่เพิ่งจะผลิบาน
ทำไมรู้สึกเหมือนหมอนี่ไม่ใช่ครั้งแรกเลยแฮะ
สภาพของจางเหิงเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่
สิ่งเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขาตอนนี้ก็คือ ...
ลีลาเมื่อกี้ของฉันมันต้องห่วยแตกมากแน่ๆ
"นี่ ... นี่คือจูบแรกของฉันเลยนะ"
ตอนที่พูดประโยคนี้ออกมา แก้มของจ้าวจินม่ายก็ยิ่งแดงเถือกขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นว่าจางเหิงไม่ตอบรับอะไร เธอจึงเริ่มกระวนกระวายใจ
"ฉันพูดจริงๆ นะ"
พอนึกถึงปฏิกิริยาตอบสนองตามสัญชาตญาณของจ้าวจินม่ายที่เอาแต่เม้มปากกัดฟันแน่นเมื่อครู่นี้ จางเหิงก็หัวเราะออกมา
"พี่รู้แล้วน่า"
"พี่รู้เหรอ ฉัน ... ฉันหมายความว่า พี่ ... พี่ต้องรับผิดชอบฉันด้วยนะ"
น้ำเสียงของจ้าวจินม่ายฟังดูเหมือนคนกำลังโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยง
"ห้ามหัวเราะนะ ฉันกำลังพูดเรื่องซีเรียสอยู่นะ"
จางเหิงยกมือขึ้นยีหัวจ้าวจินม่ายอย่างเอ็นดู
"ได้สิ เดี๋ยวพี่รับผิดชอบเอง"
พอได้ยินคำตอบที่น่าพอใจ จ้าวจินม่ายก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่พอเห็นว่าจางเหิงยังคงยิ้มกรุ้มกริ่มอยู่ ความเขินอายก็พุ่งปรี๊ดจนทนยืนอยู่ในครัวต่อไปไม่ไหว เธอหันหลังวิ่งหนีออกไปทันที
ก่อนจะพ้นประตู เธอก็หันมาทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง
"ต่อไปนี้ ห้ามมองว่าฉันเป็นเด็กอีกนะ"
จ้าวจินม่ายวิ่งเหยาะๆ ขึ้นไปชั้นบน แล้วพุ่งหลาวลงบนเตียง เธอนอนคว่ำหน้านิ่งอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ แต่ภายในใจกลับว้าวุ่นสับสนไปหมด
เมื่อกี้เหมือนโดนผีเข้าเลย อยู่ดีๆ ก็อยากรู้อยากลองขึ้นมาซะได้
ความรู้สึกนั้นมัน ...
มหัศจรรย์สุดๆ ไปเลย
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนหาแชตของจางจื่อเฟิง ลังเลอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจกดวิดีโอคอลไป
"มีอะไรอีกล่ะเนี่ย"
จางจื่อเฟิงเพิ่งจะกลับถึงโรงแรม วันนี้มีคิวถ่ายฉากที่อันหรานไปส่งน้องชายเข้าโรงเรียน แต่ไม่รู้ว่านักแสดงเด็กที่เล่นเป็นน้องชายเกิดอารมณ์เสียอะไรขึ้นมา ถึงได้งอแงไม่ยอมให้ความร่วมมือเลย
เธอทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องเดินไปเดินมาบนสะพานลอยเป็นเพื่อนเด็กคนนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเธอทั้งปวดทั้งชาไปหมดแล้ว
"ทำไมหน้าเธอแดงขนาดนั้นล่ะ"
เห็นชัดขนาดนั้นเลยเหรอ
จ้าวจินม่ายชะงักไปนิด รีบยกมือขึ้นจับแก้มตัวเองโดยสัญชาตญาณ
"ฉัน ..."
"แอบไปกินเหล้ามาเหรอ"
ฉันดูเป็นพวกขี้เมาขนาดนั้นเลยหรือไง
วันๆ เอาแต่กินเหล้าเนี่ยนะ
"เปล่าซะหน่อย ฉันเพิ่งจะ ... ฉันเพิ่งจะจูบกับ ... พี่หกไปต่างหาก"
พอได้ยินแบบนั้น จางจื่อเฟิงที่อยู่ปลายสายก็เบิกตากว้างทันที
อะไรนะ
"เธอ ..."
พอเห็นปฏิกิริยาของจางจื่อเฟิง จ้าวจินม่ายก็รู้สึกผิดขึ้นมาดื้อๆ
"เราเป็นแฟนกันนี่นา จูบกันมันแปลกตรงไหน"
จางจื่อเฟิงฟังแล้วก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไง
"พวกเธอเพิ่งจะคบกันแท้ๆ ก็ ... ทำเรื่องแบบนั้นซะแล้ว"
"คิดลึกไปถึงไหนเนี่ย เราก็แค่ ... จูบกันเฉยๆ"
จ้าวจินม่ายพลิกตัวนอนหงาย พลางนึกย้อนไปถึงความรู้สึกมหัศจรรย์เมื่อครู่นี้อย่างลืมตัว
"จื่อเฟิง เธอไม่อยากรู้เหรอ"
จางจื่อเฟิงตอนนี้รู้สึกเปรี้ยวจี๊ดอยู่ในใจ พี่ชายที่เคยเป็นของเธอคนเดียว ตอนนี้โดนคนอื่นแย่งไปซะแล้ว
"อยากรู้อะไรล่ะ"
"ก็เรื่องจูบไง เธอไม่อยากรู้เหรอว่ามันรู้สึกยังไง"
จ้าวจินม่ายพูดจบก็หัวเราะคิกคักออกมา
ถุย!
ยัยเด็กบ้า ขี้อวดนักนะ
ตอนนี้จางจื่อเฟิงแทบอยากจะวาร์ปไปเซี่ยงไฮ้ แล้วจับจ้าวจินม่ายมากระทืบซะให้รู้แล้วรู้รอด
"ฉันเหนื่อยแล้ว ไม่อยากคุยกับเธอแล้ว แค่นี้นะ"
เอ๊ะ?
จ้าวจินม่ายยังไม่ทันได้อ้าปากพูด หน้าจอโทรศัพท์ก็ดับวูบไปเสียแล้ว
หึ!
ยัยหมูน้อยหึงซะแล้วสิ
จ้าวจินม่ายยิ้มอย่างอารมณ์ดี เธอโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้ข้างตัว ยกมือทั้งสองข้างขึ้นรองท้ายทอย หลับตาพริ้ม ความรู้สึกมหัศจรรย์ราวกับได้ล่องลอยกลับมาเยือนอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน
"ม่ายม่าย"
เสียงของจางเหิงดังขึ้นมาจากชั้นล่าง
จ้าวจินม่ายสะดุ้งโหยงเหมือนโดนรีเซตเครื่อง เธอรีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที
"มากินข้าวได้แล้ว"
"ขะ ... เข้าใจแล้ว"
จ้าวจินม่ายตอบพลางยกมือตบแก้มตัวเองเบาๆ สองที เพื่อเรียกสติให้กลับมาเป็นปกติ
ตอนที่ไปนั่งร่วมโต๊ะกินข้าว จิตใจของจ้าวจินม่ายยังคงล่องลอยวนเวียนอยู่กับรสจูบเมื่อครู่ จนกระทั่งจางเหิงยกชามข้าวมาวางตรงหน้า เธอถึงได้สติกลับมา
"พี่ ... พี่จะคิดว่าฉัน ... ดูใจง่ายเกินไปหรือเปล่า"
จางเหิงที่กำลังจะคีบกับข้าวใส่ชามให้จ้าวจินม่าย พอได้ยินแบบนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้
"พี่กลับหวังว่าต่อไปเธอจะไม่ต้องคีปลุคอะไรมากมายนะสิ"
หมายความว่าไงเนี่ย
จ้าวจินม่ายตั้งตัวไม่ทันไปชั่วขณะ แต่พอสังเกตเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากของจางเหิง เธอก็เข้าใจทันทีว่าหมอนี่กำลังล้อเลียนเธออยู่ชัดๆ
"ฝันไปเถอะ"
จางเหิงคีบกับข้าวใส่ชามให้จ้าวจินม่าย
"งั้นคราวหน้าพี่จะเป็นฝ่ายไม่คีปลุคเองก็แล้วกัน"
"พี่ยังจะพูดอีก"
จ้าวจินม่ายแหวเข้าให้
อะไรคือคราวหน้าพี่จะไม่คีปลุคเอง พี่คิดจะทำอะไรกันแน่
อย่าได้ใจให้มันมากนักนะ
จ้าวจินม่ายทั้งอายทั้งโกรธ หน้าแดงก่ำ ถลึงตาใส่จางเหิง ดูเหมือนลูกแมวป่าที่กำลังขู่ฟ่อๆ ไม่มีผิด
"โอเคๆ ไม่พูดแล้ว กินข้าวเถอะ"
แต่เห็นได้ชัดเลยว่า แม่สาวน้อยคนนี้คงไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ แน่
หลังจากนั้น ตะเกียบของจางเหิงเลื่อนไปทางไหน จ้าวจินม่ายก็จะตามไปแย่งคีบราวกับจะแก้แค้นอย่างไรอย่างนั้น
กว่าจะกินข้าวเสร็จ ก็ทำเอาปวดมือไปหมดเพราะมัวแต่แย่งกับข้าวกับจางเหิงนี่แหละ
"ไปเดินย่อยไหม"
จางเหิงถามขึ้น เมื่อเห็นจ้าวจินม่ายเพิ่งจะเดินออกมาจากห้องครัวหลังจากจัดการเก็บกวาดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย
แม่สาวน้อยคนนี้ขยันขันแข็งมาก กินข้าวเสร็จก็อาสาเป็นคนล้างจานเก็บกวาดให้เสร็จสรรพ
เกิดมาสองชาติ นี่ก็ถือเป็นครั้งแรกที่จางเหิงมีแฟน ประสบการณ์ความรักก็เป็นศูนย์เหมือนกัน แต่เขาแค่รู้สึกว่าควรจะหากิจกรรมอะไรทำสักหน่อย ไม่ควรปล่อยให้สองคนมานั่งมองหน้ากันเฉยๆ
ทั้งคู่ออกมาเดินเคียงข้างกันอยู่ข้างล่าง
จ้าวจินม่ายดูเหมือนจะมีเรื่องให้คิด จางเหิงถามคำเธอก็ตอบคำ
"คิดอะไรอยู่น่ะ"
"เปล่า ไม่ได้คิดอะไรนี่"
จ้าวจินม่ายหันหน้าหนีเล็กน้อย แต่สีหน้าดูเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด
"เสียใจเหรอ"
จะว่าไป การตัดสินใจคบกันของทั้งสองคนมันก็ดูหุนหันพลันแล่นไปหน่อยจริงๆ
เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน ความรู้สึกผูกพันก็ยังไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากมาย จู่ๆ ก็ตกลงปลงใจเป็นแฟนกันซะแล้ว จางเหิงเองก็รู้สึกเหมือนเล่นขายของอยู่เหมือนกัน
"ฉันไม่ได้เสียใจนะ ฉันแค่ ..."
จ้าวจินม่ายรีบปฏิเสธทันควัน เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ
"เรื่องของเรา พี่ตั้งใจจะบอกให้ที่บ้านรู้ไหม"