- หน้าแรก
- ระบบสุดเกรียนของสตรีมเมอร์เต็มพิกัด
- บทที่ 200 - เป้าหมายภารกิจ เลขศูนย์ยาวเหยียด
บทที่ 200 - เป้าหมายภารกิจ เลขศูนย์ยาวเหยียด
บทที่ 200 - เป้าหมายภารกิจ เลขศูนย์ยาวเหยียด
เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงวันคอนเสิร์ตแล้ว จู่ๆ จางเหิงก็ขอเปลี่ยนเพลงกะทันหันแบบนี้ คนที่ลำบากใจที่สุดก็คืออาเคนซึ่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายดนตรีนั่นเอง
ในฐานะนักดนตรีอาชีพ การฝึกซ้อมเพลงใหม่ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แต่ปัญหาคือคอนเสิร์ตมันถูกวางโครงสร้างไว้หมดแล้ว การแทรกเพลงใหม่เข้ามาดื้อๆ จะเชื่อมโยงการแสดงแต่ละช่วงเข้าด้วยกันยังไงต่างหาก
แต่ในเมื่อนี่คือคอนเสิร์ตของจางเหิง ทุกอย่างก็ต้องยึดความต้องการของเขาเป็นหลัก ในเมื่อจางเหิงเป็นคนขอ อาเคนก็ทำได้เพียงแค่รับคำสั่งเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเขาเองก็อยากจะฟังผลงานใหม่ของจางเหิงอยู่เหมือนกัน
วันรุ่งขึ้น จางเหิงไปส่งจ้าวจินม่ายที่กองถ่ายตามปกติ ก่อนจะพาจางจื่อเฟิงไปที่โรงแรมเรเนสซองส์
งานแถลงข่าวถูกจัดขึ้นที่นี่โดยบริษัทซิงเฉวียนเหวินฮว่า
ทางบริษัทได้ส่งคำเชิญไปยังสื่อมวลชนสำนักต่างๆ ล่วงหน้าหลายวันแล้ว
ด้วยชื่อเสียงที่กำลังพุ่งทะยาน ผนวกกับดีกรีแชมป์โอลิมปิกของจางเหิง จึงไม่แปลกเลยที่จะมีสื่อมวลชนจำนวนมากให้ความสนใจ
เมื่อสองพี่น้องเดินทางมาถึงห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมเรเนสซองส์ ภายในห้องก็เต็มไปด้วยผู้คนแล้ว
"พี่ลิซ่า!"
คอนเสิร์ตของจางเหิงครั้งนี้ ลิซ่าอาสามาช่วยงานอย่างเต็มที่โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ
สื่อมวลชนหลายสำนักที่มาในวันนี้ ก็เป็นคนคุ้นเคยของลิซ่าทั้งนั้น
"เมื่อวานพี่บอกเธอแล้วไงว่า..."
ให้เตรียมชุดสูทมาด้วย!
แต่ตอนนี้จางเหิงกลับใส่แค่ชุดวอร์มหงซิงมาเดินโทงๆ ซึ่งมันดูไม่เข้ากับงานที่เป็นทางการแบบนี้เอาเสียเลย
"ช่างเถอะ เตรียมตัวให้พร้อม พวกเราจะเริ่มกันแล้ว"
ถึงจะอยากเปลี่ยนชุดตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว
สื่อมวลชนมารอกันพร้อมหน้า จะปล่อยให้ทุกคนมานั่งรอจางเหิงเปลี่ยนเสื้อผ้าคนเดียวก็คงไม่เหมาะ
จากนั้นลิซ่าก็เรียกพิธีกรมาซักซ้อมคิวงาน
เรื่องพวกนี้เธอถนัดอยู่แล้ว ทุกขั้นตอนถูกจัดเตรียมไว้อย่างไร้ที่ติ
และเธอยังไม่ลืมที่จะกำชับจางเหิงถึงข้อควรระวังต่างๆ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการควบคุมสถานการณ์ให้อยู่หมัด
แม้สื่อที่เชิญมาส่วนใหญ่จะเป็นสื่อที่บริษัทซิงเฉวียนเหวินฮว่าคุ้นเคยดี แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าพวกเขาจะเล่นตามสคริปต์เสมอไป
หากมีนักข่าวคนไหนตั้งคำถามที่จงใจจับผิด หรือถามคำถามที่ตอบยากๆ จางเหิงซึ่งเป็นเพียงหน้าใหม่ในวงการอาจจะรับมือไม่ไหวก็ได้
"ลำดับต่อไป ขอเชิญพบกับนักดนตรีชื่อดัง และแชมป์โอลิมปิกของเรา... คุณจางเหิงครับ!"
ประตูข้างห้องจัดเลี้ยงถูกเปิดออก ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จับจ้องมา จางเหิงในชุดลำลองก็ก้าวเดินขึ้นไปบนเวทีด้วยท่วงท่าสบายๆ
โชคดีนะเนี่ยที่วันนี้ใส่ชุดลำลองมา ไม่งั้นจางเหิงคงแอบคิดว่าพิธีกรจะเชิญเจ้าสาวขึ้นมาบนเวทีด้วยแล้วมั้ง
"สวัสดีครับทุกคน ผมจางเหิงครับ!"
ชาติก่อนไม่เคยต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ จางเหิงจึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างนิดหน่อย
พิธีกรกล่าวแนะนำตัวสั้นๆ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงให้สื่อมวลชนซักถาม
ความจริงแล้วช่วงนี้ควรจะเป็นหน้าที่ของจางเหิงในการนำเสนอรายละเอียดของคอนเสิร์ต แต่เขาขี้เกียจพูด จึงขอตัดช่วงนี้ทิ้งไป
มันก็แค่การยกยอตัวเอง อวดอ้างความยิ่งใหญ่ของตัวเอง ฟังดูไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด
ส่วนเหตุผลที่แท้จริงของการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ คนที่รู้ก็คงรู้กันหมดแล้ว
"ขอเชิญนักข่าวท่านนี้ครับ!"
พิธีกรเลือกนักข่าวที่ลิซ่าเตรียมไว้ให้เป็นคนแรก ทีมงานรีบส่งไมโครโฟนให้เขาทันที
"สวัสดีครับคุณจางเหิง ขออนุญาตถามหน่อยครับว่า จุดประสงค์แรกเริ่มในการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้คืออะไรครับ"
เอ๊ะ?
จางเหิงรู้สึกประหลาดใจ แม้เมื่อครู่นี้พิธีกรจะไม่ได้อธิบายรายละเอียดทั้งหมด แต่ก็พูดแนะนำไปบ้างแล้วนี่นา
จะถามย้ำทำไมอีก
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสื่อมวลชนมากมาย จางเหิงก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบไม่ได้
"จุดประสงค์เริ่มแรกเหรอครับ... ตอนที่โปรโมตคอนเสิร์ต น่าจะมีการแจ้งไปแล้วนะครับ ว่าเป้าหมายหลักของการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเด็กยากไร้ในพื้นที่ห่างไกล ให้พวกเขาได้มีโอกาสกลับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง"
พูดยังไม่ทันจบ นักข่าวคนนั้นก็ถามแทรกขึ้นมาทันที
"พวกเราทราบดีครับว่า ก่อนหน้านี้มีผู้หญิงที่ชื่อเซี่ยเหม่ยเยี่ยน ซึ่งลูกทั้งสองคนของเธอเคยได้รับความช่วยเหลือจากคุณ แต่... ดูเหมือนว่าพวกคุณจะมีเรื่องบาดหมางกันในการเจรจาตกลงกัน ไม่ทราบว่าที่คุณจางเหิงจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของคุณเซี่ยเหม่ยเยี่ยนหรือเปล่าครับ"
เมื่อลิซ่าที่อยู่หลังเวทีได้ยินคำถามนี้ เธอก็นั่งไม่ติดเก้าอี้ทันที สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ก่อนจะกดโทรศัพท์สายตรงหาบรรณาธิการของสื่อสำนักนั้นทันที
"นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมคนของคุณถึงทำแบบนี้"
ทางฝั่งลิซ่ากำลังต่อว่าอีกฝ่ายที่ผิดข้อตกลง แต่เหตุการณ์บนเวทีมันเกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
จางเหิงเองก็คิดไม่ถึงว่า คำถามจงใจจับผิดที่ลิซ่าเตือนไว้ จะมาเร็วขนาดนี้
เขาตกใจไปครู่หนึ่ง แต่ก็ดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
"เรื่องที่ว่ามันเป็นความเข้าใจผิดหรือเปล่า ผมเชื่อว่าทุกคนมีวิจารณญาณในการตัดสินใจได้ครับ ส่วนเรื่องคอนเสิร์ตในวันพรุ่งนี้ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องนั้นเลย ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณนักข่าวถึงเอาเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาเชื่อมโยงกันได้"
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกันไหม คนที่มีสมองก็ย่อมดูออก
แต่เรื่องแบบนี้มันจะเอามาพูดตรงๆ ได้ยังไงล่ะ
บนโลกนี้มันมักจะมีพวกโลกสวยอยู่เสมอ คนพวกนี้ไม่สนหรอกว่าความจริงคืออะไร พวกเขาใช้แค่มาตรฐานทางศีลธรรมของตัวเองมาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินถูกผิด
ในสายตาของคนกลุ่มนี้ เซี่ยเหม่ยเยี่ยนอาจจะเป็นแค่แม่ที่น่าสงสาร ซึ่งถูกบีบให้ต้องพลัดพรากจากลูก เพราะความยากจน และไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดูเด็กๆ เท่านั้นเอง
ทุกอย่างที่เธอทำลงไป ล้วนมีเหตุผลที่น่าเห็นใจทั้งนั้น
อย่างเช่นนักข่าวที่อยู่ตรงหน้านี้ น้ำเสียงที่ใช้ถามเมื่อครู่ก็ฟังดูเหมือนกำลังคาดคั้นเขาอยู่ชัดๆ
บางทีอาจจะตั้งใจมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้เซี่ยเหม่ยเยี่ยนก็ได้
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม และได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง
แม้จางเหิงจะไม่ได้ตั้งใจติดตามข่าว แต่เขาก็พอจะรู้มาว่า เซี่ยเหม่ยเยี่ยนถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นยื่นฟ้องร้องในข้อหาทอดทิ้งบุตรแล้ว
การลงโทษไม่ใช่เป้าหมายหลัก สิ่งสำคัญคือต้องทำให้เซี่ยเหม่ยเยี่ยนตระหนักถึงความผิด และลุกขึ้นมารับผิดชอบหน้าที่ของคนเป็นแม่ต่างหาก
แต่ดันมีพวกคนโง่บางคนที่ไปเห็นอกเห็นใจคนแบบเซี่ยเหม่ยเยี่ยนได้ลงคอ
นักข่าวคนนั้นตั้งท่าจะถามต่อ แต่ทีมงานก็รีบเดินเข้าไปแย่งไมโครโฟนมาเสียก่อน
พิธีกรไม่ได้สนใจเขาอีก และเรียกนักข่าวจากสำนักอื่นให้ถามคำถามต่อไป
ส่วนนักข่าวคนนั้น หลังจากรับโทรศัพท์สายหนึ่ง เขาก็เดินหน้าซีดเผือดออกจากงานไปก่อนเวลา
คนที่ไม่ยอมทำตามกฎเกณฑ์ คิดว่าตัวเองฉลาดที่หาประเด็นมาเล่นข่าวได้ สุดท้ายก็ต้องรับผลกรรมที่ก่อไว้เอง
เมื่อตัวปัญหาถูกจัดการไปตั้งแต่ต้น งานแถลงข่าวหลังจากนั้นก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น
จางเหิงไม่ใช่พวกชอบหาเรื่อง ในเมื่อสื่อมวลชนให้เกียรติ เขาเองก็ยินดีให้ความร่วมมือ
ในช่วงท้ายของงานแถลงข่าว ตัวแทนจากมูลนิธิการกุศลของโจวซวิ่นก็ก้าวขึ้นมาบนเวที เพื่อรับมอบเงินบริจาคที่ได้จากการจัดคอนเสิร์ตในครั้งนี้
เมื่อเทียบกับมูลนิธิกากบาทแห่งหนึ่งที่มีแต่ข่าวฉาวออกมาไม่เว้นแต่ละวันในช่วงหลายปีมานี้ เห็นได้ชัดว่าจางเหิงเชื่อใจในตัวโจวซวิ่นมากกว่า
"จางเหิง ขอบใจมากนะ!"
มูลนิธิการกุศลของโจวซวิ่นได้รับอานิสงส์จากคอนเสิร์ตของจางเหิงในครั้งนี้ จนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างไปแล้ว
หลังจบงานแถลงข่าว โจวซวิ่นก็รีบโทรมาขอบคุณจางเหิงเป็นการส่วนตัว
ทั้งสองคนคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เดิมทีโจวซวิ่นตั้งใจจะมาเป็นแขกรับเชิญพิเศษในคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วย แต่พอใกล้ถึงวันงาน เธอกลับติดธุระอื่นจนมาไม่ได้
"ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาส พวกเราต้องมาร่วมงานกันให้ได้นะ"
"ได้สิครับ! ผมรอได้เสมอ"
จางเหิงเป็นคนว่างงาน สิ่งที่เขามีมากที่สุดก็คือเวลา
"ที่ฉันพูดน่ะ อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องดนตรีนะ"
พูดจบโจวซวิ่นก็หัวเราะ ก่อนจะวางสายไป
ไม่ใช่แค่ดนตรีงั้นเหรอ?
แล้วมันคือเรื่องอะไรล่ะ?
หรือว่าเธออยากจะชวนเขาไปแสดงหนัง?
ถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ คงต้องขอปฏิเสธแล้วล่ะ
ในเมื่อกล่องสมบัติจากระบบยังไม่เคยมอบทักษะด้านการแสดงมาให้เขาเลย ขืนปล่อยให้จางเหิงไปรับบทแสดงนำ มีหวังได้ขายหน้าประชาชีแน่ๆ
"พี่หกราบรื่นดีไหม"
ตกเย็น สองพี่น้องก็ขับรถไปรับจ้าวจินม่ายที่กองถ่ายอีกเช่นเคย
"ก็ดีแหละ!"
จางเหิงตอบส่งๆ เขาไม่ได้เก็บเอาเรื่องที่ถูกนักข่าวจงใจถามคำถามยียวนในงานแถลงข่าวมาใส่ใจเลย
"ม่ายม่าย เธอขอลางานกับผู้กำกับแล้วใช่ไหม"
เรื่องนี้ต่างหากที่จางจื่อเฟิงเป็นห่วงที่สุด
เพราะเธอไม่รู้จักใครที่นี่เลย ถ้าต้องไปดูคอนเสิร์ตของจางเหิงคนเดียว...
ท่ามกลางคนเป็นหมื่นๆ คนในสนามกีฬา ยัยหมูน้อยคงได้แต่ยืนตัวสั่นแน่ๆ
"วางใจเถอะ ฉันคุยกับผู้กำกับเรียบร้อยแล้ว"
ในฐานะนางเอกของเรื่อง ผู้กำกับคงไม่ใจร้ายถึงขนาดจะมาหาเรื่องกลั่นแกล้งจ้าวจินม่ายเพราะเรื่องแค่นี้หรอก
เมื่อกลับถึงบ้าน จางเหิงก็ยังคงเป็นคนเตรียมอาหารเย็น เขาเริ่มจะรู้สึกเสียใจนิดๆ แล้วล่ะ ที่ดันไปโชว์ฝีมือทำอาหารให้พวกเธอเห็นตั้งแต่แรก
หลังกินมื้อเย็นเสร็จ จางเหิงก็เปิดไลฟ์สตรีม เพื่อทักทายพูดคุยกับแฟนคลับ
"สวัสดีครับทุกคน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พี่หกของพวกคุณมาแล้ว!"
【พี่หก ยังมีตั๋วเหลืออีกไหม ผมยอมเอาแฟนมาแลกเลย!】
เอ่อ...
แค่เห็นคอมเมนต์แรกที่เด้งขึ้นมา ก็ทำเอาจางเหิงถึงกับพูดไม่ออกแล้ว
ยอมเอาแฟนมาแลกตั๋วคอนเสิร์ตเนี่ยนะ
ไอ้น้องชาย เอ็งแน่ใจนะว่าถ้าแฟนรู้เรื่องนี้เข้า จะไม่โดนสั่งให้คุกเข่าบนเปลือกทุเรียนน่ะ
【ฉันไม่มีแฟนอะ ถ้าพี่หกยอมให้ตั๋วคอนเสิร์ตฉันสักใบ ฉันยอมยกตัวเองให้เลย】
พอมีคนเปิดประเด็น ก็มีคนตามน้ำทันที
ข้อความในช่องแชตเริ่มออกทะเลไปกันใหญ่ แถมยังมีพวกผู้ชายใจสาวหลายคนเสนอตัวอยากจะมาปรนนิบัติจางเหิงถึงเตียงด้วย
จางจื่อเฟิงกับจ้าวจินม่ายไม่ได้มาเข้ากล้องด้วย พวกเธอแอบขำอยู่เงียบๆ
"นี่พวกเราช่วยทำตัวให้มันจริงจังกันหน่อยได้ไหม ที่นี่ไม่ใช่บริษัทจัดหาคู่นะเว้ย"
【พี่หกผมขอถามหน่อยเถอะ พี่เป็นคนจริงจังจริงๆ เหรอ】
【ใช่ แฟนคลับก็แค่ทำตามสไตล์ไอดอลนั่นแหละ】
นี่ถึงขนาดมาตั้งข้อสงสัยในศีลธรรมของผมเลยเหรอเนี่ย
"พอแล้วๆ เลิกเล่นมุกได้แล้ว"
จางเหิงรีบเบรก ก่อนที่คนพวกนี้จะพากันออกทะเลไปไกลกว่านี้
"ที่ผมมาไลฟ์วันนี้ ก็แค่อยากจะมาทักทายทุกคน พรุ่งนี้เวลาสองทุ่มตรง คอนเสิร์ตจะถ่ายทอดสดให้ชมทางออนไลน์ ใครที่สนใจก็เข้าไปติดตามดูได้ที่ช่องทางหลักของโต่วอินและสถานี B ได้เลยนะครับ"
จางเหิงเพิ่งพูดจบ จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่หายไปนานก็ดังขึ้นในหัว
ติ๊ง!
"โฮสต์เปิดไลฟ์สตรีม ภารกิจ: ทำยอดผู้ชมออนไลน์ให้ถึง 200,000,000 คน หากทำสำเร็จ โฮสต์จะได้รับรางวัลสุดพิเศษจากระบบ"
มาจนได้สินะ
ถึงระบบจะมอบภารกิจให้แบบตามใจชอบ แต่ทุกครั้งที่จางเหิงมีงานใหญ่ ระบบก็ไม่เคยพลาดที่จะเข้ามามีส่วนร่วมเลย
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
เพียงแต่เป้าหมายของภารกิจมันดูจะ...
หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น...
สอง... สองร้อยล้านคน!
ระบบ แกเอาจริงดิ?
สองร้อยล้านเชียวนะ!
นั่นมันหนึ่งในเจ็ดของประชากรทั้งประเทศเลยนะโว้ย
ถึงตอนที่ไลฟ์รายการ "อาหารสามมื้อ" ยอดผู้ชมในสถานี B จะเคยทะลุหลักร้อยล้านมาแล้ว แต่ตอนนี้เป้าหมายมันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเลยนะ
นี่มัน... จะเป็นไปได้ยังไง!
จางเหิงอยากจะต่อรองกับระบบ แต่เจ้าระบบจอมหยิ่งก็เมินเฉยใส่เขาตามเคย
ถ้าอยากทำภารกิจให้สำเร็จ จางเหิงก็คงทำได้แค่ฝากความหวังไว้ที่ชาวเน็ตเท่านั้นแล้ว
"พรุ่งนี้สองทุ่มตรง พรุ่งนี้สองทุ่มตรง พรุ่งนี้สองทุ่มตรง เรื่องสำคัญต้องพูดสามรอบ พวกเรามีนัดกันนะครับ!"
ทุกคนต้องมาช่วยกันหน่อยนะโว้ย!
จางเหิงสังหรณ์ใจว่า รางวัลสำหรับภารกิจในครั้งนี้ จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน