- หน้าแรก
- ระบบสุดเกรียนของสตรีมเมอร์เต็มพิกัด
- บทที่ 40 ฤดูใบไม้ผลิหว่านเมล็ด ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยว
บทที่ 40 ฤดูใบไม้ผลิหว่านเมล็ด ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยว
บทที่ 40 ฤดูใบไม้ผลิหว่านเมล็ด ฤดูใบไม้ร่วงเก็บเกี่ยว
สวีหวยอวี้!
แน่นอนว่าจางเหิงรู้จัก อดีตนักร้องขวัญใจมหาชนที่เคยโด่งดังสุดขีดทั้งในจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน และฮ่องกง
ว่ากันว่าตอนที่เธอพีคที่สุด เงินที่เธอหาได้คนเดียวสามารถเลี้ยงค่ายเพลงร็อกเรคคอร์ดสได้ทั้งค่ายเลยทีเดียว
ตราบใดที่สวีหวยอวี้ปล่อยอัลบั้ม เพลงโปรโมตของเธอก็จะพุ่งทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ตเพลงในเวลาอันรวดเร็วเสมอ
ราวกับเป็นยอดฝีมือที่ไร้คู่ต่อกร ให้ความรู้สึกคล้ายๆ กับโจวเจี๋ยหลุนในยุคต่อมาเลย
แต่จู่ๆ เธอก็หายหน้าหายตาไปจากวงการ บ้างก็ว่าเธอถูกต้นสังกัดดองเพราะไม่ยอมไปนั่งดริงก์กับแขกผู้ใหญ่ บ้างก็ว่าเธอทำตัวหยิ่งยโสจนถูกแบนจากวงการ หรือไม่ก็ไปล่วงเกินผู้มีอิทธิพลเข้า
เอาเป็นว่า จู่ๆ อดีตนักร้องขวัญใจมหาชนคนนี้ก็ดับวูบไปเลย
พอมีข่าวของเธอหลุดออกมาอีกที ก็กลายเป็นว่าเธอกำลังมีคดีฟ้องร้องกับบริษัทต้นสังกัดเสียแล้ว
เมื่อได้ฟังเรื่องราวชีวิตปัจจุบันของสวีหวยอวี้จากเติ้งจื่อฉี จางเหิงก็อดรู้สึกถอนหายใจไม่ได้
แถมยังรู้สึกเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมเดียวกันนิดๆ อีกด้วย
ต่างก็เป็นคนที่มีความแค้นฝังใจ และปรารถนาที่จะกลับมาผงาดในวงการเพลงอีกครั้งเหมือนกัน
จางเหิงไม่ได้ตอบตกลงหรือปฏิเสธ แต่เขาขอเจอกับสวีหวยอวี้ก่อน
เติ้งจื่อฉีไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเป็นเรื่องปกติที่โปรดิวเซอร์กับนักร้องจะต้องเจอกันเพื่อทำความเข้าใจก่อนจะร่วมงานกันต่อไป
แน่นอนว่าสำหรับจางเหิงมันไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้น ที่เขาขอเจอก็เพื่อจะถ่วงเวลาต่างหาก
ถึงแม้เขาจะได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมา แต่เขาก็ยังต้องเสิร์ชหาข้อมูลในเน็ตอยู่ดีว่า อดีตไอดอลอย่างสวีหวยอวี้เคยร้องเพลงอะไรไปแล้วบ้าง
ขืนอีกฝ่ายตั้งตารอคอยผลงานอย่างใจจดใจจ่อ แต่กลับพบว่าเป็นเพลงที่ตัวเองเคยร้องไปเมื่อแปดร้อยชาติที่แล้ว คงดูไม่จืดแน่ๆ
ถ้าเป็นแบบนั้นคงหน้าแตกยับเยิน
วางสายเสร็จ จางเหิงก็กลับเข้าห้องไปนอน
เผิงอวี่ช่างยังอยากจะคุยเรื่อง BGM ประจำตัวของเขาต่อ แต่จางเหิงไม่ได้เปิดโอกาสให้เลย
เหนื่อยมาทั้งวัน จางเหิงก็อยากพักผ่อนเหมือนกัน
อีกอย่าง การแต่งเพลงแบบนี้ ต่อไปคงต้องระวังตัวให้มากขึ้น
คนอื่นเขาใช้เวลาเป็นปีกว่าจะแต่งเพลงดีๆ ออกมาได้สักเพลง แต่จางเหิงเล่นแต่งเพลงฮิตเป็นว่าเล่นแบบนี้ ขืนทำบ่อยๆ เข้า มีหวังโดนคนสงสัยแน่ๆ
จางเหิงไม่อยากทำตัวเด่นเกินไปจนถูกจับไปผ่าตัดสมองหรอกนะ
คืนนั้นผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันรุ่งขึ้น จางเหิงเดินออกมาที่ลานบ้านด้วยสภาพขอบตาคล้ำเป็นหมีแพนด้า เขารู้สึกว่าสายตาที่จางอี้ซิงมองมามันแฝงไปด้วยความสะใจยังไงชอบกล
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมจางอี้ซิงถึงยอมไปนอนเบียดกับผู้อาวุโสอย่างหวงเหล่ยและเหอจย่ง ดีกว่าจะมานอนห้องเดียวกับคนวัยเดียวกันอย่างเผิงอวี่ช่าง
ฝีมือการกรนของเจ้าหนุ่มสายลมคนนี้ มันเหนือชั้นเกินกว่าที่มนุษย์ปุถุชนจะรับไหวจริงๆ
ตลอดทั้งคืน ทั้งเสียงสว่าน เสียงเครื่องตอกเสาเข็ม ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับกำลังมีงานก่อสร้างอยู่ข้างเตียง
"ตื่นเช้าจังเลยนะ จางเหิง!"
หวงเหล่ยจะเป็นคนแรกที่ตื่นมาวิ่งออกกำลังกายตอนเช้าเสมอ ตอนนี้เขากำลังเตรียมอาหารเช้าให้ทุกคนอยู่
"เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับเหรอ"
พอเห็นสภาพอิดโรยของจางเหิง หวงเหล่ยก็เดาได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
"ความสามารถในการทนต่อสิ่งรบกวนของนาย ยังต้องฝึกฝนอีกเยอะนะ!"
หึหึ!
จางเหิงถือว่าคำพูดของหวงเหล่ยเป็นการปลอบใจก็แล้วกัน
เขาทักทายหวงเหล่ย แล้วเดินเข้าไปในครัวเพื่อดูว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง
ในเมื่อมาร่วมรายการแล้ว ถึงจะไม่ได้หวังผลงานอะไร แต่อย่างน้อยก็ต้องรักษามารยาทเอาไว้
ตามหลักอาวุโส หวงเหล่ยกับจางเหิงถือว่าห่างกันหนึ่งรุ่น จะปล่อยให้ผู้ใหญ่ทำกับข้าวให้กิน แล้วตัวเองนั่งรอเฉยๆ มันก็ใช่ที่
"มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ"
"ไม่ต้องหรอก มื้อเช้ากินอะไรเบาๆ ก็พอ พวกคนเหอหนานชอบกินแป้ง วันนี้ฉันจะทำบะหมี่น้ำใสแบบปักกิ่งให้กิน"
จางเหิงมองไปที่เขียง เห็นผักกาดขาวซอยกับหมูสับที่เตรียมไว้แล้ว
ชีวิตก่อนเขาก็เป็นคนปักกิ่ง บะหมี่น้ำใสแบบนี้เขากินบ่อยมาก
เมนูนี้ไม่ได้มีเคล็ดลับอะไรซับซ้อน จุดเด่นคือใส่อะไรลงไปต้มด้วยก็ได้หมด
เอาผักกาดขาวซอยไปลวกน้ำร้อนแล้วตักขึ้นพักไว้ เอาหมูสับลงไปผัดไล่น้ำมันออก ตามด้วยเต้าเจี้ยวหวาน ทำเป็นน้ำราดบะหมี่
เส้นบะหมี่ลวกเสร็จแล้ว จางเหิงก็หยิบกระชอนมาตักเส้นขึ้น ล้างน้ำเย็นหนึ่งน้ำ แล้วแบ่งใส่ชาม
หวงเหล่ยยืนมองอยู่เงียบๆ แอบชื่นชมจางเหิงอยู่ในใจ แขกรับเชิญที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีใครเป็นฝ่ายอาสาช่วยงานหรอก บางคนก็เกร็ง บางคนก็ไม่มีไหวพริบ
แต่จางเหิงคนนี้ใช้ได้เลย อย่างน้อยก็รู้จักมองหาอะไรทำ ถ้าทางสถานีสนใจ น่าจะดึงตัวไว้เป็นสมาชิกหลัก เพื่อสร้างสีสันให้รายการได้
แค่ฟุตเทจที่ถ่ายไปเมื่อวานนี้ พอรายการออกอากาศ เพลงสองเพลงของจางเหิงก็น่าจะช่วยดึงเรตติ้งให้กระฉูดได้สบายๆ
พอน้ำราดบะหมี่เสร็จ ทุกคนก็ตื่นกันหมดแล้ว จางจิ้งอี๋ที่ตัวติดกับโจวซวิ่นตลอดเวลา ถึงขนาดแต่งหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ
ตัดภาพมาที่จางจื่อเฟิง หน้าสด ผมเผ้ายุ่งเหยิง สวมชุดนอน ดูมอมแมมสุดๆ
"พี่!"
ตอนแรกจางจื่อเฟิงยังงัวเงียอยู่ แต่พอเห็นจางเหิงก็ตาสว่างทันที
เธอวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา ชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา
"มื้อเช้ามีอะไรกินบ้างคะ"
"อาจารย์หวงทำบะหมี่น้ำใส ไปแปรงฟันล้างหน้าก่อนไป!"
จางจื่อเฟิงรู้สึกเหมือนโดนรังเกียจ เธอทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ แล้วเดินตุปัดตุเป๋ไปเข้าห้องน้ำ
ไม่แปลกใจเลยที่บะหมี่น้ำใสของหวงเหล่ยจะได้รับคำชมจากทุกคน
จางเหิงรู้สึกว่ารสชาติมันก็งั้นๆ แต่ก็รู้ว่าต้องแสดงเพื่อผลของรายการ เลยทำทีเป็นชมไปกับเขาด้วย
กินข้าวเช้าเสร็จ ตามความเห็นของหวงเหล่ยก็คือ ควรจะกลับไปนอนต่ออีกสักงีบ หรือไม่ก็ออกไปนั่งอาบแดดปล่อยใจให้สบาย
นี่สิถึงจะเป็นชีวิตที่ใฝ่ฝันอย่างแท้จริง
แต่หวังเจิ้งอวี่ไม่มีทางยอมหรอก
ถึงรายการนี้จะเป็นแนวสโลว์ไลฟ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วแห่กันมานอนเล่นที่บ้านเห็ดเสียหน่อย
ระหว่างที่ดื่มด่ำกับบรรยากาศชนบท การทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ภารกิจของวันนี้คือการย้ายต้นกล้าแตงโม ถ้าทำได้ตามจำนวนที่กำหนด ทีมงานจะให้เงิน 200 หยวนเป็นค่ากับข้าวของบ้านเห็ด
"มา เหล่าหวัง เรามาเจรจากันหน่อย!"
หวงเหล่ยเริ่มมหกรรมต่อรองราคาประจำวันอีกแล้ว สุดท้ายด้วยการหว่านล้อมแกมขู่เข็ญ หวังเจิ้งอวี่ก็ต้องยอมถอย ยกระดับรางวัลขึ้นเป็น 300 หยวน
ไม่ได้เห็นเหรอว่าหวงเหล่ยหยิบรองเท้าแตะมาถือไว้แล้ว ถ้าหวังเจิ้งอวี่ไม่ยอมตกลง วินาทีต่อมารองเท้าแตะได้ลอยไปประทับหน้าแน่
ถ้ายังไม่สำเร็จอีก หวงเหล่ยก็เตรียมจะเอาไฉ่เติงไปทำเป็ดย่างแล้ว
โธ่ ไฉ่เติงผู้น่าสงสาร!
"300 หยวน ฉันว่าคืนนี้เราจัดเต็ม ซื้อเบียร์มากินกันดีกว่า!"
อากาศร้อนๆ แบบนี้ ถ้าได้เบียร์เย็นๆ สักกระป๋อง คงจะฟินสุดๆ ไปเลย
แต่มีข้อแม้ว่าต้องทำภารกิจที่ทีมงานมอบหมายให้สำเร็จก่อนนะ
พอถึงเวลาจะออกเดินทาง หวงเหล่ยก็เริ่มหาเรื่องอู้อีกแล้ว
เขาอ้างว่าอากาศร้อนเกินไป ไม่เหมาะกับกิจกรรมของคนแก่ เลยจัดการกันให้เหอจย่งกับโจวซวิ่นอยู่โยงเฝ้าบ้านเสียเลย
"พวกคนหนุ่มสาวก็ต้องออกกำลังกายเยอะๆ สิ ถึงจะดีต่อสุขภาพ!"
พวกคนที่ถูกเหมารวมว่าเป็น 'คนหนุ่มสาว' ได้แต่มองหวงเหล่ย 'คนแก่' ที่อู้งานอย่างหน้าด้านๆ ด้วยสายตาเอือมระอา
แต่ทุกคนก็เข้าใจดีว่า ที่หวงเหล่ยทำแบบนี้ ก็เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขานั่นแหละ
รายการแต่ละตอนมีเวลาออกอากาศจำกัด สำหรับดาราดังที่ประสบความสำเร็จแล้วอย่างพวกเขา ไม่จำเป็นต้องมาแย่งแอร์ไทม์กับพวกเด็กใหม่เลย
จางเหิงกับเผิงอวี่ช่างรับหน้าที่ยกต้นกล้าแตงโม จางอี้ซิงกับจางจิ้งอี๋ถืออุปกรณ์ ส่วนจางจื่อเฟิงอายุน้อยสุด แค่เดินตามไปก็พอ
พอเป็นวัยรุ่นเหมือนกันหมด ก็เลยหาเรื่องคุยกันได้ง่าย ตอนแรกยังเกร็งๆ กันอยู่บ้าง แต่แป๊บเดียวความอึดอัดนั้นก็มลายหายไป สองข้างทางมีแต่เสียงพูดคุยหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
แต่พอไปถึงจุดหมาย ทุกคนก็หัวเราะไม่ออก
"โห แปลงเบ้อเริ่มเลย เราต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้จริงๆ เหรอครับ"
ยังไม่ทันจะเริ่มงาน เผิงอวี่ช่างก็เริ่มถอดใจแล้ว
ไม่ใช่แค่เขา จางอี้ซิงก็มีสีหน้าหนักใจไม่แพ้กัน
พวกเขามีกันแค่ห้าคน แถมยังเป็นผู้หญิงซะสองคน จะให้ปลูกแตงโมในพื้นที่กว้างขนาดนี้ มันไม่ใช่งานง่ายๆ เลยนะ!
จางเหิงกะด้วยสายตา พื้นที่นี้น่าจะกว้างประมาณสองไร่กว่าๆ สำหรับคนที่ไม่เคยทำไร่ทำนามาก่อน ถือเป็นงานช้างเลยทีเดียว
"พวกนายจะกลับไปตามอาจารย์หวงมาช่วยกันทำก็ได้นะ"
ช่างเถอะ!
ป่านนี้หวงเหล่ยคงหลับปุ๋ยไปแล้วล่ะมั้ง
"พี่คะ! ไอ้เนี่ยมันใช้ยังไงเหรอ"
จางจื่อเฟิงหยิบอุปกรณ์หน้าตาประหลาดขึ้นมาดู ทุกคนก็เพิ่งเคยเห็นของแบบนี้เป็นครั้งแรกเหมือนกัน
แต่เรื่องนี้ไม่คณามือจางเหิงหรอก เพราะเขาเคยลงมือทำไร่ทำนามาแล้ว
ในชีวิตก่อน ตอนเด็กๆ พ่อแม่เขาทำงานยุ่งมาก พอถึงช่วงปิดเทอมหน้าร้อนทีไร เขากับพี่สาวก็จะถูกส่งไปอยู่กับปู่ที่ต่างจังหวัด
งานในนาจางเหิงก็เคยทำมาแทบทุกอย่างแล้ว
ถึงจะไม่เคยปลูกแตงโม แต่หลักการทำเกษตรมันก็คล้ายๆ กัน แค่หยิบอุปกรณ์มาลองขยับดูแป๊บเดียว จางเหิงก็รู้แล้วว่ามันทำงานยังไง
"ทำแบบนี้นะ ปักมันลงไปในดิน แล้วก็บีบตรงนี้ ต้นกล้ามันก็จะหล่นลงไปในหลุม พอปล่อยมือ ดินมันก็จะกลบลงไปพอดี"
พอรู้วิธีใช้อุปกรณ์ จางเหิงก็รู้สึกว่าทีมงานก็ยังใจดีอยู่บ้าง ที่ให้พวกเขามาปลูกแค่แปลงเดียว
"ง่ายแค่นี้เองเหรอ!"
"ดูวิเศษจังเลย!"
"พี่หก ทำไมผมรู้สึกว่าพี่ทำเป็นทุกอย่างเลยล่ะเนี่ย!"
คนที่คอยเป็นลูกคู่ชงมุกก็หนีไม่พ้นเผิงอวี่ช่าง
จางเหิงสอนวิธีใช้อีกรอบ มันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานง่ายมาก แป๊บเดียวทุกคนก็ใช้เป็นแล้ว
"พี่หก! มาแข่งกันไหม ดูซิว่าใครจะปลูกเสร็จก่อนกัน"
เผิงอวี่ช่างถือเป็นมือเก๋าในการถ่ายทำรายการวาไรตี้ ถ้าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาปลูกแตงโมอย่างเดียว พอถึงขั้นตอนตัดต่อ แอร์ไทม์ก็คงโดนหั่นทิ้งแทบไม่เหลือ
เวลาแบบนี้มันต้องสร้างสีสันให้รายการสักหน่อย
ถึงคนอื่นจะหัวไวไม่เท่าเผิงอวี่ช่าง แต่พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ทุกคนก็เข้าใจเจตนาทันที
จางเหิงคู่กับจางจื่อเฟิง เผิงอวี่ช่างคู่กับจางจิ้งอี๋ ส่วนจางอี้ซิงรับหน้าที่เป็นคนขนต้นกล้าแตงโมไปส่งให้แต่ละคู่
เริ่มการแข่งขัน จางเหิงกับจางจื่อเฟิงทำงานเข้าขากันได้ดีมาก แป๊บเดียวก็ทิ้งห่างคู่แข่งไปไกล ส่วนคู่ของเผิงอวี่ช่างกับจางจิ้งอี๋กลับกลายเป็นคู่กัดที่เถียงกันตลอดเวลา แถมยังทำต้นกล้าพังไปหลายต้นเพราะทำงานไม่ประสานกัน
แต่เพราะมีสองคนนี้คอยสร้างเสียงหัวเราะ บรรยากาศการทำงานเลยไม่น่าเบื่อ
ตอนแรกนึกว่าจะต้องทำกันทั้งวัน แต่พอปลูกเสร็จแล้วมาดูเวลา ปรากฏว่าผ่านไปแค่สองชั่วโมงเท่านั้น
แต่ถึงอย่างนั้น การตากแดดเปรี้ยงๆ สองชั่วโมงก็ทำเอาทุกคนเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน พอเห็นร่มไม้ก็รีบปรี่เข้าไปนั่งพัก โดยไม่สนเลยว่าพื้นจะเลอะแค่ไหน
"พี่อี้ซิง พี่หก พี่ว่าไหม พวกเราเหนื่อยกันแทบตาย แต่พอแตงโมโต พวกเรากลับไม่ได้กินเลย แบบนี้มันไม่ขาดทุนแย่เหรอ"
พอได้ยินเผิงอวี่ช่างพูดแบบนี้ ทุกคนก็เห็นด้วย
พวกเราเป็นคนลงแรงปลูก แต่คนที่ได้กินกลับไม่ใช่พวกเรา
คิดแล้วมันก็น่าน้อยใจจริงๆ
เมื่อกี้ยังบ้าจี้ขยันปลูกกันหน้าตั้งอยู่เลย
แถมชื่อรายการก็บอกอยู่ว่า 'ชีวิตที่ใฝ่ฝัน' แต่ตอนนี้เหนื่อยแทบขาดใจ สรุปแล้วมันเป็นชีวิตที่ใครใฝ่ฝันกันแน่เนี่ย!