- หน้าแรก
- ระบบสุดเกรียนของสตรีมเมอร์เต็มพิกัด
- บทที่ 26 - ระบบ แกปกติหรือเปล่าเนี่ย
บทที่ 26 - ระบบ แกปกติหรือเปล่าเนี่ย
บทที่ 26 - ระบบ แกปกติหรือเปล่าเนี่ย
"น้องสาว สตรีมเมอร์คนนี้คือพี่ชายของเธอเหรอ"
หวงเหล่ยมีสีหน้าประหลาดใจอย่างมาก เขารู้จักจางจื่อเฟิงมานานแล้ว ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนยังเคยร่วมงานกันในซีรีส์เรื่องหนึ่ง โดยรับบทเป็นพ่อลูกกัน
เขาเคยได้ยินจางจื่อเฟิงเล่าว่ามีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง แต่ก็ไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้ง
ไม่คิดเลยว่าจะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้ แขกรับเชิญที่เขาเตรียมจะเชิญมาออกรายการ กลับกลายเป็นพี่ชายของจางจื่อเฟิงซะงั้น
"ใช่ค่ะ เขาคือพี่ชายของฉันเอง พี่ชายแท้ๆ เลย!"
เมื่อกี้ตอนที่พวกหวงเหล่ยตั้งข้อสงสัยในตัวจางเหิง จางจื่อเฟิงยังรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่เลย แต่ตอนนี้ พอได้เห็นทุกคนอึ้งทึ่งไปกับความสามารถของพี่ชายตัวเอง เด็กสาวก็รู้สึกภูมิใจจนเนื้อเต้น
"น้องสาว ตอนนี้เธอช่วยติดต่อพี่ชายของเธอหน่อยได้ไหม ชวนเขามาเที่ยวเล่นที่บ้านเห็ดของเรา ไม่มีปัญหาใช่ไหม เหล่าวัง"
แขกรับเชิญที่จะมาร่วมรายการ 'ชีวิตที่ใฝ่ฝัน' ในแต่ละซีซัน ล้วนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะเริ่มถ่ายทำทั้งนั้น
ในฐานะรายการวาไรตี้ที่ฮิตที่สุดในประเทศ ศิลปินดาราหลายคนถึงกับต้องเข้ามาพูดคุยกับทีมงานรายการล่วงหน้า เพื่อให้ได้โควตาในการมาร่วมรายการ
การจะเพิ่มคนเข้ามากลางคัน แน่นอนว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากหวังเจิ้งอวี่เสียก่อน
เมื่อได้ยินดังนั้น หวังเจิ้งอวี่ก็รู้สึกลำบากใจนิดหน่อย เขาเองก็ยอมรับในความสามารถของจางเหิงเหมือนกัน
ต่อให้การแต่งเพลงสั่งทำพิเศษจะเป็นการจัดฉาก แต่ความสามารถในการแต่งเพลงของจางเหิงก็เป็นของจริง
แต่ปัญหาคือ ถึงแม้เพลงทุกเพลงของจางเหิงจะมีศักยภาพพอที่จะโด่งดังเป็นพลุแตกได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังไม่ดังนี่นา
การเชิญคนธรรมดามาเป็นแขกรับเชิญในรายการมันก็มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ถ้าเกิดคนดูรับไม่ได้ขึ้นมา คนที่ได้รับผลกระทบก็คือทีมงานรายการทั้งทีม
แต่ในเมื่อหวงเหล่ยเป็นคนเสนอขึ้นมา แถมจางเหิงคนนี้ก็ยังเป็นพี่ชายของจางจื่อเฟิงอีก
จะไม่เห็นแก่หน้าก็ไม่ได้
ต้องรู้ไว้นะว่าสองคนนี้ คนหนึ่งเป็นพิธีกรหลักของรายการ ส่วนอีกคนก็เป็นน้องสาวแห่งชาติที่ได้รับความนิยมสูงสุด จะไปล่วงเกินใครก็ไม่ได้ทั้งนั้น
"เดี๋ยวฉันขอปรึกษากับทางสถานีก่อนนะ การจะเพิ่มคนเข้ามา เส้นเรื่องหลักของสคริปต์ก็ต้องถูกแก้ไข ยังไงก็ต้องขอความเห็นชอบจากทางสถานีอยู่ดี"
หวังเจิ้งอวี่ทำได้เพียงแค่ผลักภาระไปให้ทางสถานีก่อน ส่วนเรื่องสคริปต์ที่เขาพูดถึง มันก็เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ นั่นแหละ
อย่าได้คิดไปเองเด็ดขาดว่า รายการวาไรตี้กึ่งเรียลลิตี้แบบนี้ จะปล่อยให้แขกรับเชิญด้นสดกันเองจริงๆ
การบันทึกเทปทุกครั้งล้วนมีสคริปต์ทั้งนั้น
ในแต่ละเทปจะต้องทำภารกิจอะไรให้สำเร็จบ้าง ล้วนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว
แม้กระทั่งคาแรคเตอร์ของแขกรับเชิญแต่ละคน ทีมงานรายการก็เป็นคนกำหนดไว้ล่วงหน้าเช่นกัน
เพียงแต่สคริปต์ของรายการวาไรตี้ จะไม่ได้เข้มงวดเหมือนกับสคริปต์ของภาพยนตร์หรือซีรีส์
บางครั้งแขกรับเชิญก็สามารถด้นสดไปตามสถานการณ์จริงได้
การเพิ่มคนเข้ามาอย่างกะทันหัน แน่นอนว่าต้องมีการแก้ไขสคริปต์ อย่างน้อยๆ ก็ต้องรับประกันได้ว่าคนใหม่ที่เข้ามาจะมีแอร์ไทม์เพียงพอ
อุตส่าห์มาทั้งที จะปล่อยให้เขามาเสียเที่ยวได้ยังไงล่ะ
จางจื่อเฟิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่เธอก็รีบปรับอารมณ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วไปร่วมถ่ายทำช่วงเปิดรายการกับทุกคนตามคำขอของทีมงาน
หลังจากบันทึกเทปช่วงเปิดรายการเสร็จสิ้น ทุกคนก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังบ้านเห็ด สถานที่ที่พวกเขาจะต้องใช้ชีวิตอยู่ไปอีกครึ่งเดือน
ในเวลาเดียวกัน ทางฝั่งของจางเหิงก็เพิ่งจะกินอาหารกลางวันเสร็จ
กล่องสมบัติสามกล่องที่ระบบให้เป็นรางวัลยังไม่ได้เปิดเลย
จากสันดานของระบบก่อนหน้านี้ สองกล่องแรกน่าจะเป็นแค่ของ 'ขำๆ' สิ่งที่เปิดได้มักจะมีมูลค่าจำกัด กล่องสุดท้ายต่างหากล่ะถึงจะเป็นไฮไลต์
และก็เป็นอย่างที่คิด เมื่อเปิดกล่องสมบัติใบแรก จางเหิงก็ใส่เอฟเฟกต์เสียงพากย์เองเสร็จสรรพ
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นมา ...
"ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณได้รับขนมเปี๊ยะต้าปาเจี้ยนจากร้านเต้าเซียงชุนหนึ่งกล่อง"
ปึก!
จางเหิงกระโดดหลบกล่องขนมที่หล่นตุบลงมาจากฟ้าได้อย่างหวุดหวิด
จำเป็นต้องเล็งมาที่หัวฉันด้วยหรือไงฮะ
พอหยิบกล่องขนมขึ้นมาก็รู้สึกว่ามีน้ำหนักพอสมควร ถ้ารู้แบบนี้ก็คงไม่สั่งเดลิเวอรีหรอก
เปิดกล่องต่อไปเลย
แสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
"ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณได้รับยาเม็ดโป้งเดียวจอดหนึ่งเม็ด เมื่อกินยานี้เข้าไป รับประกันว่ายิงนัดเดียวติด ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่มีปัญหามีบุตรยาก"
เอ่อ ...
จางเหิงรู้สึกเหมือนมีฝูงอีกาบินวนอยู่บนหัว
กา กา กา!
ระบบ แกปกติหรือเปล่าเนี่ย
ยังไม่ทันที่จางเหิงจะได้ตอบสนองอะไร เขาก็โดนของแข็งหล่นใส่หัวเข้าอย่างจัง พอก้มลงมองก็เห็นกล่องเล็กๆ หน้าตาประณีตตกอยู่ที่ปลายเท้า
ยานี้รสชาติเป็นยังไงเนี่ย
ถุย!
แล้วฉันจะไปอยากรู้เรื่องแบบนี้ทำไมเนี่ย
ถึงแม้ในใจจะต่อต้านอย่างหนัก แต่จางเหิงก็ยังอดไม่ได้ที่จะหยิบมันขึ้นมาเปิดดู ...
ดูแล้วเหมือนช็อกโกแลตมอลต์บอลเลยแฮะ
พอลองดมดู
กลิ่นก็คล้ายๆ กันด้วย
หรือว่า ...
จะลองชิมดูดี
ของสิ่งนี้ราวกับมีเวทมนตร์ มันดึงดูดความอยากรู้อยากเห็นของจางเหิง จนเขาแทบจะกลืนมันลงไปทั้งคำอยู่แล้ว
เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองทำอะไรวู่วาม จางเหิงจึงรีบปิดฝากล่อง แล้วโยนมันเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะข้างเตียง
เรื่องชิมน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ประเด็นคือพอกินเสร็จแล้วจะไปใช้กับใครล่ะ
ฟู่ ...
จางเหิงแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่ยังหักห้ามใจจากความเย้ายวนนี้ได้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ถ้าขืนกินเข้าไปจริงๆ แล้วไม่มีที่ให้ระบายฤทธิ์ยา ก็ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง
แต่ว่า รางวัลของระบบดันมีของที่ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ ... มหัศจรรย์ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
บางทีวันนึงอาจจะเปิดได้ยาลูกกลอนเก้าหมุนเวียนของไท่ซ่างเหล่าจวินจริงๆ ก็ได้มั้ง
ยังเหลือกล่องสมบัติกล่องสุดท้าย
เปิดเลย!
ฟริ้ง ...
จางเหิงใส่เอฟเฟกต์เสียงให้ตัวเองอีกแล้ว
"ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณได้รับทักษะการเล่นเปียโนระดับสมบูรณ์แบบ"
อันนี้สิดี
จางเหิงยังไม่ทันได้ดีใจ เขาก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทักษะการเล่นเปียโนและประสบการณ์การบรรเลงจำนวนนับไม่ถ้วนหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขาอย่างบ้าคลั่ง
กล่องของขวัญสำหรับมือใหม่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นจะมีความรู้สึกแบบนี้เลย
ร่างกายของเขาหงายหลังล้มลงไปนอนบนเตียง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ในที่สุดอาการวิงเวียนศีรษะก็หายไป
เขาลองขยับนิ้วมือดู ก็รู้สึกว่ามันพลิ้วไหวและคล่องแคล่วกว่าเดิมมาก
ประเด็นสำคัญก็คือ ประสบการณ์การเล่นเปียโนที่เขาได้รับมา มันทำให้จางเหิงรู้สึกว่าระดับความสามารถในอดีตของเขา อย่างมากก็คงไปนั่งเล่นรวมกับพวกเด็กๆ ได้แค่นั้นแหละ
นี่คือทักษะการเล่นเปียโนระดับสมบูรณ์แบบงั้นเหรอ
สุดยอดไปเลยแฮะ
หลางหลาง หลี่อวิ๋นตี๋อะไรนั่น ป๋าขอท้าชนสิบคนรวดเลย
ติ๊งต่อง!
เสียงกริ่งประตูดังขึ้น
ใครกัน
จางเหิงลุกขึ้นเดินไปที่ประตู เมื่อมองผ่านตาแมวออกไปก็เห็นคนที่มาเยือน
ถงลี่ย่า!
นี่ฉันทำเสียงดังรบกวนชาวบ้านอีกแล้วเหรอ
ดูเหมือนว่าครั้งนี้อารมณ์ของเธอจะค่อนข้างคงที่ อย่างน้อยบนใบหน้าก็ไม่ได้มีความโกรธเคืองปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
เขาเปิดประตูออก
"คุณ ... ถง! ครั้งนี้ผมคงไม่ได้ทำเสียงดังรบกวนคุณใช่ไหมครับ"
ถงลี่ย่าชะงักไป สีหน้าของเธอดูอึดอัดเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นปกติ
"ทำไมไม่เรียกคุณน้าแล้วล่ะ"
ประโยคที่พูดออกมาอย่างเรียบง่ายนี้ ทำเอาจางเหิงถึงกับทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว
เหอะๆ!
เมื่อถงลี่ย่าเห็นจางเหิงยืนอ้ำอึ้งพูดไม่ออก เธอก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา จากนั้นเธอก็หยิบถุงกระดาษที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมาส่งให้จางเหิง
"เมื่อตอนกลางวันฉันเป็นคนผิดเอง ฉัน ... อาหารพวกนี้ฉันเป็นคนทำเอง ถือซะว่าเป็นการขอโทษก็แล้วกันนะ"
เดิมทีเธอตั้งใจจะอธิบายให้ฟัง แต่พอคำพูดมาจ่ออยู่ที่ปากเธอก็กลืนมันลงไป ปัญหาของตัวเองไม่เห็นจำเป็นต้องไปเล่าให้คนอื่นฟังเลย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นแค่คนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยกันด้วย
การที่เธอลงทุนมาขอโทษถึงหน้าประตูบ้าน ก็เป็นเพราะพวกเขาสองคนเป็นเพื่อนบ้านกัน แถมจางเหิงยังเป็นเจ้าของห้องของเธอด้วย ในอนาคตคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดต่อกัน เธอจึงไม่อยากจะทำให้ความสัมพันธ์มันแย่ลง
ยิ่งไปกว่านั้น เพลง 'อ้อมกอด' ที่จางเหิงเพิ่งจะร้องไปเมื่อกี้ ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือให้เธอได้ปลดปล่อยอารมณ์ด้านลบออกมาอย่างบังเอิญด้วย
นี่จึงเป็นทั้งของแทนคำขอโทษ และของแทนคำขอบคุณ
จางเหิงยื่นมือออกไปรับตามสัญชาตญาณ ถุงนั้นมีน้ำหนักพอสมควร แถมยังได้กลิ่นหอมของอาหารโชยมาด้วย
"ถ้าอย่างนั้น ... เข้ามานั่งข้างในก่อนไหมครับ"
จางเหิงรู้สึกว่าตามมารยาทแล้ว เขาก็ควรจะเชิญชวนเธอสักหน่อย
"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ปล่อยให้ลูกอยู่บ้านคนเดียวฉันไม่ค่อยไว้ใจน่ะ"
ตอนที่ถงลี่ย่าพูดถึงเรื่องลูก เธอไม่ได้มีท่าทีขัดเขินเลยแม้แต่น้อย
หากใครที่ติดตามข่าวคราวในวงการบันเทิงอยู่บ้าง ก็ย่อมรู้ดีว่าเธอโชคร้ายที่ไปแต่งงานกับคนไม่ดี เพิ่งจะหย่าร้างกันมาหมาดๆ และต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง
หลังจากส่งถงลี่ย่ากลับไป จางเหิงก็เดินกลับเข้ามาในห้อง ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าตอนนี้เวลาล่วงเลยมาจนถึงห้าโมงเย็นกว่าๆ แล้ว
เมื่อกี้เขาสลบเหมือดไปทั้งบ่ายเลยเหรอเนี่ย
เขาหิ้วถุงกระดาษเดินไปที่ห้องกินข้าว แล้วหยิบกล่องเก็บอุณหภูมิสองกล่องออกมาจากข้างใน
กล่องหนึ่งเป็นไก่ผัดเผ็ด ส่วนอีกกล่องเป็นบะหมี่เส้นดึงมือ
ชาติก่อนจางเหิงเคยไปเที่ยวที่ซินเจียงมาก่อน จึงคุ้นเคยกับอาหารพื้นเมืองของที่นั่นเป็นอย่างดี
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ ถงลี่ย่าที่เป็นถึงดารา กลับมีฝีมือทำอาหารที่ไม่เลวเลยทีเดียว
รสชาติอร่อยมากเลยล่ะ
เมื่อกี้ยังไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่เลย แต่พอเห็นของอร่อยอยู่ตรงหน้า เพียงชั่วพริบตา เขาก็จัดการซัดมันจนเกลี้ยงกล่อง
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาเอาแต่กินอาหารเดลิเวอรีตลอด ในที่สุดก็ได้กินอาหารรสมือแม่สักที
ควรจะล้างกล่องเก็บอุณหภูมิให้สะอาดแล้วเอาไปคืนเธอไหมนะ
แต่ถ้าขืนไปสุงสิงกับถงลี่ย่าบ่อยเกินไป เดี๋ยวคุณผู้อ่านก็พากันสงสัยว่าฉันคิดจะสานต่อกับเธอ จะไม่เป็นการทำให้ภาพลักษณ์ของฉันเสียหายหรอกเหรอ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเหิงก็ยังคงนำกล่องเก็บอุณหภูมิทั้งสองกล่องไปล้างทำความสะอาด แล้วเก็บใส่ถุงกระดาษเอาไว้ดังเดิม
ส่วนเรื่องจะเอาไปคืนไหม เอาไว้ค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน
ขณะที่กำลังคิดว่าจะเล่นเกมสักสองตาก่อนเพื่อย่อยอาหาร เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เมื่อมองดูรายชื่อที่บันทึกไว้
แม่!
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเปลี่ยนโทรศัพท์ เขาได้นำเบอร์ติดต่อทั้งหมดจากเครื่องเก่าโอนย้ายมาไว้ในเครื่องใหม่ด้วย
จะรับดีไหมนะ
จางเหิงได้รับสืบทอดความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมมา ในหัวของเขาจึงปรากฏภาพหญิงวัยกลางคนที่มีใบหน้าเรียบร้อยและสง่างามขึ้นมาทันที
เพียงแต่ว่า ในความทรงจำ แม่ของเจ้าของร่างเดิมอายุเพิ่งจะสี่สิบกว่าๆ ซึ่งก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับจางเหิงในชาติก่อนเลย
การจะเปิดปากเรียกอีกฝ่ายว่า 'แม่' มันก็ค่อนข้างจะกระดากปากอยู่เหมือนกัน
แต่ถ้าจะไม่รับสายก็ไม่ได้ ครอบครัวของเจ้าของร่างเดิม ไม่ช้าก็เร็ว จางเหิงก็ต้องเผชิญหน้ากับพวกเขาอยู่ดี
เขาพยายามควบคุมอารมณ์ให้คงที่ แล้วกดรับสาย
"แม่ครับ!"
นี่ฉันเรียกออกไปอย่างเป็นธรรมชาติขนาดนี้เลยเหรอ นึกว่าจะต้องเขินอายสักหน่อยซะอีก
"เสี่ยวเหิง กินข้าวหรือยังลูก"
น้ำเสียงของหลิวซานซานฟังดูเหนื่อยล้า สำหรับลูกชายอย่างจางเหิงแล้ว เธอต้องเป็นห่วงจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยจริงๆ
หลังจากที่สอบเกาเข่าพลาด ตามความคิดของสองสามีภรรยาอย่างหลิวซานซานและจางชินเฮ่อ พวกเขาตั้งใจจะให้จางเหิงเรียนซ้ำชั้นเพื่อสอบใหม่ในปีหน้า
แต่เด็กคนนี้ก็ไม่รู้ว่าผีบ้าตัวไหนเข้าสิง ถึงได้ดึงดันจะออกไปเผิญโลกกว้างให้ได้
คิดจริงๆ เหรอว่าโลกภายนอกมันจะใช้ชีวิตได้ง่ายขนาดนั้น ทั้งที่ไม่มีความรู้ความสามารถติดตัวเลยสักอย่าง แค่คิดว่าจะเอาชีวิตรอดได้ยังไงก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว
แต่ไอ้ลูกชายหัวรั้นคนนี้กลับไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากทางบ้าน เขาเดินทางไปเซี่ยงไฮ้เพียงลำพังด้วยความมุทะลุ
ตอนแรกก็คิดว่าออกไปตกระกำลำบากอยู่ข้างนอกสักไม่กี่วันก็คงจะกลับมาเอง แต่ที่ไหนได้ นี่ก็ปาเข้าไปครึ่งปีแล้ว
หลิวซานซานคะยั้นคะยอให้จางชินเฮ่อไปรับลูกชายที่เซี่ยงไฮ้กลับมาตั้งหลายครั้ง
แต่สองพ่อลูกคู่นี้ดันมีนิสัยเหมือนกันเป๊ะ ลูกชายก็หัวรั้น คนเป็นพ่อกลับรั้นยิ่งกว่า
เขาดึงดันจะรอให้จางเหิงเป็นฝ่ายยอมก้มหัวให้ก่อน
หลิวซานซานเองก็โมโหที่จางเหิงทำตัวไม่รู้จักโต
แต่คนเป็นแม่ก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้น เธอมักจะโทรหาจางเหิงอยู่บ่อยๆ เพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ
"เพิ่งกินเสร็จครับ"
เมื่อได้ยินจางเหิงพูดแบบนั้น หลิวซานซานก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย ขอแค่มีข้าวให้กิน อย่างน้อยก็คงไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นหรอก
"เสี่ยวเหิง เลิกดื้อได้แล้วลูก ถ้าลูกไม่อยากเรียนซ้ำชั้นจริงๆ พ่อกับแม่ก็จะไม่บังคับลูกหรอก เรามาเรียนสายอาชีพกันดีไหม"
ความจริงแล้ว ตามความคิดของหลิวซานซาน ทางออกที่ดีที่สุดก็คือให้จางเหิงไปเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้กับจางจื่อเฟิง
ดาราในวงการบันเทิงไม่น้อย ก็เลือกที่จะใช้คนในครอบครัวมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวให้ทั้งนั้น
แต่เธอก็รู้ดีว่า ตอนนี้ลูกชายกำลังพาลโกรธลูกสาวของเธออยู่ฝ่ายเดียว
ไอ้เด็กบ้าคนนี้ เมื่อไหร่จะรู้จักโตสักทีนะ
จางเหิงจะไปรู้ความคิดของหลิวซานซานได้ยังไง เขาเพียงแต่รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นห่วงเขา จึงทำได้เพียงแค่รับฟังอย่างสงบ
"แม่ครับ ตอนนี้ผมสบายดีครับ"
เพิ่งจะพูดจบ ก็มีสายซ้อนเข้ามาอีกสาย เมื่อเหลือบมองดูรายชื่อ
เป็นจางจื่อเฟิง
"แม่ครับ น้องสาวโทรมา งั้นผมขอตัวแค่นี้ก่อนนะครับ"
"จื่อเฟิงเหรอ พวกแก ... "
หลิวซานซานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เธอไม่ได้ยินจางเหิงเรียกจางจื่อเฟิงว่าน้องสาวมานานมากแล้ว
"เดี๋ยวค่อยวางสาย แก ... "
ยังไม่ทันที่หลิวซานซานจะพูดจบ สายก็ถูกตัดไปซะแล้ว
"ฮัลโหล น้องสาว"
"พี่!"
น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจนั้น ทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
[จบแล้ว]