บทที่ 10 ปัญหา
บทที่ 10 ปัญหา
บทที่ 10 ปัญหา
เมื่อได้ยินคำพูดของหวังเหยา หนานซินเยว่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังเจียงเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว
ส่วนเจียงเฉินแค่ใช้ส้นเท้าคิดก็เดาได้ถึงสาเหตุแล้ว
"เป็นเพราะเสิ่นจิ้งปิงหรือ?"
หวังเหยาถอนหายใจเบา ๆ ตอบกลับว่า: "ก็ไม่เชิง พี่เจียงท่านก็รู้ว่าท่านปู่ของข้าปากมาก เผลอพูดเรื่องที่ศิษย์พี่เสิ่นประลองกับศิษย์น้องซินเยว่ออกไป พอศิษย์พี่ศิษย์น้องของยอดเขาวิญญาณเวิ้งว้างรู้เข้า ก็คิดว่าศิษย์พี่เสิ่นได้รับความคับแค้นใจก็เลยพากันจะมาแก้แค้นให้ศิษย์พี่เสิ่นน่ะ"
หลังจากลังเลไปครู่หนึ่ง เขาก็แอบมองหนานซินเยว่แล้วพูดต่อว่า: "ท่านปู่บอกว่าตราบใดที่ศิษย์น้องซินเยว่อยู่ที่ยอดเขาฟังหิมะ พวกศิษย์เหล่านั้นก็ไม่กล้าทำอะไร แต่ถ้าลงเขาไป ท่านปู่ก็กังวลว่าพวกเขาจะหาเรื่องศิษย์น้องซินเยว่ แต่พี่เจียงกับศิษย์น้องซินเยว่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ท่านปู่บอกว่าจะไปพูดให้ ยื้อเวลาไปสักพักก่อน เรื่องนี้น่าจะจบลง"
"อืม เข้าใจแล้ว"
เจียงเฉินตอบกลับอย่างเรียบเฉยราวกับว่าไม่ได้กังวลอะไร
หวังเหยาเห็นเขามีท่าทีสงบนิ่งเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะอยากพูดอะไรอีก แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่งดงามเย็นชาของหนานซินเยว่ก็กลืนคำพูดกลับลงไป กระโดดขึ้นขี่นกกระเรียนวิญญาณแล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
จนกระทั่งหวังเหยาจากไป เจียงเฉินถึงได้บิดขี้เกียจ
"ศิษย์รัก เจ้าฝึกต่อเถอะ"
เมื่อเห็นเจียงเฉินหันหลังเดินจากไป หนานซินเยว่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น : "ท่านอาจารย์ท่านไม่ตำหนิศิษย์หรือ?"
"ทำไมต้องตำหนิเจ้า?" เจียงเฉินถาม
"หากไม่เป็นเพราะศิษย์วู่วามลงมือในวันนั้น ก็คงไม่ทำให้ท่านอาจารย์และยอดเขาฟังหิมะต้องเดือดร้อน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจียงเฉินก็ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาที่เป็นคนอ่อนแออาจจะต้องระวังตัวสักหน่อย
แต่ตอนนี้เขาจะไปกลัวอะไร!
สิบวันหลังจากนี้ไม่ต้องพูดถึงพวกศิษย์ที่เป็นพวกไร้ค่าของยอดเขาวิญญาณเวิ้งว้าง แม้แต่เจ้าของยอดเขาวิญญาณเวิ้งว้างและเสิ่นเซี่ยวเทียนจะมาหาเรื่องพร้อมกันเขาก็ไม่หวั่น
"นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า อาจารย์กับเสิ่นจิ้งปิงก็มีเรื่องบาดหมางส่วนตัวกันอยู่แล้ว อีกอย่างวันนั้นเจ้าก็ลงมือเพื่อปกป้องอาจารย์"
ตอนนี้เมื่อได้ยินคำว่า "ปกป้อง" หนานซินเยว่ก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย
"ท่านอาจารย์พูดเกินไปแล้ว ด้วยความสามารถของท่าน ไหนเลยจะต้องให้ศิษย์ปกป้อง"
"เอาเป็นว่าเจ้าจำไว้ว่าพวกเรายอดเขาฟังหิมะไม่หาเรื่องใครแต่ก็ไม่เคยกล้วใคร อย่างไรก็ตามภายในสิบวันนี้ เจ้าจงอยู่ที่ยอดเขาฟังหิมะฝึกฝน สิบวันหลังจากนี้ค่อยลงเขาไปไหนมาไหนได้ตามที่เจ้าต้องการ"
เมื่อได้ยินคำขอที่แปลกประหลาดนี้ของเจียงเฉิน หนานซินเยว่ก็สงสัย : "สิบวัน? ทำไมต้องสิบวันหรือ?"
เจียงเฉินกระแอมอย่างมีเลศนัย
*ก็เพราะว่าท่าไม้ตายของอาจารย์มีระยะเวลาคูลดาวน์สิบวันน่ะสิ!* ไอ้ศิษย์โง่
ในใจคิดเช่นนี้ แต่ปากกลับพูดอย่างลึกลับ : "ระดับพลังของเจ้าเพิ่งจะทะลวงไป แถมเมื่อครู่นี้ก็เกิดการตื่นรู้ด้วยจำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว"
"ศิษย์เข้าใจแล้วแต่ท่านอาจารย์จะจัดการ"
ตามคำสั่งของเจียงเฉิน หลายวันต่อมา หนานซินเยว่ก็อยู่แต่ที่ยอดเขาฟังหิมะเพื่อฝึกฝน
นอกเหนือจากการฝึกฝนพลังของกายาน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ที่หน้าผาสำนึกตนแล้ว ก็คือการทำความเข้าใจสภาวะที่เจียงเฉินได้สอนที่ริมสระน้ำ
จนกระทั่งวันที่สิบเอ็ด
ณ หน้าผาสำนึกตน
ภายในถ้ำ หนานซินเยว่นั่งขัดสมาธิ รอบกายมีพลังน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์สีฟ้าหมุนวนอยู่ สีของมันเข้มข้นกว่าเมื่อก่อนมากอย่างชัดเจน
เมื่อนิ้วเรียวทำสัญลักษณ์สองสามท่า พลังกายาน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ในร่างกายของเธอก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังเย็นยะเยือกในร่างกาย หนานซินเยว่ก็รู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยที่หว่างคิ้ว หน้าผากก็ปรากฏเหงื่อเป็นชั้นบาง ๆ
เมื่อพลังสงบลง เธอก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แบมือออก
"พลังน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์จะต้องผ่านการหลอมรวมเก้ารอบจึงจะถือว่าสมบูรณ์ แต่แม้ว่าจะมีวิชาระดับสวรรค์คอยช่วยเพียงแค่ถึงรอบที่สอง เส้นลมปราณในร่างกายของข้าก็แทบทนพลังเย็นยะเยือกที่น่าสะพรึงกลัวนั้นไม่ไหวแล้ว"
เมื่อมองดูเกล็ดน้ำแข็งที่เป็นประกายบนฝ่ามือ หนานซินเยว่ก็อดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น
แม้ว่าจะมีท่านอาจารย์ที่เป็นผู้แข็งแกร่งคอยชี้แนะ แต่หากไม่สามารถทำให้พลังของกายาน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ของตนเองก้าวหน้าไปอีกขั้น ชาตินี้เกรงว่าคงจะหมดหวังที่จะแก้แค้นแล้ว
"ถามความคิดเห็นของท่านอาจารย์ก่อนดีกว่า"
ตั้งแต่ได้เห็นดาบที่น่าตกตะลึงของเจียงเฉินและได้รับการชี้แนะมาหลายครั้ง โดยไม่รู้ตัว เธอก็ถือว่าเขาเป็นดั่งประภาคารบนเส้นทางแห่งการฝึกฝนของตนเองไปแล้ว
หลังจากเปิดกลไกของถ้ำ เธอก็ออกจากหน้าผาสำนึกตน
หลังจากหาเจียงเฉินแล้ว เธอก็บอกเล่าปัญหาในการฝึกฝนพลังของกายาน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์
ในความคิดของเธอ เจียงเฉินมีความแข็งแกร่งที่น่าเกรงขามเช่นนี้ และยังมองออกถึงกายาน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ของเธอได้ในปราดเดียว เธอจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร
อย่างไรก็ตามหากไม่ใช่โอสถหลอมรวมปราณของเจียงเฉิน ตอนนี้เธอก็ยังคงต้องดิ้นรนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตาย
เมื่อรู้ถึงสถานการณ์ของหนานซินเยว่ เจียงเฉินก็มีวิธีรับมือ
ในชาติก่อน ๆ เขาก็เคยเจอสถานการณ์ที่คล้ายกันนี้
"ตามที่เจ้าพูด พลังน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าทุกครั้งที่ผ่านการหลอมรวมหนึ่งรอบ พลังเย็นยะเยือกก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เช่นนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือต้องหาทางชำระล้างเส้นลมปราณของเจ้าก่อน ส่วนเรื่องหลังจากนี้ อาจารย์จะคิดหาทางเอง"
หลังจากนั้น เจียงเฉินก็หยิบหินวิญญาณระดับสูงออกมาจากแหวนเก็บของ
"ครบกำหนดเวลาสิบวันแล้ว ตอนนี้เจ้าสามารถไปที่โถงใหญ่ของสำนักเพื่อแลกเปลี่ยนน้ำทิพย์วิญญาณเหมันต์จากนั้น ตอนที่พลังน้ำแข็งศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าหลอมรวมรอบที่สอง การใช้น้ำทิพย์วิญญาณเหมันต์มาชำระล้างเส้นลมปราณก็น่าจะเพียงพอ"
หนานซินเยว่พยักหน้ารับหินวิญญาณ กำลังจะจากไป
ก่อนจากไปเจียงเฉินก็ไม่ลืมที่จะกำชับ
"ศิษย์รัก จำไว้ พวกเรายอดเขาฟังหิมะไม่หาเรื่องใครแต่ก็ไม่กลัวใคร หากเจอพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงก็อัดมันได้เลย ไม่ว่าเรื่องจะใหญ่แค่ไหน อาจารย์จะรับผิดชอบเอง"
ระยะเวลาคูลดาวน์สิบวันผ่านไปแล้ว เจียงเฉินจึงมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
การต่อสู้จริงเป็นวิธีที่จะแข็งแกร่งขึ้นได้เร็วที่สุด จะให้หนานซินเยว่อยู่แต่ที่ยอดเขาฟังหิมะไปตลอดชีวิตไม่ได้
คำพูดของเจียงเฉิน ทำให้ร่างของหนานซินเยว่สั่นสะท้านเล็กน้อย
เพราะการทรยศของคนในครอบครัวและการร่อนเร่พเนจรมาหลายปี ทำให้เธอปิดกั้นจิตใจมานานแล้ว สร้างบุคลิกและจิตใจที่เย็นชานี้ขึ้นมา
เธอเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่าในโลกนี้ สิ่งที่พึ่งพาได้ สิ่งที่ไว้ใจได้โดยไม่มีเงื่อนไขมีเพียงตัวเองเท่านั้น
แต่การปรากฏตัวของเจียงเฉินและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในช่วงเวลานี้ กลับทำให้ปราการอันแข็งแกร่งที่เธอสร้างขึ้นในใจเกิดรอยร้าวเล็กน้อย
"อืม"
บุคลิกที่เย็นชาทำให้เธอไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร จึงได้แต่พยักหน้าเบา ๆ แล้วหันหลังจากไป
ทันทีที่หนานซินเยว่จากไป เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหูของเจียงเฉิน
【ติ๊ง! ค่าความสนิทสนมศิษย์อาจารย์ +20】
...
สำนักเทียนซวน
หนานซินเยว่สวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ คิ้วและตางดงาม ผมยาวสลวยพลิ้วไหวตามสายลม เท้าหยกก้าวเดินอย่างสง่างาม ทุกท่วงท่าแฝงไว้ด้วยความเย็นชา
การปรากฏตัวของเธอ ดึงดูดสายตาของเหล่าศิษย์ในสำนักไม่น้อย ทุกคนต่างก็ตกตะลึงในความงามของเธอ
ขณะที่ก้าวขึ้นบันไดหินที่ทอดไปยังโถงใหญ่ ก็มีศิษย์หลายคนเดินสวนมาพอดี
หนานซินเยว่เดินสวนกับพวกเขาโดยไม่หยุดสายตา แต่สายตาของพวกเขากลับจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของเธออย่างเนิ่นนาน
"ใช่เธอใช่ไหม?"
"ต้องใช่แน่ ๆ วันที่สอบเข้าสำนัก เธออยู่ข้าง ๆ ข้า เหมือนกับก้อนน้ำแข็ง ไม่มีทางผิดพลาดแน่!"
"พวกเจ้าคอยดูอยู่ที่นี่ ข้าจะไปหาศิษย์พี่หลี่"
ศิษย์ที่มีใบหน้าเป็นฝ้าพูดประโยคหนึ่งแล้วก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
ภายในโถงใหญ่
หนานซินเยว่ใช้หินวิญญาณแลกน้ำทิพย์วิญญาณเหมันต์ แล้วก็ดูว่ามีสมุนไพรอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องใช้หรือไม่ จากนั้นก็ออกจากโถงใหญ่ไป
ในเวลาเดียวกัน
ด้านนอกโถงใหญ่
ศิษย์หลายคนที่สวมชุดของศิษย์ยอดเขาวิญญาณเวิ้งว้างยืนอยู่ กำลังจ้องมองประตูโถงใหญ่อย่างไม่วางตา
"พี่เจี๋ย ไม่ต้องเรียกศิษย์พี่หลี่มาจริง ๆ หรือ?"
คนที่พูดก็คือศิษย์ที่มีใบหน้าเป็นฝ้าคนก่อนหน้านี้ เมื่อดูจากเสื้อผ้าของเขากับคนอื่น ๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นศิษย์ของยอดเขาวิญญาณเวิ้งว้าง
ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าพี่เจี๋ยมีรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา ในมือถือพัดดูสง่างาม
"แค่เด็กผู้หญิงที่แม้แต่การทดสอบบันไดหินสู่สวรรค์ก็ยังไม่ผ่าน ไม่จำเป็นต้องรบกวนศิษย์พี่หลี่ เพียงข้าซ่งซื่อเจี๋ยก็พอแล้ว"
"แต่ได้ยินมาว่าเธอสามารถทำให้ศิษย์พี่เสิ่นเสียหน้าได้นะ"
"น่าขัน คำพูดที่ออกมาจากปากของผู้อาวุโสหวังจะเชื่อถือได้สักกี่ส่วน? เจ้าลองคิดดู ด้วยนิสัยของศิษย์พี่เสิ่น หากเสียหน้าจริง ๆ คงจะไปอาละวาดที่ยอดเขาฟังหิมะนานแล้ว"
"พี่เจี๋ย! เด็กคนนั้นออกมาแล้ว!"